6 สิ่งผิดปกติ! เลือกตั้ง’69

(เผย! สารพัดความผิดปกติในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ – หน่วยงานรัฐอ้างเป็นเรื่องกติกา แต่การเมืองลากสู่ความชอบธรรม?)

 เหลือเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์! กับเสียงเตือนเรื่อง “ความผิดปกติ” ในสนามเลือกตั้ง ที่ดังขึ้นจากหลายพื้นที่ ตั้งแต่การใช้เครือข่ายรัฐระดับฐานราก การเก็บข้อมูลประชาชนในคราบกิจกรรมสังคม จนถึงการใช้เด็ก และโซเชียลมีเดีย สร้าง “เครื่องมือทางการเมือง” หวังแต้มต่อ ปรากฏการณ์เหล่านี้ อาจไม่ผิดกฎหมาย แต่ได้บ่อนทำลายความเป็นธรรมและชอบธรรมของระบบเลือกตั้งไทย!!!

เมื่อการเลือกตั้งเดินเข้าสู่โค้งสุดท้าย ภาพที่ปรากฏในหลายจังหวัดไม่ได้สะท้อนเพียงการแข่งขันเชิงนโยบาย หากแต่เผยให้เห็น “รอยร้าว” ของระบบเลือกตั้ง ที่รัฐพยายามอธิบายว่า…เป็นเพียงปัญหาด้านกติกา แต่ในทางการเมืองกลับกำลังถูกตีความว่าเป็น…ปัญหาความชอบธรรมของทั้งกระบวนการ

กรณีล่าสุดในจังหวัดพิจิตร ที่มีการ “ตรวจสอบ” ผู้สมัคร ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ให้ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเฉพาะพื้นที่ หากแต่เป็น “ภาพแทน” ของความผิดปกติในสนามเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และซ้ำซากในหลายรูปแบบ

ความผิดปกติประการแรก คือการใช้ “เครือข่ายรัฐระดับฐานราก” เป็นกลไกทางการเมือง

ผู้นำหมู่บ้าน กำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อสม. หรือเครือข่ายท้องถิ่นอื่น ๆ ล้วนเป็น บุคคลที่รัฐมอบความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดูแลชุมชน แต่ในบางพื้นที่ บทบาทดังกล่าวกลับถูกดึงเข้ามาเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น…การจดรายชื่อ การประเมินท่าทีของชาวบ้าน หรือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมฐานเสียง!!!

สิ่งที่ผิดปกติไม่ใช่เพียงการ “ช่วยหรือไม่ช่วยผู้สมัคร” แต่คือ…การใช้ตำแหน่งหน้าที่รัฐเพื่อเข้าถึงข้อมูลประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็น “จุดเริ่มต้น!” ของการบิดเบือนสนามแข่งขัน!!??

ความผิดปกติประการที่สอง คือ…การเก็บข้อมูลประชาชนในคราบกิจกรรมปกติ รูปแบบการซื้อเสียงแบบเดิมอาจลดลง แต่ถูกแทนที่ด้วยการสำรวจความคิดเห็น การลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน การเชิญเข้ากลุ่มไลน์หรือเพจ โดยอ้างนโยบายหรือการพัฒนา เมื่อข้อมูลชื่อ เบอร์โทร และความเอนเอียงทางการเมืองถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ

แม้จะไม่มีเงินสดแลกเปลี่ยน แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็น “อาวุธทางการเมือง” ที่พิสูจน์เจตนาได้ยาก และทำให้กติกาไล่ไม่ทันพฤติกรรมจริง

ความผิดปกติประการที่สาม คือ…การใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือสร้างภาพทางการเมือง การนำเด็กมาถือป้าย เดินขบวน หรือร่วมกิจกรรมหาเสียง ถูกอธิบายว่า เป็นความสมัครใจหรือกิจกรรมสร้างสรรค์

แต่ใน บริบทของการเลือกตั้ง เด็กคือกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีสิทธิทางการเมือง การดึงเด็กเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียง จึงไม่เพียงตั้งคำถามทางกฎหมาย หากแต่สะท้อนปัญหาทางจริยธรรม และกระทบต่อความเป็นกลางของสถาบันครอบครัวและการศึกษา

ความผิดปกติประการที่สี่ คือ การปรากฏของ “ผู้สมัครเชิงยุทธศาสตร์” หรือผู้สมัครที่ไม่ได้ลงแข่งขันอย่างแท้จริง บางรายสมัครเพื่อถ่วงเวลา บางรายสมัครเพื่อแบ่งคะแนน หรือเปิดทางให้ผู้สมัครรายอื่นได้เปรียบ แม้จะไม่เข้าข่ายทุจริตในความหมายแคบ แต่เป็นการใช้กติกาเพื่อบิดเบือนเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมที่ไม่ได้แข่งขันกันอย่างสุจริต

ความผิดปกติประการที่ห้า คือ…การใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเวทีหาเสียงนอกระบบ ตั้งแต่…การส่งข้อความเฉพาะกลุ่ม การใช้เพจข่าวท้องถิ่นแฝงโฆษณา ไปจนถึงการไลฟ์สดนโยบายโดยไม่ระบุว่าเป็นการหาเสียง พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นสนามที่กฎหมายตามไม่ทัน

ขณะที่ ผลกระทบต่อการรับรู้ของประชาชนกลับรุนแรงและรวดเร็วกว่าการหาเสียงแบบดั้งเดิม มากนัก

และ ความผิดปกติประการที่หก ซึ่ง สำคัญที่สุด! นั่นคือ…การพร่าเลือนของเส้นแบ่งระหว่าง “รัฐ การเมือง และชุมชน” เมื่อ กลไกรัฐถูกดึงมาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ความเป็นกลางของระบบถูกตั้งคำถาม แม้รัฐจะยืนยันว่า มีการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในสายตาประชาชน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าผิดหรือไม่ผิดตัวบท แต่อยู่ที่ว่าการเลือกตั้งยังยุติธรรมและควรค่าแก่ความเชื่อมั่นหรือไม่

ในบริบทนี้ บทบาทของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เพียงการเป็นผู้ตัดสินตามกติกา หากแต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ การตรวจสอบเฉพาะกรณีอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถส่งสัญญาณเชิงโครงสร้างว่า “เส้นแบ่งระหว่างรัฐกับการเมืองจะต้องไม่ถูกล้ำเส้น”

ทางออกสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ…การตัดสินใจบนฐานของความตระหนักรู้??? ไม่เพียงถามว่า…ใครให้มากกว่า? หรือใครใกล้ตัวมากกว่า?

แต่ต้องถามว่า…ใครเคารพกติกา? ใครไม่ใช้เครือข่ายรัฐหรือข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือ? และใครพร้อมยืนอยู่บนสนามที่เป็นธรรม?

การไม่รับ ไม่ร่วม และไม่เพิกเฉยต่อความผิดปกติ คือพลังสำคัญที่สุดของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย!!!

ขณะที่ ทางออกสำหรับ กกต. คือ…การยกระดับการทำงาน จาก “การจับผิดรายกรณี” ไปสู่ “การป้องกันเชิงระบบ” ทั้งการ กำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนต่อเครือข่ายรัฐระดับฐานราก การคุ้มครองข้อมูลประชาชน การกำกับการหาเสียงออนไลน์ และการสื่อสารเชิงรุกต่อสาธารณะว่าอะไรคือเส้นต้องห้าม

ไม่ใช่เพียงตามตัวบทกฎหมาย แต่ตามเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งที่เป็นธรรม!

เพราะท้ายที่สุด! การเลือกตั้ง 2569 อาจไม่ได้ตัดสินเพียงว่าใครชนะหรือแพ้ หากแต่กำลังตัดสินว่า…สังคมไทยยังศรัทธาในระบบเลือกตั้งของตนเองมากน้อยเพียงใด?

และนั่นคือ…โจทย์ที่ใหญ่กว่ากติกา แต่เล็กเกินกว่าที่การเมืองจะมองข้ามได้!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password