ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

(รัฐไทยปรับแผนยุทธศาสตร์ มุ่งเป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ หนุนเศรษฐกิจ – อ่าน ‘เกมงบลงทุนไทย’ ในโลกผันผวน)

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน รัฐไทยกำลังจะขยับบทบาทตัวเอง จาก “ผู้สนับสนุน” สู่ “ผู้ขับเคลื่อน” เศรษฐกิจโดยตรง! แม้ตัวเลขการเบิกจ่าย “งบลงทุน” ของ 43 รัฐวิสาหกิจที่เร่งตัวขึ้น สะท้อน “ยุทธศาสตร์ใหม่” ของรัฐบาล แต่คำถามสำคัญ นั่นคือ เราจะใช้เงินเพื่อการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหนกัน???
ในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และระบบโลจิสติกส์ ประเทศขนาดกลางอย่างไทยแทบไม่มีทางเลือกมากนัก???
นอกจากจะต้อง “เร่งเครื่องภายใน” เพื่อพยุงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ!!??
ตัวเลขล่าสุดที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) โดย นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า…รัฐกำลังขยับบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) รัฐวิสาหกิจ 43 แห่งสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้แล้ว 117,176 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 50 ของกรอบงบลงทุนรวมทั้งปีที่ 235,748 ล้านบาท
หากพิจารณาให้ลึกลงไป ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียง “ผลการดำเนินงานตามแผน” แต่เป็น…สัญญาณเชิงนโยบายที่สำคัญ! เพราะสะท้อนว่า…
ภาครัฐกำลังใช้ “งบลงทุน” เป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนการพึ่งพามาตรการระยะสั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การเบิกจ่ายที่ “สูงกว่าแผนสะสม” (117,176 ล้านบาท เทียบกับแผน 108,019 ล้านบาท) ยังสะท้อนถึง ความพยายามเร่งรัดการใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ภาคเอกชนยังคงชะลอการลงทุน และนักลงทุนต่างชาติยังคงรอดูทิศทางเศรษฐกิจโลก
สอดกับข้อมูลที่ นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวเสริมว่า โครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจที่สําคัญที่มีผลการเบิกจ่ายสะสมสูง ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)และ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระยะที่ 2 ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (สายตะวันตก) ของ รฟม. ซึ่งเบิกจ่ายได้ร้อยละ 199 ร้อยละ 100 และร้อยละ 100 ตามลําดับ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายละเอียดของโครงการที่มีการเบิกจ่ายสูง จะพบว่า…หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” โดยเฉพาะระบบราง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง หรือโครงการที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายระดับภูมิภาค
สะท้อนแนวคิดของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่มุ่งเน้นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากกว่าการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรง
ขณะเดียวกัน แนวคิดของ “ทีมเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ผลักดัน งบประมาณเชิงรุกในปี 2570 ก็เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านการเร่งเบิกจ่ายในปัจจุบัน
กล่าวคือ…รัฐไม่ได้เพียงต้องการ “กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น” แต่กำลังพยายาม “ปักหมุดโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว!!!
ปรากฏการณ์นี้ มันได้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน นั่นคือ…การเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและการส่งออก ไปสู่ “โมเดล” ที่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
เหตุผลสำคัญ ก็คือ…ภาคเอกชนกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน!!?? ทั้งปัญหาด้าน ราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของตลาดโลก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ การตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในระยะยาว
สถานการณ์เช่นนี้ “รัฐ” จึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้สร้างความเชื่อมั่นผ่านการลงทุนก่อน!!??
ในอีกมุมหนึ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่! ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์? เพราะ…มันไม่ได้สร้างผลตอบแทนในรูปของ GDP เพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้าง “ศักยภาพประเทศ” ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น…
การลดต้นทุนโลจิสติกส์ การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค หรือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย
แม้ โครงการขนาดใหญ่บางส่วน เช่น โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางหลักของประเทศ ยังอยู่ในกระบวนการศึกษาและพัฒนา แต่ความสนใจจากนานาชาติที่มีต่อโครงการลักษณะนี้ สะท้อนว่า…ไทยยังคงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนในภูมิภาค หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ ก็มีศักยภาพที่จะ “ยกระดับ” ประเทศไทย
จาก “จุดผ่าน” ไปสู่ “ศูนย์กลาง” ทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต!!!
อย่างไรก็ตาม การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนข้างต้น นั้น ก็ใช่ว่า…จะไม่มีความท้าทายเสียทีเดียว! นั่นเพราะ…ข้อมูลจาก สคร. เอง ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า…ยังมีบางหน่วยงานและบางโครงการที่เบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
ซึ่งอาจเกิดจาก….ข้อจำกัดด้านขั้นตอน การบริหารจัดการ หรือ ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้?
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า…รัฐจะสามารถ “แปลงการใช้จ่าย” ให้เป็น “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” ได้มากน้อยเพียงใด?
เนื่องเพราะ…การเบิกจ่ายที่รวดเร็ว ไม่ได้หมายความว่า…มันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพเสมอไป หากขาดการกำกับติดตามและประเมินผลอย่างเข้มข้น!
ในท้ายที่สุด บทบาทของรัฐไทย ในฐานะ “เครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจไทย อาจเป็น…สิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ในบริบทปัจจุบัน
หากแต่…ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ จะไม่ได้วัดจากตัวเลขงบประมาณที่ถูกใช้ไป หากแต่วัดจากความสามารถในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” และ “โอกาสใหม่” ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
และใน โลกที่ความไม่แน่นอน กลายเป็นเรื่องปกติ!!?? ดังนั้น การตัดสินใจ “เดินหน้า” อาจมีความสำคัญไม่แพ้การ “เดินอย่างถูกทิศทาง”
เพราะสุดท้ายนั้น สิ่งที่จะกำหนด “อนาคต” ของเศรษฐกิจไทย อาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า…เราจะทุ่มงบประมาณเพื่อการลงทุนมากมายสักเพียงใด? แต่มันคือ…รัฐไทยจะมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อ “เปลี่ยนประเทศ” ได้จริงหรือไม่? แค่นั้นจริงๆ!!!.







