‘ดีอี’ ยัน! ไม่ส่งข้อมูลร้านค้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ให้สรรพากร ชี้! ไร้ ‘ภาษีย้อนหลัง’

หน่วยงานรัฐ ย้ำ! ข้อมูลยอดขายจากแอปถุงเงินจะไม่ถูกนำไปใช้เก็บภาษีย้อนหลัง หวังสกัดกระแสหวาดวิตกของผู้ประกอบการรายย่อยก่อนเปิดเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่มองอีกมุม ถือเป็นความพยายามสร้างความเชื่อมั่นและลดแรงต้านต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินมหาศาลของรัฐบาล
วันนี้ (5 มิ.ย.25269) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลง เปิดเผย ผลการติดตามและตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งดำเนินการตามนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งยกระดับการรับมือข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
นายเวทางค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบข้อความที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจำนวน 2,054 ข้อความ และมีประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนรวม 7 เรื่อง โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ กรณี “โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จากแอปถุงเงินให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง” ซึ่งผลการตรวจสอบร่วมกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพบว่าเป็น “ข่าวจริง”
โฆษกกระทรวงดีอี ระบุว่า รัฐบาลยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้นผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะไม่ถูกส่งต่อให้กรมสรรพากรเพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี หากมีรายได้รวมจากทุกช่องทางถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่ได้พิจารณาเฉพาะรายได้ที่เกิดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย ซึ่งโดยทั่วไปมัก มีรายได้รวมตลอดปีไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท อันเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จึงไม่ควรวิตกกังวลต่อกระแสข่าวที่ถูกส่งต่อกันในลักษณะปากต่อปาก
“รัฐบาลย้ำว่าการพิจารณาภาระภาษีจะอ้างอิงจากรายได้รวมตลอดทั้งปี ไม่ใช่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราวในช่วงเข้าร่วมโครงการ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลทางการเท่านั้น” โฆษกกระทรวงดีอี ย้ำ
มองในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แม้ รัฐบาล จะยืนยันว่า…ข้อมูลจากแอปถุงเงินจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง แต่การออกมาชี้แจงในช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐรับรู้ถึงความกังวลที่กำลังกระจายตัวอยู่ในหมู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นเพราะ…ความสำเร็จของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับจำนวนร้านค้าและผู้ประกอบการที่พร้อมเข้าสู่ระบบด้วย
ในทางการเมือง การสื่อสารเรื่อง “ไม่ส่งข้อมูลให้สรรพากร” อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามลดแรงต้านต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาล
ท่ามกลางกระแสตั้งคำถามต่อ…ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณและแหล่งที่มาของเงินทุน การสร้างความมั่นใจให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ จึงกลายเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ที่จะช่วยให้มาตรการดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องติดตามคือคำว่า…“ไม่ส่งข้อมูลเพื่อเก็บภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจง” ซึ่งแม้จะเป็นการยืนยันเชิงนโยบาย แต่ยังมีคำถามว่าข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการจะถูกจัดเก็บและบริหารจัดการโดยหน่วยงานใด?
รวมถึง จะมีหลักประกันทางกฎหมายอย่างไร? เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นในอนาคต
ท้ายที่สุด! การชี้แจงของ หน่วยงานรัฐ “ตัวแทน” ของรัฐบาล ในครั้งนี้ อาจช่วยลดความกังวลของผู้ประกอบการได้ในระยะสั้น!
แต่ในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการ…อาจไม่ใช่เพียงคำยืนยันทางการเมือง หากแต่เป็นกลไกตรวจสอบและความโปร่งใสในการบริหารจัดการข้อมูลของรัฐ
ซึ่งสิ่งนี้…จะเป็น “ตัวชี้วัดสำคัญ” ต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสและนโยบายดิจิทัลของรัฐบาลในอนาคต!!??.






