‘นายกฯ’ ดันสงกรานต์สู่เวทีโลก ชี้! ยังขาดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน”

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ส่งสารปีใหม่ไทยถึงคนไทยทั่วโลก ประกาศเดินหน้ายกระดับ “สงกรนายกฯอนุทิน ส่งสารสงกรานต์ ประกาสชู Soft Power ไทยสู่ระดับสากล เน้นภาพลักษณ์วัฒนธรรมและการเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทย แต่ยังคงถูกตั้งคำถามถึงความชัดเจนของยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนระยะยาว
ตอนหนึ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2569 เมื่อวานนี้ (13 เมษายน 2569) นอกจาก การส่งความรักและความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทย แล้ว ยังได้กล่าวถึงป้าหมายของรัฐบาลต่อการจะอนุรักษ์ ส่งเสริม และผลักดันประเพณีสงกรานต์ของไทย ให้เป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
โดยมุ่ง นำเสนอความหลากหลายของอัตลักษณ์สงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นหลัง รวมถึงถ่ายทอดความงดงามของสังคมไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า สงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการกลับไปหาครอบครัว การแสดงความรัก ความห่วงใย และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ อีกทั้งยังช่วย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความสนุกสนานที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ หลังจากประชาชนได้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนประชาชนร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม พร้อมร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่เดินทางเข้ามาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ยังได้อวยพรให้ประชาชนชาวไทยทุกคนประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความมั่นคงในครอบครัว และขอให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความรัก ความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน รวมทั้ง ขอให้การเฉลิมฉลองสงกรานต์ปีนี้เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน และสร้างความประทับใจให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ในเชิงยุทธศาสตร์ คำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ได้สะท้อนทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการ ยกระดับ “สงกรานต์” ให้เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ของประเทศ
ถือว่า…เดินอยู่บนแนวคิดเดียวกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกวัฒนธรรม เช่น South Korea และ Japan
อย่างไรก็ตาม เนื้อหายังคงอยู่ในระดับของ “การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์” มากกว่าการแสดงให้เห็นถึงกลไกเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม
ในเชิงการเมือง คำปราศรัยดังกล่าวถือว่าอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่สร้างความขัดแย้ง และเน้นภาพลักษณ์ความเป็นเอกภาพของสังคม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ระยะยาว เช่น การกำหนดจุดยืนของสงกรานต์ไทยในเวทีโลก หรือการวางโครงสร้างเศรษฐกิจเทศกาลอย่างเป็นระบบ ทำให้ยังไม่สามารถสร้าง “แรงขับเคลื่อน” ที่ชัดเจนได้
ประเด็นสำคัญที่ควรถูกต่อยอด นั่นคือ…การนิยาม “สงกรานต์ในระดับโลก” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น! ว่า…ในสายตานานาชาติแล้ว พวกเขาควรจะมองสงกรานต์ไทยเป็นเทศกาลในลักษณะใด???
พร้อมทั้ง ภาครัฐเองก็ควรจะออกแบบโครงสร้างการจัดงานให้มีทั้งช่วงเวลาหลักที่เป็นจุดพีค และช่วงกิจกรรมต่อเนื่องในแต่ละภูมิภาค เพื่อกระจายรายได้และสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด! หากต้องการผลักดันสงกรานต์สู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน ภาครัฐอาจต้องขยับจากบทบาท “ผู้ขอความร่วมมือ” ไปสู่ “ผู้สร้างระบบสนับสนุน” ทั้งในด้าน…งบประมาณ การออกแบบกิจกรรม และการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน
อีกทั้ง ยังคงเป็น “ผู้สร้างสรรค์” ที่เข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง!
และสิ่งนี้…จะเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการเปลี่ยนเทศกาลจากเพียงความสนุกชั่วคราว ให้กลายเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว นั่นเอง.






