พิมพ์เขียวสำรอง!!??

(แผนเชิงกลยุทธ์ของ ‘รัฐบาลอนุทิน’ – เกมอุ้มเศรษฐกิจ…ใต้เงาวิกฤตพลังงานโลก)

ข้อเสนอ “เงินแสนล้าน” ของ “ดร.กอล์ฟ” ธนวรรธน์ พลวิชัย กลายเป็นตัวเลือกเชิงนโยบายจริง! ของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง…“อุ้มเศรษฐกิจ” กับ “รักษาวินัยการคลัง” ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่อาจเปลี่ยนวิกฤตพลังงาน! จนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ! แล้วอะไรคือ “พิมพ์เขียวสำรอง” ที่ว่านี้???

ในห้วงเวลาที่ เศรษฐกิจไทย…กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลก และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่กำลัง “สร้างปัญหา” ให้กับ รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาจไม่ใช่เพียง “วิกฤตราคา” แต่มันคือ “การทดสอบเชิงยุทธศาสตร์” ว่า…

ที่สุด! พวกเขาจะเลือกเดินเกมอย่างไร?

ระหว่าง…การรักษาเสถียรภาพระยะยาว กับการประคองระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น!!??

ก่อนหน้านี้ “รัฐบาลอนุทิน 2” ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า…จะไม่เลือกใช้มาตรการสุดโต่งแบบตรึงราคาพลังงานทั้งระบบเหมือนในอดีต

แต่จะเลือกใช้แนวทาง “คุมผลกระทบแทนคุมราคา” โดยเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การบริหารซัพพลายพลังงาน และการเตรียมเครื่องมือทางการคลังเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความระมัดระวังนี้ กับปรากฏ “ข้อเสนอ” ของ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะ…นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนหน้านี้ โดยเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งดำเนินการ “อัดฉีดเศรษฐกิจวงเงินนับแสนล้านบาท”

โดยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันโลกและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ที่อาจ “ฉุดรั้ง” GDP และกำลังซื้อของประชาชนให้ลดลง

เขายังได้เน้นย้ำถึง…ความจำเป็นในการตรึงราคาพลังงาน จัดหาวัตถุดิบการผลิตให้เพียงพอเพื่อสกัดเงินเฟ้อและการกักตุนสินค้า รวมถึง การประคองสภาพคล่องของธุรกิจขนาดเล็ก

พร้อมกันนั้น ดร.ธนวรรธน์ ยังแนะนำให้พึ่งพาการกู้ยืมเงินเพื่อเติมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ โดยรัฐบาลอาจค้ำประกันเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ รวมถึง การลดภาษีสรรพสามิตดีเซลเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกในระยะยาว  

และสิ่งนี้…เริ่มกลับมามีน้ำหนักมากขึ้นในเชิงนโยบาย! ทว่าไม่ใช่เพราะ…รัฐบาลต้องการใช้แนวทางข้างต้น แต่เพราะสถานการณ์กำลัง “บีบให้ต้องมีทางเลือกสำรอง”

สิ่งที่น่าสนใจคือ…รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธแนวทางดังกล่าว แต่กำลัง “จัดลำดับการใช้” อย่างมีชั้นเชิง!!!

ในระยะสั้น รัฐบาลเลือกใช้…มาตรการที่มีต้นทุนทางการคลังต่ำกว่า เช่น การควบคุมราคาสินค้า การขอความร่วมมือภาคเอกชน และการใช้กลไกตลาดเป็นหลัก โดยยอมปล่อยให้ราคาน้ำมันบางส่วนสะท้อนต้นทุนจริง ขณะเดียวกันก็พยายามลดแรงกระแทกต่อประชาชนผ่านมาตรการเฉพาะกลุ่ม

ท่าทีนี้…สะท้อนแนวคิดของฝ่ายการคลัง ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นหนึ่งในแกนสำคัญ ที่มองว่า…การใช้นโยบายการคลังต้องคำนึงถึง “ความคุ้มค่าและภาระในอนาคต” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลกำลังพยายาม “ซื้อเวลา” เพื่อดูทิศทางของสถานการณ์โลก ก่อนจะตัดสินใจใช้มาตรการขนาดใหญ่

ในขณะเดียวกัน ฝั่งข้าราชการด้านพลังงาน ก็ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกัน คือ การรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ยืนระยะได้ในระยะยาว มากกว่าการอุดหนุนราคาจนบิดเบือนกลไกตลาด

นี่คือ…จุดที่ทำให้ “พิมพ์เขียวสำรอง” เริ่มมีความสำคัญ!!!

นั่นเพราะ…หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป “เส้นตายของกรอบเวลา” ที่มาตรการเบื้องต้นจะรองรับได้ ก็คือ…รัฐบาลจะต้องขยับเข้าสู่ “เฟสที่ 2” ของเกมทันที!!!

เฟสที่ 2 นี้ คือ…การใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งประกอบด้วย 3 กลไกสำคัญ

หนึ่ง การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชะลอแรงกดดันด้านราคาไม่ให้กระทบต้นทุนทั้งระบบเร็วเกินไป

สอง การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แม้จะต้องแลกกับรายได้รัฐที่ลดลง

และ สาม การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งเป็นหัวใจของข้อเสนอจากฝั่งนักวิชาการ

อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าสู่เฟสนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกการตัดสินใจมี “ต้นทุน”???

การกู้เงินเพิ่ม หมายถึงภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น

การลดภาษี หมายถึงรายได้รัฐที่หายไป

และ การอัดฉีดเศรษฐกิจ หมายถึงความเสี่ยงด้านวินัยการคลังในระยะยาว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลยังไม่เปิดใช้ “พิมพ์เขียวสำรอง” ในทันที แต่เลือกที่จะถือไว้เป็น “อาวุธสุดท้าย!!??”

คำถามสำคัญ คือ…แล้วเมื่อไหร่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจใช้มัน??? คำตอบ…ขึ้นอยู่กับตัวแปรหลัก 3 ประการ

ตัวแปรแรก คือ ราคาน้ำมันโลก หากยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลต่อเงินเฟ้อในประเทศอย่างชัดเจน แรงกดดันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวแปรที่สอง คือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากประชาชนเริ่มลดการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ เศรษฐกิจจะชะลอตัวเร็วกว่าที่คาด

และ ตัวแปรที่สาม คือ สถานะของกองทุนน้ำมัน หากไม่สามารถแบกรับภาระได้ต่อไป รัฐจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าแทรกแซง

เมื่อถึงจุดนั้น “พิมพ์เขียวสำรอง” จะไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “ความจำเป็น!!!”

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” นั้น มองสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ไม่ใช่การนิ่งเฉย แต่เป็นการ “เดินเกมแบบมีจังหวะ”

เริ่มจากการใช้มาตรการต้นทุนต่ำ ค่อย ๆ ขยับไปสู่มาตรการกึ่งโครงสร้าง และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการขนาดใหญ่ หากสถานการณ์บังคับ

นี่คือ…การบริหารวิกฤตแบบ “ขั้นบันได” ที่พยายามลดความเสี่ยงในทุกด้าน!!??

แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเกมที่มีพื้นที่ผิดพลาดน้อยมาก เพราะหากช้าเกินไป…เศรษฐกิจอาจเสียหาย ทว่า หากเดินเกมเร็วเกินไป ภาระทางการคลังอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต

สุดท้ายแล้ว…วิกฤตรอบนี้ อาจไม่ได้ตัดสินว่า…ใครมีนโยบายดีที่สุด! แต่จะตัดสินว่า…ใคร “เลือกจังหวะได้แม่นยำที่สุด!!!”

และสำหรับ “รัฐบาลอนุทิน 2” แล้ว “พิมพ์เขียวสำรอง” ที่ถืออยู่ในมือ…มันก็อาจเป็นไปได้ทั้งโอกาสในการประคองเศรษฐกิจ หรือเป็นภาระที่ต้องแบกรับในระยะยาว

ขึ้นอยู่กับว่า…นายกฯอนุทินและทีมเศรษฐกิจ…จะได้นำ “พิมพ์เขียวสำรอง” ที่ว่านี้…มาใช้เมื่อไหร่? และใช้อย่างไร?.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password