จัดทัพใหม่!!??

(เส้นตาย 150 วันชี้ชะตา : ทีม ‘วอร์รูม’ สู้ภาษีสหรัฐฯ เลือกจะเร่งชิงจังหวะ…ก่อนเกม ‘มัดมือชก!’ รอบใหม่?)

คำวินิจฉัยศาลสูงสุดสหรัฐฯ แค่เกมเปลี่ยนฐานกฎหมาย แต่ยังคงแรงกดดันทางการค้า??? ด้าน “เอกนิติ” นำ “ทีมไทยแลนด์” คลัง–พาณิชย์–ต่างประเทศ ถกเข้ม! สะท้อนแผนขยับเร็ว ชิงจังหวะ “จัดทัพใหม่” เดินเกมวางหมากรับมือภาษี 150 วัน เผย! โจทย์จริงไม่ใช่อัตรา 15% แต่อยู่ที่กลศึก “มัดมือชก” ในเกมถัดไปหลังสิ้นสุด “เส้นตาย” กลางปีนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงการคลัง

โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

เป้าหมายก็เพื่อ…ติดตามสถานการณ์และวางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าว

โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นภายหลังจากที่ ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ชี้เปรี้ยงไปว่า… การใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดอัตราภาษี (Reciprocal Tariffs) ต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้น “ขัดต่อกฎหมาย!!!”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีชุดใหม่ภายใต้กฎหมายอื่นโดยทันที

ทั้งนี้ คณะทำงานได้ประชุมหารือในประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย  (2) การมองหาโอกาสของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว และ (3) การกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาและท่าทีของประเทศไทยที่จะดำเนินการต่อไป

แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงกรอบกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯใช้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันด้านการค้าจะลดลง รัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งในเชิงรับและเชิงรุก โดยประเด็นสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวเพื่อดำรงความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย ดร.เอกนิติ ระบุ

ทั้งนี้ คณะทำงานจะรายงานผลการประชุมหารือต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในโอกาสต่อไป

สำหรับบรรยากาศในห้องประชุมในวันนั้น ไม่ได้เป็นเพียง ภาพ “พิธีการ” ของรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง หากมันสะท้อนชัดว่า…“เกมภาษีสหรัฐฯ” ได้ถูก “ยกระดับ” เป็น…วาระแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ

สิ่งนี้ มิต่างจากการจัดระเบียบอำนาจการตัดสินใจใหม่ ภายใต้เงื่อนไข “โลกการค้า” ที่เปลี่ยนกติกาแทบรายสัปดาห์ และไม่เปิดพื้นที่ให้กับความลังเลในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

คำวินิจฉัยศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา อาจถูก “ตีความ” ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน! ในเชิงหลักการของระบบกฎหมายอเมริกัน แต่สำหรับ ประเทศคู่ค้าอย่างไทย แล้ว มันไม่ใช่…สัญญาณแห่งการผ่อนคลาย หากแต่เป็น “สัญญาณเตือน” ว่า…เมื่ออาวุธชิ้นหนึ่งถูกปลด ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ก็พร้อมหยิบอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมาใช้ทันที!!!

และสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นแล้ว ผ่านการขยับไปใช้กฎหมาย Section 122 เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราวในกรอบเวลา 150 วัน ที่อัตรา 15% แบบอัตราเดียวทั่วโลก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า…ภาษีลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ…ช่วงเวลา 150 วันนี้ ไทยจะใช้มันอย่างไร?

ก็อย่างที่ ดร.เอกนิติ กล่าวในตอนต้น! คำกล่าวดังกล่าว สะท้อนความเข้าใจสถานการณ์อย่างตรงจุด! นั่นเพราะ ในทางปฏิบัติ คำตัดสินของศาล…ไม่ได้ทำให้ภาษีหายไปในชั่วข้ามคืน แต่อาจทำให้เกิด “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่ความไม่แน่นอนพุ่งสูงสุด

ทั้งในเชิงอัตรา วิธีจัดเก็บ และการตีความกฎถิ่นกำเนิดสินค้า!!!

สื่อหลายสำนัก เรียกช่วงนี้ว่า…“นาทีทอง 150 วัน” เนื่องจากอัตราภาษีลดลงจากระดับเดิม ที่บางกรณีสูงถึง 19% เหลือ 15% และบังคับใช้แบบอัตราเดียวทั่วโลก

แน่นอนว่า…มันไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงสัมพัทธ์เหมือนบางช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้เป็นเพียงโอกาสเชิงจังหวะ ไม่ใช่โอกาสเชิงโครงสร้าง…

แต่มันคือ…ช่วงเร่งส่งมอบ เร่งทำสัญญา เร่งล็อกคำสั่งซื้อ และบริหารต้นทุนให้คุ้มค่าที่สุดภายในกรอบเวลาจำกัด

มิใช่ช่วงเวลาที่โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงได้ใน 5 เดือน

หากรัฐและเอกชน มองเห็นเป็นเพียงตัวเลขภาษีที่ลดลง โดยไม่เตรียมการ “รับมือ” หลังเส้นตาย! ก็อาจต้องเผชิญแรงกระแทกหนักกว่าเดิม หลังสิ้นสุด…เวลานาทีทอง!!??

การที่…กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ นั่งประชุใบนโต๊ะเดียวกัน อาจไม่ใช่ภาพเชิงสัญลักษณ์ แต่มันคือ…การทำงานแบบบูรณาการที่จำเป็น! ในยุคที่ การค้า…ไม่อาจแยกขาดได้จากการเมืองระหว่างประเทศ

นางศุภจี สะท้อนในที่ประชุมว่า…ช่วงเวลานี้ต้องเร่งรัดการส่งออกให้ได้มากที่สุด! ควบคู่กับการ “เปิดตลาดใหม่” รองรับความไม่แน่นอน

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ เสริมย้ำว่า…การเจรจาเชิงรุกมีความสำคัญ โดยไทยจะต้องเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนว่าสินค้าหลายประเภทอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐฯเอง ยังคงต้องพึ่งพา เพื่อให้การ “ยกเว้นภาษี” บางรายการ? ไม่ถูกมองว่า…เป็นการให้สิทธิพิเศษ แต่เป็นการลดต้นทุนต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ เอง

สิ่งที่ต้อง “จับตา” ในอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ…แรงกดดันที่ไม่ใช่ภาษีโดยตรง เพราะแม้อัตราจะอยู่ที่ 15% แต่สหรัฐฯ ยังสามารถใช้มาตรการตรวจเข้มถิ่นกำเนิดสินค้า เพิ่มขั้นตอนทางเทคนิค หรือเปิดการสอบสวนรายอุตสาหกรรมได้โดยไม่ต้องประกาศขึ้นภาษีใหม่

หากไทยไม่จัดการปัญหา “การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า” อย่างจริงจังได้ ก็อาจ “ถูกจัด” ให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

และเมื่อถูกสหรัฐฯจับตา แน่นอนว่า…ปัญหาด้านต้นทุนจะเพิ่มขึ้นทันที! ทั้งในรูปแบบเวลาและความไม่แน่นอน ต่อให้อัตราภาษีจะไม่เปลี่ยนแปลง ก็ตามที

เมื่อมองไปข้างหน้า หลังเดือนกรกฎาคม 2569 ภาพที่อาจเกิดขึ้นมีได้หลายฉากทัศน์???

ฉากทัศน์ฐาน คือ…ภาษีระดับใกล้เคียงเดิม ถูกต่ออายุ หรือแทนที่ด้วยมาตรการใหม่ที่มีผลใกล้เคียงกัน ทำให้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่

ฉากทัศน์บวก คือ…ไทยสามารถเจรจาข้อยกเว้นบางรายการได้สำเร็จ โดยเฉพาะ สินค้าในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ และพิสูจน์ความโปร่งใสด้านถิ่นกำเนิดได้อย่างน่าเชื่อถือ

ส่วน ฉากทัศน์ลบ นั่นคือ…สหรัฐฯ หันไปใช้มาตรการรายอุตสาหกรรมที่เข้มข้นกว่าเดิม เพิ่มการตรวจสอบเชิงเทคนิค และทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME รับแรงกระแทกหนักที่สุด!!!

การที่ คณะทำงานจะรายงานผลต่อ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยตรง สะท้อนชัดว่า…ประเด็นนี้ ได้ถูกยกระดับเป็น “วาระความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าระหว่างประเทศ แต่มันเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ GDP ตลาดทุน การจ้างงาน และความเชื่อมั่นนักลงทุน

และการที่ ดร.เอกนิติ ประเมินว่า หากบริหารสถานการณ์ได้ดี ช่วงเวลานี้จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเกิน 2%

คำว่า “หากบริหารได้ดี” จึงไม่ใช่เงื่อนไขเล็กน้อย หากเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ทั้งระบบ!!!

ท้ายที่สุด! ข่าวนี้ หาใช่ว่า…ศาลสหรัฐฯช่วยไทย แต่มันคือข่าวที่…โลกการค้ากำลังเปลี่ยนกติกาอีกครั้ง!!??

และไทยได้รับเวลา 150 วันในการ “จัดทัพใหม่”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า…อัตราภาษีวันนี้อยู่ที่เท่าใด? หากแต่ไทยจะใช้ช่วงเวลานี้ เพื่อเร่งยอดส่งออกชั่วคราว หรือใช้มันเป็นจุดตั้งต้นในการปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่ทั้งระบบได้อย่างไร?

เพราะเมื่อ “เส้นตาย” เดินมาถึง! เกมสงครามการรอบใหม่…ย่อมจะไม่ได้เริ่มต้นจาก “ศูนย์” หากเริ่มจากสิ่งที่ไทยเลือกทำ หรือเลือกจะไม่ทำ ในช่วงเวลานี้…นี่เอง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password