ลา! ≠ ดีลลับ?

(ลาแพ็กคู่: สัญญาณดีลลึก! ก่อนถึงดีลหลัก?)
การลาประชุม ครม. พร้อมกันของ 2 แกนนำ “อนุทิน – ธรรมนัส” หาใช่เป็นจังหวะบังเอิญทางปฏิทิน แต่มันคือ…สัญญาณทางการเมือง! ในเกมจัดตั้งรัฐบาลกระนั้นหรือ? คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า…พวกเขาจะคุยอะไร? หากคือ…ใคร? จำเป็นต้องคุยกับใคร? มากกว่า…ใน “เกม..สมการ” อำนาจรอบใหม่!!??
การเมืองไทย…ในช่วงจัดตั้ง “รัฐบาลชุดใหม่” ที่มี พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ…มักตัดสินกันใน รายละเอียดเล็กๆ มากกว่าถ้อยแถลงใหญ่โต???
สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “ดีลการเมือง” ที่น่าจับตามอง ล่าสุด! คงไม่พ้น…การลาประชุมคณะรัฐมนตรีพร้อมกันของ 2 แกนนำ “พรรคใหญ่” อย่าง…นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคกล้าธรรม
ท่ามกลางกระแสข่าวการ “จัดวาง” สมการใหม่ ระหว่าง 2 พรรคนี้!!!
ในเชิงพิธีการ…การลาอาจมีเหตุผลด้านภารกิจ แต่ในเชิงการเมือง “จังหวะ” สำคัญกว่าคำอธิบาย!!??
นั่นเพราะ…ก่อนหน้านั้น ทั้ง 2 ฝ่ายยังให้สัมภาษณ์นักข่าวในทิศทางเดียวกัน ว่า…พร้อมจะเข้าประชุม ครม.ในเช้าวันตรุษจีน 17 กุมภาพันธ์ 2569 ตามปกติ
ภาพที่สื่อคาดหวังจะได้เห็น ก็คือ…การเผชิญหน้าในเวทีเปิด เพื่ออ่านภาษากาย และสัญญาณเจรจา???
ทว่า การไม่ปรากฏตัวพร้อมกัน กลับทำให้คำถามยิ่งดังขึ้น!!!
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า…ทั้งคู่ได้พบกันหรือไม่? หากแต่คือ…เหตุใด? ทั้งคู่จึงต้องเลี่ยง “เวทีเปิด” ในช่วงที่ดีลการเมืองกำลังถูกจับตาเช่นนี้…
ใน เกม…การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่รอบนี้ มีความแตกต่าง ระหว่าง “ดีลหลัก” กับ “ดีลก่อนดีลหลัก”
“ดีลหลัก คือ…การแบ่งโควตาอย่างเป็นทางการ การประกาศพรรคร่วม และการจัดวางกระทรวง
แต่ “ดีลก่อนดีลหลัก” จะเป็นการ…ประเมินต้นทุน การอ่านท่าที และการทดสอบความจำเป็นของกันและกัน
การลาประชุม ครม.พร้อมกัน จึงอาจสะท้อนภาพ “1 ใน 3” ของความเป็นไปได้???
1.เลี่ยงการสร้างภาพต่อรองกลางสายตาสื่อ
2.ลดแรงกดดันจากกระแสข่าวที่ตีความเร็วเกินจริง
หรือ 3. เกมสำคัญบางส่วนอาจถูกจัดวางไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณใดเพิ่มเติม
คำถามเชิง “ดุลอำนาจ” จึงสำคัญกว่า…ใครต้องการใครมากกว่ากัน???
หากกระแสข่าวที่ว่า…อีกฝ่าย “ยอมทุกอย่าง” เพื่อร่วมรัฐบาลมีมูลจริง นั่นย่อม…สะท้อนความเร่งด่วน! ของการอยู่ในสมการอำนาจ
เพราะการ “ถูกกัน” ออกจากรัฐบาลในจังหวะตั้งต้น อาจหมายถึง…การเสียพื้นที่ต่อรองระยะกลางและระยะยาว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายแกนนำ…ย่อมต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “จำนวนเสียง” กับ “ต้นทุนภาพลักษณ์”
นั่นเพราะ “รัฐบาลใหม่” ไม่ได้เผชิญเพียงการโหวตในสภาผู้แทนราษฎร หากแต่ยังจะต้องเผชิญกับสายตาของผู้คนในสังคมไทย ตลาดทุน และกลไกตรวจสอบต่างๆ
ดังนั้น การตัดสินใจรับหรือไม่รับพันธมิตร? จึงไม่ใช่แค่…สมการเลขคณิตศาสตร์ แต่เป็น…สมการความไว้วางใจที่ “รัฐบาลชุดใหม่” จะได้รับจากสังคมไทย???
ในทาง “หลักนิติรัฐ” การกล่าวหาใดๆ กับใครก็ตาม? ย่อมต้องรอ “ข้อพิสูจน์” อย่างชัดเจน!
แต่ในทางการเมืองแล้ว กลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม! เพราะแค่…การรับรู้ของสังคมไทย สิ่งนี้…ก็สร้างน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า “คำพิพากษา”???
การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงอยู่ที่ว่า…รัฐบาลใหม่ ยังต้องการเสถียรภาพจากเสียงที่ล้นสภาฯ หรือเสถียรภาพจากความชอบธรรม…ที่มั่นคงกว่ากันแน่???
หากเลือกเสียงล้น! รัฐบาลอาจตั้งได้รวดเร็ว แต่ต้องบริหารแรงกระเพื่อมต่อเนื่อง!!??
หากเลือกสูตรเสียงพอเพียง…แต่ภาพสะอาดกว่า เสถียรภาพอาจบางในเชิงตัวเลข แต่มั่นคงในเชิงความไว้วางใจ จะยังคงมีสูงกว่ามากนัก…
การลาประชุม ครม. พร้อมครั้งนี้ ของ นายอนุทิน และ รอ.ธรรมนัส จึงไม่ใช่เพียงข่าวประกอบหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่อาจจะเป็น “หมุดหมาย” เชิงจิตวิทยาการเมือง เนื่องเพราะ…ความเงียบในวันที่ทุกคนรอฟังคำตอบ อาจดังยิ่งกว่าคำชี้แจงใดๆ ที่จะมีตามมาในอนาคตอันใกล้ ก็เป็นได้!!!
ท้ายที่สุด! คำถามสำคัญนี้ อาจไม่ใช่ว่า…เกมการเมืองรอบนี้ “มีดีลลับหรือไม่?” หากแต่มันคือ…รัฐบาลชุดใหม่จะวางรากฐานบนอะไรกันแน่? ระหว่าง…
ความสะดวกในการรวบเสียง กับความระมัดระวังต่อความเสี่ยงระยะยาว!!??
การเมืองไทย…นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็มักจะตัดสินกันในห้วงเวลาสั้นๆ แค่ 48–72 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนประกาศโฉมหน้า ครม.
และในช่วงเวลานั้น รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง…การลาแพ็กคู่! อาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ถึง “ทิศทาง” มากกว่าที่ตาจะมองเห็นกัน!!!
เพราะใน เกมการเมืองรอบนี้…ใครที่ “กุมไพ่” ได้ อาจไม่ใช่…คนที่ปรากฏตัวให้ได้เห็นกันบ่อยที่สุด แต่อาจจะเป็นคนที่เลือกจะไม่ปรากฏตัวเลย ก็เป็นไปได้!!??.






