‘รบ.อนุทิน 2’ สูตรผสมอำนาจใหม่ – พท. ถอยเชิงยุทธศาสตร์

การจับมือระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย ไม่ใช่เพียงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล แต่คือการ “จัดระเบียบอำนาจใหม่” ในสมการการเมืองไทย

เมื่อพรรคแกนนำเดิมต้องปรับบทบาท ขณะที่แกนนำใหม่วางยุทธศาสตร์คุมเกมทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครร่วมรัฐบาล” แต่คือ “ใครกำหนดทิศทางประเทศ”

การหารือระหว่าง นางมนพร เจริญศรี และ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล พรรคเพื่อไทย กับ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล

จึงมิได้เป็นเพียงภาพของการพูดคุยเชิงนโยบายก่อนการแถลงต่อรัฐสภา 

หากแต่สะท้อนการเคลื่อนตัวของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยในระดับแกนกลางอย่างมีนัยสำคัญ 

การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลที่เคยขับเคลื่อนโดยพรรคเสียงข้างมากเชิงนโยบาย ไปสู่รัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วย “ความสามารถในการจัดสมดุลระหว่างพรรคร่วม” กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน!

ในเชิงยุทธศาสตร์ การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นแกนนำ ต้องเข้ามาอยู่ในสถานะพรรคร่วมและยอมรับการปรับนโยบายให้ “มันคือเครื่องมือเพื่อลดแรงปะทะภายในรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลายทางนโยบาย่อรักษาพื้นที่ในโครงสร้างอำนาจระยะยาว

ภาษาทางการเมืองที่ดูนุ่มนวลนี้ แท้จริงแล้วคือ…สัญญาณของการยอมรับกติกาใหม่ ซึ่งอำนาจไม่ได้ผูกอยู่กับคะแนนนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอยู่ร่วมและต่อรองในระบบพันธมิตร

คำว่า “กลมกล่อม” ที่ถูกใช้ จึงเป็นมากกว่าถ้อยคำเชิงสำนวน หากเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์รัฐบาลชุดนี้

ในระดับแรก มันคือ…เครื่องมือเพื่อลดแรงปะทะภายในรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลายทางนโยบาย

ระดับถัดมา มันคือ…กลไกในการกระจายเครดิตทางการเมือง ทำให้ไม่มีพรรคใดผูกขาดผลงาน

และ ในระดับที่ลึกที่สุด มันคือ…เงื่อนไขของการยืดอายุรัฐบาลให้สามารถดำรงอยู่ได้ครบวาระ ก

กล่าวอีกนัยหนึ่งง รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มุ่งไปที่การผลักดันนโยบายแบบสุดทาง หากแต่เลือก “เดินอย่างสมดุล” เพื่อความอยู่รอดของทั้งระบบ

การขึ้นมาเป็นแกนนำของ นายอนุทิน จึงควรถูกมองผ่านกรอบยุทธศาสตร์มากกว่าปรากฏการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า

พรรคภูมิใจไทยได้วางตำแหน่งตนเองมาอย่างต่อเนื่องในฐานะ “ผู้จัดการสมดุลอำนาจ” มากกว่าจะเป็น “ผู้ครอบครองอำนาจ”

การคุมกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง สะท้อนความต้องการกำหนดทิศทางประเทศ

ขณะที่ การเปิดพื้นที่ให้พรรคร่วมมีบทบาท ก็เป็นการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและลดแรงเสียดทานในรัฐบาล

โครงสร้างเช่นนี้ ทำให้…รัฐบาลมีลักษณะเป็น “รัฐบาลเชิงบริหาร” ที่เน้นการจัดการและประคองเสถียรภาพ มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาพื้นที่ของตนผ่านนโยบายด้านสังคม ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนดร่วมกัน

การยอมปรับและเจรจาในลักษณะนี้สะท้อนการแลกเปลี่ยนระหว่าง “อำนาจเชิงนโยบาย” กับ “อำนาจเชิงโครงสร้าง” 

กล่าวคือ…แม้จะไม่สามารถกำหนดทิศทางได้อย่างเต็มที่ แต่ยังคงมีบทบาทอยู่ในระบบ และสามารถต่อรองในระยะยาวได้

ประเด็นการสานต่อนโยบายจากรัฐบาลเดิม ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองเชิงปฏิบัติ!  ซึ่งให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและประสิทธิภาพมากกว่าความเป็น…เจ้าของทางการเมือง

แนวคิดนี้ ช่วยลดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เอกลักษณ์ของแต่ละพรรคเลือนรางลง

รัฐบาลจึงมีแนวโน้มกลายเป็น “ผู้บริหารระบบ” มากกว่าผู้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพเชิงตัวเลขที่มากกว่า 290 เสียง มิได้หมายความถึงเสถียรภาพเชิงทิศทาง ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ที่…กการรักษาสมดุลระหว่างความหลากหลายกับความชัดเจน

หากนโยบายถูกปรับจน “กลางเกินไป” ก็อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง อีกทั้ง ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในภาพรวม “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน “ตัวผู้นำ” แต่คือ…การเปลี่ยนรูปแบบของอำนาจ

จาก…การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียว ไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการจัดสมดุลระหว่างหลายพรรค 

ในบริบทเช่นนี้ในบริบทเช่นนี้ ผู้ที่ได้เปรียบไม่ใช่ผู้ที่มีเสียงมากที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่สามารถวางตำแหน่งตนเองในโครงสร้างอำนาจได้อย่างเหมาะสม 

และในจังหวะเวลานี้ พรรคภูมิใจไทยกำลังเป็นผู้เล่นที่ควบคุมจังหวะของเกมการเมืองไทยได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุด!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password