การเมืองสั่งมา?

(ใบสั่งฯ ปล่อยหลุด! “ข้อมูลชีวภาพ–คนไทย” สู่โลกกว้าง สัญญาณสุดอันตราย เกินสงครามการเมือง)
คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตฯ ถูกยกระดับจากปัญหาเทคโนโลยี สู่เกมการเมืองก่อนเลือกตั้ง เมื่อ “ข้อมูลชีวภาพคนไทย” กลายเป็นเดิมพันอำนาจ ความรับผิด และความชอบธรรมของฝ่ายการเมือง
ปมข่าวใหญ่เรื่อง สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตฯ ถูกดึงกลับมาอยู่กลางเวทีการเมือง “โหมดเลือกตั้ง” อีกครั้ง! รอบนี้…มันเกินความเป็นเทคโนโลยีใหม่ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผันผวนสูง!
ด้วยเพราะมันดันไปเกี่ยวข้องกับ “ข้อมูลชีวภาพของประชาชน” ที่มีระดับความอ่อนไหวสูงสุด! จนยากปฏิเสธว่า…กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่???
สารตั้งต้นของเรื่องนี้…อยู่ที่ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง…กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับ บริษัทเอกชนจากสิงคโปร์ ซึ่งลงนามในสมัยที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เคยดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี
โดยในเวลานั้น ถูกอธิบายว่า…เป็นความร่วมมือด้านการจัดหาผู้เชี่ยวชาญไอที
แต่ต่อมา…พบความเชื่อมโยงกับโครงการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ที่มีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 1.2 ล้านคน
จุดที่ทำให้เรื่องนี้….ขยับจาก “ข้อสงสัยเชิงเทคนิค” ไปสู่ “คดีการเมือง” คือคำให้การของ อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ซึ่งให้ข้อมูลต่อ พนักงานสอบสวน ว่า…
“การลงนาม MOU ดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งจากฝ่ายการเมือง”
ประโยคเดียวนี้…ทำให้ระดับความรับผิดชอบ เขยิบข้ามจากเจ้าหน้าที่ พุงตรงไปยังระดับนโยบาย หรือฝ่ายการเมือง….โดยอัตโนมัติ
ภายหลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับคดีนี้เป็น…คดีพิเศษ!
กระแสการเมือง..ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะ DSI เป็นกลไกที่รัฐมักใช้กับคดีที่กระทบโครงสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ไม่ใช่คดีอาญาทั่วไป
การขยับของ DSI จึงถูกอ่านในทางการเมืองทันที ว่า…เป็นการ “เปิดแฟ้ม” เรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านในช่วงใกล้เลือกตั้ง
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ ในทิศทางที่…สะท้อนความกังวลมากกว่าการกล่าวโทษ
โดยย้ำว่า…เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีประชาชนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และรัฐยังไม่อาจตอบได้ชัดเจนว่า “ข้อมูลชีวภาพ” เหล่านี้ จะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง???
พร้อมระบุว่า…รายละเอียดเชิงคดีต้องให้ DSI เป็นผู้ชี้แจงตามกระบวนการ
ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี คนปัจจุบัน แสดงจุดยืนว่า…หน้าที่ของฝ่ายบริหารในขณะนี้ คือ การรวบรวมเอกสารและข้อมูลที่พบความผิดปกติ ส่งต่อให้ DSI ตรวจสอบ
โดยยอมรับว่า…พบเอกสารบางส่วนที่มีลายเซ็นและมีความเชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง 1–2 คน แต่การชี้ขาดต้องเป็น “อำนาจ” ของพนักงานสอบสวน
ไม่ใช่การตัดสินทางการเมืองล่วงหน้า!!??
ฝั่ง ฝ่ายค้าน แม้จะยังไม่มีการระบุชื่อบุคคลอย่างเป็นทางการ แต่ แกนนำหลายราย ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า…หากคดีนี้มีมูลจริง ต้องเดินหน้าอย่างโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า…การขยับคดีในช่วงใกล้เลือกตั้ง อาจถูกสังคมตั้งคำถามได้ว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่???
เรื่องนี้…ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังในการสื่อสารมากขึ้น!!!
ใน ระดับ “ผู้นำรัฐบาล” นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยแสดงท่าทีในหลายเวที ถึงประเด็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” และ “ความมั่นคงดิจิทัล” ว่า…
รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลของประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด และนโยบายหรือโครงการใดที่สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูล ย่อมต้องถูกทบทวนอย่างเข้มงวด
แม้ถ้อยคำจะไม่ได้พุ่งตรงมายังคดีนี้โดยเฉพาะ แต่ในทางการเมือง…ท่าทีดังกล่าวถูก อ่านว่า…เป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนแนวทาง “ระมัดระวังสูงสุด” ต่อโครงการที่แตะข้อมูลชีวภาพ
ด้าน นักวิชาการด้านกฎหมายและดิจิทัลหลายคน ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า…ปัญหาหลักของกรณีสแกนม่านตา ไม่ได้อยู่ที่คริปโตโดยตรง แต่อยู่ที่การกำกับดูแลข้อมูลชีวภาพ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนของรัฐไทย
นักวิชาการบางราย เตือนว่า…หากปล่อยให้ข้อมูลลักษณะนี้ไหลออกนอกระบบ โดยไม่มีกรอบความรับผิดทางนโยบายที่ชัดเจน จะกลายเป็น “บรรทัดฐาน” ที่อันตรายในอนาคต และทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐดิจิทัลพังทลาย
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด คดีนี้…จึงไม่ใช่เพียงการตรวจสอบความผิดในอดีต แต่เป็น…สนามทดสอบทางการเมือง ว่า…ใครจะสามารถยืนอยู่ในฝั่ง “ผู้ปกป้องข้อมูลประชาชน” ได้อย่างน่าเชื่อถือมากกว่ากัน
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นบททดสอบว่า กระบวนการยุติธรรมจะถูกใช้เพื่อค้นหาความจริง หรือถูกมองว่าเป็นอาวุธในเกมเลือกตั้ง
ทางออกของปัญหานี้ ไม่อาจหยุดอยู่ที่การ “หาคนผิด!” เพียงรายบุคคล แต่ต้อง “ยกระดับ” เป็นข้อตกลงทางการเมืองร่วมกัน โดยที่ ภาครัฐ จะต้องเปิดเผยให้ชัดเจน ว่า…
ข้อมูลชีวภาพที่ถูกเก็บไปแล้ว อยู่ภายใต้การควบคุมของใคร?
มีมาตรการป้องกันหรือเยียวยาอย่างไร?
พร้อมทั้งกำหนดกรอบนโยบายระดับชาติว่า…โครงการใดก็ตามที่แตะข้อมูลชีวภาพประชาชน ต้องผ่านการตรวจสอบและความรับผิดชอบทางการเมืองในระดับใด?
ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประเด็นเช่นนี้ ถูกหยิบมาใช้เป็น…อาวุธทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า!!??
เพราะหาก ปล่อยให้ “ข้อมูลของประชาชน” กลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมอำนาจ ขึ้นมาแล้วล่ะก็…
ระดับความเสียหายที่แท้จริง! อาจไม่ใช่…ผลแพ้ชนะทางการเมือง แต่คือ…ความศรัทธาของสังคมไทยที่จะมีต่อภาครัฐทั้งระบบ
ปมนี้…มันยากจะเรียกคืนความศรัทธากลับมาได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน!!!.






