นายกฯแถลงปมแก้หนี้นอกระบบ – ส่วนแผน e-Refund คลังชง เข้าครม. 28 พ.ย.นี้

ดีเดย์ 28 พ.ย.นี้ นายกฯเศรษฐา พร้อมแถลงใหญ่แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ก่อนแถลงใหญ่ปมเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอีกครั้ง 12 ธ.ค. ด้าน “กฤษฎา” คาดแผนลดหนี้ครัวเรือนในภาพรวม ลงจากกว่า 90% ในปัจจุบันเหลือแค่ 80% ของจีดีพี รัฐบาลคงเน้นเคลียร์เพื่อลดหนี้ในระบบมากกว่า มั่นใจจีดีพีไทยในปีหน้า ยังอยู่ที่โต 3% ด้าน “ปลัดคลัง” ชงโครงการ e-Refund ให้ ครม.พิจารณา 28 พ.ย.นี้เช่นกัน   

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง กล่าวว่า ในวันที่ 28 พ.ย.2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังจะแถลงนโยบายในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยฝ่ายปกครองจะเข้ามาช่วยในเรื่องการเจรจาหนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเน้นเข้าไปช่วยเหลือหลังจากประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบได้รับการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นแล้ว ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รัฐบาลมีนโยบายจะเร่งแก้ทั้งระบบนั้น จะมีแถลงข่าวอีกครั้งในวันที่ 12 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ โดยในภาพรวมกระทรวงการคลังต้องการลดหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับ 80% ของจีดีพี จากปัจจุบันกว่า 90% ต่อจีดีพี ซึ่งในจำนวนหนี้ครัวเรือนที่ลดกว่า 10% นี้ คาดว่าจะเน้นแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบมากกว่าหนี้นอกระบบ

ส่วนความคืบหน้าของ การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐ (AMC) นั้น นายกฤษฎา ย้ำว่า ขณะนี้ทางแบงก์รัฐต้องรอได้รับความเห็นชอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนจึงจะดำเนินการได้ ซึ่งทางธนาคารออมสินได้ส่งแผนการจัดตั้ง AMC ให้ตนได้พิจาณาแล้ว ตามขั้นตอนต่อไปจะเจรจากับพาร์ตเนอร์ให้เรียบร้อย แล้วจึงโอนหนี้เข้า AMC โดยธนาคารออมสินเป็นผู้จัดการ หรือว่าดำเนินการร่วมกันกับพาร์ตเนอร์ โดยเบื้องต้นคงจะดำเนินการโอนหนี้ของแบงก์รัฐเข้ามาดำเนินการก่อน ซึ่งคาดว่าจะดีลกับ SAM กับ BAM ในการเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกันได้ เนื่องจากทั้ง 2 แห่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว

สำหรับเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังจะทำให้ เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) โตเฉลี่ย 5% ต่อปีนั้น ที่ผ่านมาถือว่าจีดีพีในปีนี้ โตค่อนข้างต่ำ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่า ในปี 2567 น่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 3.2% ทำให้ต้องกลับไปพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการเพิ่มเติมและมีมาตรการอะไรบ้าง พร้อมติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6/2566 ที่ นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง.จะแถลงข่าวในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเองก็เตรียมจะปรับจีดีพีใหม่อีกครั้ง ซึ่งต้องรอดูตัวเลขในช่วงไตรมาสที่ 4/2566 ว่าออกมาเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกปี 2567 มีการทำนายหลายสำนักประเมินว่าจะโตเหลือ 2.9% เนื่องจากหลายประเทศคู่ค้า ทั้งประเทศจีน ญี่ปุ่น เติบโตชะลอ

“ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ มูลค่าการค้าทรงตัว ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า ปี 66 คาดมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 27-28 ล้านคน ซึ่งยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด ส่วนปี 2567 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 34 ล้านคน อัตราเงินเฟ้อของไทยที่อยู่กรอบเป้าหมายและถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในเอเซียน ทำให้บริหารจัดการภาคการเงินและการคลังได้ง่าย” รมช.คลัง ระบุและย้ำว่า…

ส่วนตัวยังมั่นใจว่า จีดีพีของไทยในปี 2567 จะยังเติบโตที่ระดับ 3% ซึ่งนั่นยังไม่ได้รวมเอา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมารวม เนื่องจากอยู่ในช่วงออกแบบรายละเอียดของมาตรการ ทั้งนี้ ยังต้องดูเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ประกอบไปด้วย เช่น การใช้จ่ายภาครัฐจากงบประมาณปี 2567 ที่ล้าช้า แต่คาดว่าจะออกมาใช้ได้ในช่วงปลายเดือน เม.ย.-พ.ค.2567 รวมถึงการเดินหน้ามาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัล วอลเล็ต ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่ในระยะยาวต่อไป นอกจากการกระตุ้นดีมานต์แล้ว อาจต้องเพิ่มซัพพลายของโครงสร้างปัจจัยการผลิตด้วย โดยนำเอาเทคโนโลยีมาใช้และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันนี้ (28 พ.ย.66) กระทรวงการคลังได้เสนอโครงการ  e-Refund เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ที่จะเปิดให้ผู้เสียภาษีสามารถซื้อสินค้าได้ภายในมูลค่าไม่เกิน 5 หมื่นบาท แล้วนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุม ครม. โดยโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับประชาชนที่ไม่ได้สิทธิจากมาตรการแจเงินดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อเสริมให้ทุกภาคส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password