โจทย์หิน! พรรคจอมแจก???

(ทุกพรรคโชว์ ‘แจก – ลงทุน – สวัสดิการ’ ล้นเวที! แต่เงินรัฐมาจากไหน? บททดสอบจริงของนโยบายเลือกตั้ง’69)

สะอึก! กับแผนแจกแหลก…หวังแหวกเข้าสภาฯ? กับเงื่อนไขสุดหิน!!! เมื่อทุกพรรคต้องยื่นเอกสารนโยบายต่อ กกต. ระบุ “แหล่งเงิน – ความเสี่ยง!” อย่างเป็นทางการ สะท้อนภาพ? การเมือง…เลือกตั้ง 2569 ถูกบีบให้เผชิญคำถามใหญ่? ที่สุด! สารพัด…“รัฐสวัสดิการ – เมกะโปรเจกต์” ที่แข่งเสนออย่างมากมายนั้น มันตั้งอยู่บนฐานรายได้แบบใด? โดยไม่บั่นทอน “วินัย” การเงินการคลังของประเทศ!!??

ภายใต้ “กติกา” การเลือกตั้งปี 2569 พรรคการเมืองทุกพรรค…ถูกบังคับให้ต้องจัดส่ง…เอกสารนโยบาย ต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยต้องระบุให้ชัดว่า…แต่ละนโยบายใช้งบประมาณเท่าใด? เงินมาจากไหน? มีความคุ้มค่าและความเสี่ยงต่อฐานะการคลังอย่างไร?

เงื่อนไขดังกล่าว…ถูกออกแบบมาเพื่อ “ยกระดับ” การเมืองเชิงนโยบาย จากการแข่งกัน จากวลี…

“พูดให้ถูกใจ” ไปสู่การแข่งกัน “ทำให้เป็นไปได้จริง”

แต่เมื่อหันกลับมามอง…บนเวทีหาเสียงและดีเบต ในช่วงโค้งสำคัญ กลับพบภาพที่ “สวนทาง” กันอย่างน่ากังวลใจ???

นโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมือง ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง ล้วนเน้นไปที่…รัฐสวัสดิการ การอัดฉีดงบประมาณ และการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่

ตั้งแต่…เงินอุดหนุนรายเดือน สวัสดิการเด็ก–ผู้สูงอายุ การกระตุ้นกำลังซื้อ ไปจนถึง เมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่ “คำตอบเรื่องรายได้เข้ารัฐ” กลับถูกพูดถึงเพียงแผ่วเบา กระจัดกระจาย หรือซ่อนอยู่ในเอกสารเชิงเทคนิคที่ประชาชนทั่วไปแทบไม่ได้ยิน

โจทย์นี้ยิ่งหนักขึ้น! เมื่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เติบโตในอัตราต่ำ รายได้ภาษีของรัฐไม่เข้าเป้า หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่ต้องระมัดระวัง และพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) แคบลงอย่างต่อเนื่อง

นั่นหมายความว่า…ทุกนโยบายที่ใช้งบ “สูงมาก” ในวันนี้ ย่อมกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และภาระรายได้ของรัฐบาลและประชาชนในวันข้างหน้า หากไม่มีฐานรายได้ที่มั่นคง ทั้งรายได้เก่าและใหม่มารองรับอย่างจริงจัง!!!

เมื่อพิจารณาเนื้อหานโยบายของแต่ละพรรค จะพบว่า…คำตอบเรื่อง “หาเงินจากไหน?” แม้จะพอมีอยู่บ้าง แต่มันก็ถูก “เล่า” ในแบบที่คนพูด…พูดได้ไม่เต็มปากนัก???  

พรรคการเมืองบางพรรค? เลือกใช้ “สูตรคลาสสิก” ทำนอง…เมื่อเศรษฐกิจเติบโต รายได้ภาษีก็จะเพิ่มขึ้นเอง!!! โดยเน้น…การลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ และการกระตุ้นการบริโภคเป็นหลัก

แม้แนวคิดนี้ ช่วย “ลด” แรงต้านทางการเมือง เพราะไม่ต้องพูดตรง ๆ ถึงเรื่องการปรับภาษี แต่ก็ต้องแลกมากับ “ความคลุมเครือ” ที่ว่า…การเติบโตดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วพอและแรงพอหรือไม่? เมื่อเทียบกับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นทันที

อีกกลุ่ม…เลือกเสนอการ “อุดรอยรั่ว” เป็นคำตอบหลัก! ไม่ว่าจะเป็น…การปราบคอร์รัปชัน ทุนเทา ของเถื่อน หรือการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ

มาตรการเหล่านี้ มีคุณค่าในเชิงธรรมาภิบาลและความยุติธรรม แต่ในทางการคลัง? รายได้จากการ “อุดรอยรั่ว” มักเป็นรายได้ไม่สม่ำเสมอ และไม่สามารถใช้เป็นฐานรายได้ที่มั่นคงและถาวร รองรับ “รัฐสวัสดิการ” ในระยะยาวได้

มีเพียงบางพรรค? เท่านั้น ที่กล้าพูดถึง “โครงสร้างรายได้รัฐ” โดยตรง! ไม่ว่าจะเป็น…การขยายฐานภาษี การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ การปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มแบบมีเงื่อนไข การทบทวนภาษีทรัพย์สินและที่ดิน หรือการเพิ่มบทบาทรายได้ท้องถิ่น

แนวทางเหล่านี้ ตอบโจทย์เชิงระบบมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเหตุผลว่า…ทำไมแต่ละพรรค จึง “พูดน้อย” บนเวทีหาเสียง เพราะทุกถ้อยคำที่เกี่ยวกับภาษี ล้วนสุ่มเสี่ยง! ต่อการเสียคะแนนนิยมในทันที!!!

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองบางพรรค? พยายามเสนอรายได้จาก “ทรัพย์สินของรัฐ” และการบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่ไม่กระทบประชาชนโดยตรง

แต่คำถามตามมา ก็คือ…รายได้จากทรัพย์สินรัฐนั้น มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่? เมื่อเทียบกับขนาดของนโยบายสวัสดิการและการลงทุนที่ถูกเสนอไว้

และ  รัฐจะทำอย่างไร? เพื่อไม่ให้การแสวงหารายได้ดังกล่าว กลายเป็นการ “ขายทรัพย์สิน” ในระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น???

ทั้งหมดนี้…ทำให้เงื่อนไขการยื่นเอกสารนโยบายต่อ กกต. กลายเป็น “จุดบังคับ” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!!!

เพราะแม้ บนเวทีปราศรัย…พรรคการเมืองอาจเลือกเล่าเฉพาะด้านที่ดึงดูดใจ แต่ในเอกสารอย่างเป็นทางการนั้น พวกเขาจำเป็นจะต้องระบุถึง…แหล่งเงิน ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ดังนั้น เอกสารเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อน ที่ว่า…นโยบายที่ฟังดูสวยงาม จะยืนอยู่บน “ฐานการคลัง” แบบใด?

ในบริบทที่ ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังระบุว่า…“ยังไม่เห็นใครเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี” สูงถึงกว่า 20%

ช่องว่างความเชื่อมั่นนี้ อาจไม่ได้ถูกปิดกั้น ด้วย…คำสัญญาใหม่ ๆ แต่ด้วยคำอธิบายที่ตรงไปตรงมา ว่า…รัฐจะเอาเงินจากไหน? เพื่อนำมาดูแลประชาชน โดยไม่ผลักภาระหนี้ไปให้คนรุ่นถัดไป

การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของนโยบายแจกแหลก หรือลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ หากแต่เป็น “บททดสอบ” วุฒิภาวะของการเมืองไทย ที่ว่า…

ที่สุดแล้ว! แต่ละพรรคการเมือง สามารถจะก้าวจาก “การเมืองแห่งความหวัง” ไปสู่ “การเมืองแห่งความรับผิดชอบทางการคลัง” ได้จริงหรือไม่? 

หากพรรคการเมือง…ยังคงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องรายได้รัฐอย่างจริงจัง! เวทีเลือกตั้งรอบนี้…ก็อาจเต็มไปด้วยสัญญาที่ฟังดูน่าดึงดูด แต่มันได้ทิ้งคำถามสำคัญที่ค้างคาใจให้กับสังคมไทย ในทำนอง…

เมื่อวันหนึ่ง…ต้องลงมือทำจริง! ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อ “วินัย” การเงินการคลังของประเทศ? และใครจะเป็น “ผู้จ่าย” ต้นทุนของความฝันเหล่านั้น…ในระยะยาว!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password