Thailand = Trusted Hub???

(ไทยในเกมทุนโลก: จากเวทีวอชิงตัน สู่กรุงเทพฯ กับ ‘เดิมพันสำคัญ?’ ในสายตาของนักลงทุนนานาชาติ)

การหารือของ “รองนายกฯเอกนิติ” กับภาคธุรกิจสหรัฐ กลางเวที IMF – World Bank ที่วอชิงตัน อาจไม่ใช่แค่เพียงการพบปะเชิงมารยาท แต่มันคือ “จังหวะแรก” ของแผนยุทธศาสตร์ดึงทุนโลกเข้าไทย ก่อนที่ไทยจะต้องพิสูจน์ตัวเองบนเวทีใหญ่ “เจ้าภาพจัดประชุม” 2 องค์กรการเงินระดับโลกในกรุงเทพฯ ปลายปีนี้  ที่สุด! ไทยจะพร้อมเป็น “ศูนย์กลางที่เชื่อถือได้” จริงแค่ไหน?

ข่าวจากกระทรวงการคลัง วานนี้ (15 เมษายน 2569) อาจดูน้อยในเชิงปริมาณ (จำนวนบรรทัดของข่าว) แต่กับคุณภาพแล้ว ถือว่า…ข่าวที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางเข้าร่วมประชุมหารือกับ สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา (US Chamber of Commerce) ในระหว่าง…การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 (13–18 เมษายน) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

จัดว่า…ไม่ธรรมดาทีเดียว!!!

สำหรับ สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา ถือเป็น…ตัวแทนของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็น “ตัวกลาง” ของภาคธุรกิจสหรัฐ ในการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ตลอดจนกำหนดท่าทีของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ต่อประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย

ทั้งนี้ รองนายกฯเอกนิติ ได้ให้ความมั่นใจกับ ผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ว่า…รัฐบาลไทยปัจจุบันมีเสถียรภาพสูงและเล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของการยกระดับเทคโนโลยีและทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมในประเทศไทย

และเป็น…ผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ที่ตอบกลับ! ผ่านคำยืนยันถึงความสำคัญของประเทศไทยต่อการลงทุนของนักธุรกิจสหรัฐและมีความประสงค์ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย ต่อไป

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว การปรากฏตัวของ “ทีมเศรษฐกิจไทย” ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ ระหว่างการหารือกับ U.S. Chamber of Commerce มองเผินๆ อาจดูเป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจระยะสั้นที่เกิดขึ้นตามวาระการประชุมระดับนานาชาติ

แต่หากพิจารณา ในเชิงยุทธศาสตร์ จะพบว่า…นี่คือ “จังหวะเปิดเกม” ที่สำคัญของไทย? ในการ “วางตำแหน่ง – ตัวเองใหม่” ในระบบเศรษฐกิจโลก…ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง!!??

ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้าน…ต้นทุนหรือทรัพยากรอีกต่อไป?

แต่กำลังแข่งขันกันที่ “ความเชื่อมั่น” และ “ความน่าไว้วางใจ” ในสายตาของนักลงทุนระหว่างประเทศ!!!

การที่ไทยเลือกใช้เวทีในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็น “ศูนย์กลาง” ของผู้กำหนดนโยบายการเงิน และนักลงทุนระดับโลกเป็น “พื้นที่สื่อสาร” กับ…ภาคธุรกิจสหรัฐ จึงสะท้อนความพยายามในการ “ส่งสัญญาณ” ในทำนอง

ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพ พร้อมเปิดรับการลงทุน และต้องการยกระดับตัวเองไปสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ ไม่ได้อยู่เพียงการสื่อสารเชิงนโยบาย หากอยู่ที่การเชื่อมต่อกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปี เมื่อเมืองหลวงของไทย จะเป็น “เจ้าภาพ” จัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และ World Bank ซึ่งถือเป็นเวทีที่มีน้ำหนักสูงกว่า…

ทั้งในแง่ของ…การตัดสินใจลงทุนและการประเมินศักยภาพของประเทศเจ้าภาพ

การเคลื่อนไหวของไทยในวันสงกรานต์ (13) จึงอาจมองได้ว่า…นี่คือ ยุทธศาสตร์ “2 จังหวะ” ที่มีความต่อเนื่องอย่างชัดเจน?

โดยเริ่มจาก…การสร้างความเชื่อมั่นและความคาดหวังในเวทีระหว่างประเทศ ก่อนจะนำไปสู่…การพิสูจน์ศักยภาพจริงบนแผ่นดินไทย!

หากเปรียบเทียบในเชิงภาพรวม วอชิงตัน คือ…เวทีที่ไทยกำลัง “ขายอนาคต” ของตนให้กับนักลงทุนโลก ผ่านการนำเสนอเสถียรภาพทางการเมือง ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ และความพร้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่

ขณะที่ กรุงเทพฯ (เจ้าภาพจัดประชุมฯ) จะกลายเป็นเวทีที่ไทย จะต้อง “พิสูจน์ความจริง” ว่า…สิ่งที่กล่าวไว้นั้น สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?

ไม่ว่าจะเป็น…ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความชัดเจนของกฎระเบียบ หรือประสิทธิภาพของระบบราชการในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

“หัวใจ” ของยุทธศาสตร์ดังกล่าว อยู่ที่ความพยายาม “เปลี่ยนตำแหน่ง (Reposition) ประเทศไทย” ให้ก้าวพ้นจาก “บทบาทเดิม” ในฐานะ “ฐานการผลิตต้นทุนแข่งขัน” ไปสู่การเป็น…

“ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถือในระดับภูมิภาคและระดับโลก” หรือ Trusted Hub ได้แค่ไหน? โดยเฉพาะ ในบริบทที่ “ห่วงโซ่อุปทาน” กำลังถูกปรับโครงสร้างใหม่จากแรงกดดันของ “ชาติมหาอำนาจ

การตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ จึงไม่ได้พิจารณาเพียงต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับ “ปัจจัย” ด้านความมั่นคง ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์นโยบายในระยะยาว

การหารือกับ สภาหอการค้าสหรัฐ ของ รองนายกฯเอกนิติ ในครั้งนี้ จึงมีนัยมากกว่า…การดึงดูดเงินลงทุนในระยะสั้น

เพราะมันคือ…การรักษาฐานทุนเดิม และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะในด้าน เทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคถัดไป

ขณะเดียวกัน เวที Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมช่วงปลายปีนี้ ก็จะ “เปิดโอกาส” ให้เกิดการเจรจาทางธุรกิจนอกรอบ การจับคู่ลงทุน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของนักลงทุนรายใหญ่

ซึ่งอาจนำไปสู่…การปิดดีลสำคัญ ได้ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสื่อสาร หรือการจัดงานเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการ “ส่งมอบ” สิ่งที่ได้ให้คำมั่นไว้กับนักลงทุน

ความท้าทายสำคัญ จึงอยู่ที่…การเร่งปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบให้ทันต่อความต้องการของภาคธุรกิจ

โดยเฉพาะ…การลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว

คำถามตัวๆ ที่มีตามมา นั่นคือ…ไทยจะสามารถรักษาและต่อยอดความเชื่อมั่นนั้น จนถึงเวทีที่กรุงเทพฯ ได้มากเพียงใด?

นักลงทุนจะตัดสินใจนำเงินทุนเข้ามาจริง หรือจะยังคงอยู่ในสถานะ “รอดู” ท่าทีและความชัดเจนของนโยบายต่อไป?

ถึงบรรทัดนี้! การหารือในกรุงวอชิงตัน จึงไม่ใช่…เหตุการณ์โดดเดี่ยว หากเป็น “จุดเริ่มต้น” ของกระบวนการทางยุทธศาสตร์ที่มีปลายทางอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็น “เวทีทดสอบสำคัญ” ว่า…

ที่สุด! ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “Trusted Hub” ได้จริงหรือไม่?

เพราะในโลกที่ “ความเชื่อมั่น” กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด! นั้น ประเทศที่สามารถ “เปลี่ยนคำพูด” ให้กลายเป็น “ผลลัพธ์” ที่จับต้องได้เท่านั้น จึงจะเป็น…ผู้ชนะใน “เกมทุนโลก” ที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

ได้เวลาพิสูจน์รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กันแล้ว!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password