‘ศุภจี’ คุมค่าครองชีพ ดันไทยช่วยไทย รับมือปุ๋ยแพง–เงินเฟ้อ

รองนายกฯ “ศุภจี” สั่งเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทย กระจายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ พร้อมคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะจับตาราคาปุ๋ยและเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานสูง ย้ำรัฐเร่งหาทางนำเข้าเพิ่ม–บรรเทาภาระประชาชน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลอนุทินสอง โดยเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนไม่ให้สูงจนเกินไปและกระจายสินค้าให้ทั่วถึง ซึ่งขณะนี้มีโครงการไทยช่วยไทย ช่วยส่งมอบสินค้า อุปโภคบริโภคราคาประหยัดไปยัง 77 จังหวัด โดยในเฟสถัดไปจะร่วมมือกับผู้ประกอบการ SME นำสินค้ามาขายในช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงขั้นตอนการลงทะเบียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับผู้ประกอบการ
ส่วนในระยะยาวการดูแลสินค้า SME จะเริ่มทยอยเข้ามาจดทะเบียนกว่า 2,000 ราย จะเป็นการค้าขายออนไลน์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะฝึกทักษะให้กับผู้ประกอบการ SME สร้างแบรนด์ สร้างการตลาด ควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กน้อย ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยจะมีการกระจายสินค้าราคาพิเศษไปในชุมชน
เมื่อถามถึงสถานการณ์ราคาปุ๋ย นางศุภจี ระบุว่า ต้องมองในสองมิติคือเรื่องราคาและความขาดแคลน ซึ่งถือเป็นความกังวลอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องดูแล โดยในส่วนของราคาย้ำว่าปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ขณะนี้ยังไม่มีมีการขอปรับขึ้นราคา ซึ่ง กรมการค้าภายใน ปุ๋ยมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ แต่สำหรับปุ๋ยล็อตใหม่ที่จะนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียและบรูไน ต้องยอมรับว่ามีต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นจะต้องมีการปรับราคาใหม่ ส่วนปุ๋ย ที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางยังนำเข้ามาไม่ได้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะนี้ได้เดินทางไปยังโอมาน เพื่อเจรจาขอเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุช แต่ต้องยอมรับว่าคงยาก เพราะมีปัจจัยของสหรัฐเพิ่มเติม
“ตอนนี้จากตะวันออกกลางที่มีเรืออยู่ 5 ลำ ขณะนี้ยังเข้ามาไม่ได้ ในช่วงที่ผ่านมาพยายามหาปุ๋ยจากแหล่งอื่น อย่างมาเลเซียและบรูไน เพื่อช่วยลดความขาดแคลน”
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเจรจาไปเจรจาซื้อปุ๋ยกับรัสเซีย ดังนั้นในเรื่องการขาดแคลนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยดูแลและเร่งนำเข้า ส่วนเรื่องราคากระทรวงพาณิชย์จะดูความสมเหตุสมผลตามต้นทุนวัตถุดิบว่าเป็นอย่างไร วัตถุดิบย้ำว่าปัจจุบันนี้ยังใช้วัตถุดิบเดิมและไม่ให้ขึ้นราคา แต่เมื่อเริ่มมีวัตถุดิบใหม่นำเข้ามา ก็จะต้องมีการพิจารณาดูใหม่ว่าราคาจะเป็นเช่นไร แล้วต้องค่อยๆ ทยอยปรับขึ้น อย่างไรก็ตามราคาปุ๋ยจะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์จะมีการทำโครงการรองรับเช่นโครงการธงฟ้าธงเขียว ซึ่งเป็นทางเลือกช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้ ส่วนปริมาณปุ๋ยมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้
สำหรับเรื่องสินค้าขอปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มแชมพูและสบู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่มีการอนุญาตปรับขึ้นราคา โดยในส่วนของ น้ำมันปาล์ม มีผู้ประกอบการจำนวน 4 ราย ยื่นปรับราคา เบื้องต้นอาจจะต้องมีการเรียกผู้ประกอบการมาหารือ ก่อนปรับราคา โดยจะขอความร่วมมือให้เป็นการทยอยปรับขึ้นราคาและไม่ให้ของขาดตลาดส่วน แชมพูกับสบู่ยังไม่ยังไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นราคาเนื่องจากอยู่ระหว่างการขอข้อมูล ซึ่งตามขั้นตอนจะใช้เวลาในการพิจารณาปรับราคาภายใน 15 วัน ภายหลังจากมีการยื่นขอปรับ ขณะที่สถานการณ์ราคารับซื้อปาล์มดิบปัจจุบันอยู่ที่ 7 – 7.90 บาทต่อกิโลกรัม
เมื่อถามว่า ถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่ที่ประชาชนต้องยอมรับว่าราคาข้าวของจะเริ่มปรับแพงขึ้น นางศุภจี ระบุว่า คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะต้องดูต้นทุนวัตถุดิบใหม่ที่เข้ามา โดยเฉพาะสินค้าควบคุม ที่มีสองกลุ่มคือปาล์มน้ำมันกับสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ขอปรับขึ้นราคา
นอกจากนี้ สถานการณ์เงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นางศุภจี ระบุว่า ยังต้องติดตามในเดือนเมษายน คาดว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อเดือนมีนาคมยังติดลบอยู่
สำหรับสถานการณ์ส่งออกของไทย ยังต้องติดตามสถานการณ์เพิ่มเติมเป็นรายเดือน แต่เท่าที่ดูยังส่งออกได้ โดยในตะวันออกกลางยังคงค้าขายกันอยู่
นางศุภจี เปิดเผยว่า ในการเข้ามารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลอนุทินสอง ได้มีการปรับทัพการทำงานภายในกระทรวงพาณิชย์ใหม่ ขณะนี้ได้เตรียมทีมที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเพิ่มเติม อย่างที่เรียนว่าศึกหนักที่เจอคือเรื่องราคาสินค้าและค่าครองชีพ โดยต้องมีการปรับทีมและช่วยเสริมทัพ โดยให้ผู้ตรวจราชการเข้ามาช่วยงาน กรมการค้าภายใน ซึ่งการทำงานของรัฐบาลชุดนี้จะใช้การบริหารแบบคัสเตอร์ ดูแลตั้งแต่กระบวนการผลิตการค้าและการบริการ ในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน
“ก็ปรับทั้งภายในกระทรวงและเพิ่มทัพให้กับทีม ที่อยู่ในจุดที่ต้องการทำงานอย่างเร่งด่วนมากขึ้นยิ่งขึ้น”
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งยากมาก คือเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ขณะนี้ประเทศต่างๆ ก็ต้องปรับตัว ค่าขนส่งแพงขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกมากมาย จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่เข้มแข็ง นอกจากทีมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะต้องมี sim นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น จีน อาเซียน อเมริกา และยุโรป เพื่อช่วยกันวางกลยุทธ์และตอบโจทย์ได้ตามสิ่งที่ต้องการ รวมถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ
“เชื่อมั่นว่าทุกคนทำงานเต็มที่ แต่สภาวะที่เรากำลังเผชิญเป็นสภาวะที่วิกฤตซ้อนวิกฤต ทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เราพยายามปรับโครงสร้างของประเทศ ขณะเดียวกันวิกฤตที่ซ้อนเข้ามา คือภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นเราต้องปรับตัวมากขึ้น”
เมื่อถามว่ารู้สึกท้อแท้หรือไม่ที่ถูกโจมตีเรื่องปล่อยให้ราคาสินค้าขึ้นราคา นางศุภจี ระบุว่า ไม่ท้อแท้ แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้ทำงานมากขึ้น ซึ่งตนเข้าใจว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นจากมาตรการควิกบิ๊กวิน ทำให้ประชาชนมีความหวังมากขึ้นแต่พอมาถึงไตรมาสแรกปีนี้กลับมีวิกฤตตะวันออกกลางความหวังคนก็ถูกกระทบจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ความกังวลก็อาจจะกลายเป็นความโกรธแต่ก็เข้าใจได้ และรัฐบาลจะพยายามดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ส่วนความคืบหน้าที่สหรัฐใช้มาตรา 301 กับไทย ในสินค้า 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง โดยเมื่อวาน(15 เม.ย.69) กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งข้อมูลชี้แจงกรณี กรณีที่การถูกไต่สวนทั้งเรื่องของกำลังการผลิตส่วนเกินและการใช้บังคับใช้แรงงานกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งล่าสุดทางยูเอชทีอาร์ ได้นัดให้ฝ่ายไทยไปชี้แจงเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา โดยยูเอสทีอาร์จะส่งคำถามเพิ่มเติมมาให้ไทย
ซึ่ง นางศุภจี เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปชี้แจงและพูดคุยกับ USTR ด้วยตนเองช่วงต้นเดือนพฤษภาคม แล้วช่วงกลางเดือนพฤษภาจะส่ง คณะเจรจาไปเจรจาทางเทคนิคเพิ่มเติม โดยคาดว่าหลังการพูดคุยภายใน 7 วัน จะมีความชัดเจน อย่างไรก็ตามก็มีความมั่นใจกับข้อมูลที่ชี้แจงไป เนื่องจากเราสามารถตอบได้ทุกข้อแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสหรัฐ.






