ดิสบิวเตอร์ไทย! กับโอกาสนำ ‘สินค้าไทย’ บุกตลาดอาหรับ 400 ล.คน

ดีกว่าไหม? หากจะมีใครสักคน หรือองค์กรใดสักแห่ง? ช่วยทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” นำสินค้าไทยไปเปิดตลาดที่มีกำลังซื้อในระดับที่สูงมากๆ ทั้งในเชิงปริมาณ คือ มีจำนวนผู้คนรวมกันมากถึง 400 ล้านคน และในเชิงคุณภาพ ซึ่งประชากรของภูมิภาคที่ว่านี้ มีรายได้เฉลี่ยต่อคนตกราวปีละ 2 ล้านบาท

“คน” และ “องค์กร” รวมถึง “ภูมิภาคเป้าหมาย” ในการนำสินค้าไทยไปเจาะตลาดต่างแดนที่ว่า ก็คือ นายวรภัทร์ คุณวิเศษพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท​ แคสซาวา​ไทย อินเตอร์คอมเมอเชียล​ จำกัด และ บริษัท​ PYA​ Trading​ W.L.L.​ – siamsecret bahrain ซึ่งเป็น บริษัทที่จดทะเบียนการค้าอยู่ในประเทศบาเรน โดยทำหน้าที่เป็น “ดิสบิวเตอร์” จัดแสดงสินค้า และยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการนำสินค้าจากเมืองไทยไปจัดแสดงและจำหน่ายยัง 6 ประเทศอาหรับ ประกอบด้วย“ซาอุดิอาระเบีย, คูเวต, ยูเออี, โอมาน, เยเมน และบาเรน ” โดยมี ประเทศบาเรนเป็นฐานที่มั่นสำคัญ ในการทำธุรกิจกับชาวอาหรับโซนนี้

นายวรภัทร์ กล่าวว่า จากสภาพแวดล้อมทางภูมิอากาศ และภูมิประเทศ รวมถึงศาสนา ภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอาหรับ 6 ประเทศนี้ มีความใกล้เคียงและคล้ายคลึงกันอย่างมาก ที่สำคัญพวกเขามีความชอบในการบริโภคสินค้าและบริการที่ไม่ต่างกันมากนัก ทำให้การส่งสินค้าไปขายในประเทศหนึ่งประเทศใด ก็สามารถจะส่งไปขายต่อยังประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน สำหรับบาเรนนั้น ผมมองเห็นว่าประเทศนี้ไม่ต่างจากการเป็น “สปริงบอร์ด” ที่สามารถจะส่งต่อสินค้าและบริการจากประเทศไทยผ่านไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากร และมีฐานะทางเศรษฐกิจชั้นแนวหน้าของโลก รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

“เหตุผลที่ผมเลือกใช้บาเรนเป็นฐานที่มั่นในการทำธุรกิจ เพราะบริษัทฯเราจัดเป็นเอสเอ็มอีไซส์ที่มีไซส์เล็กมากๆ การจะไปตั้งฐานที่มั่นในประเทศซาอุดิอาระเบียหรือยูเออี จึงควรจะเป็นธุรกิจไซส์ใหญ่หรือยักษ์ไปเลย แต่ในบาเรนเอง แม้ประชากรจะมีเพียง 2 ล้านคนเศษ แต่ก็มีผู้คนจากเอเชียใต้ อาเซียน จีน และจากชาติตะวันตก เข้ามาทำงาน หรือทำธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมากถึงเกือบ 10 ล้านคน นอกจากโอกาสทางการตลาดในบาเรนแล้ว อีก 5 ประเทศรอบอ่าวอาหรับ ก็ล้วนเป็นพื้นที่ที่จะสร้างโอกาสให้กับสินค้าไทยได้อย่างมาก ขอเพียงผู้ประกอบการจะต้องทำการบ้านมาเป็นอย่างดีและเรียนรู้ถึงความต้องการแท้จริงของคนพื้นถิ่นให้ได้เท่านั้น”

นายวรภัทร์ ย้ำว่า แม้กลุ่มประเทศอาหรับทั้ง 6 ชาติ จะมีกำลังซื้อจำนวนมหาศาลและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมาก แต่กลับไม่สามารถจะผลิตสินค้าต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ตนขอชี้ให้เห็นถึง Pain Point (ปัญหาหรือจุดอ่อนที่จะเป็นช่องว่างในการทำธุรกิจ) ของคนเหล่านี้เพื่อให้ผู้ประกอบการและเจ้าของสินค้าชาวไทยได้มองเห็นที่ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ จากสภาพอากาศที่ร้อนแรงสูงสุดของวันถึง 55 องศาเซลเซียส ทำให้คนอาหรับส่วนใหญ่มักจะไม่ออกนอกบ้านในเวลากลางวัน แต่เลือกจะใช้ชีวิตในห้องแอร์ที่บ้าน และสั่งอาหารหรือเครื่องดื่ม รวมถึงของกินอื่นๆ มาส่งถึงบ้าน

และจากสภาพแวดล้อมดังกล่าว ทำให้คนอาหรับส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ (น้ำหนักมาก) มีปัญหาในเรื่องของผิวหนัง (ใบหน้าและผิวกายหมองคล้ำ) เส้นผม (บางและร่วง) กลิ่นกาย เป็นต้น ดังนั้น กลุ่มสินค้าที่จะตอบโจทย์ และอยู่ในความสนใจของชาวอาหรับกลุ่มนี้ ก็คือ สินค้าเครื่องสำอางค์ โลชั่นบำรุงผม (ผมร่วง/ศรีษะล้าน) สกินแคร์ (สำหรับผิวแห้ง) น้ำหอม สินค้าสำหรับคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพและผู้ที่มีน้ำหนักมาก เครื่องแต่งกาย (รวมถึงผ้าคลุมศรีษะสำหรับสุภาพสตรี) และอาหาร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่ผู้ประกอบการและเจ้าของสินค้าชาวไทย จะต้องศึกษาถึงอัตลักษณ์และวิถีความเป็นชาวอาหรับด้วยว่า สิ่งไหนหรืออะไรที่พวกเขาต้องการและไม่ต้องการบ้าง? โดยเฉพาะข้อห้ามและความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้ ชาวอาหรับยังให้ความเคารพในช่วงเทศกาลที่สำคัญ รวมถึงการดูแลตนเอง คำพูดของเพื่อนหรือคนในครอบครัว ล้วนมีความสำคัญอย่างมาก หากได้รับการบอกกล่าวหรือนำแนะถึงตัวสินค้าใด ก็ส่งจะผลไปยังความต้องการของคนอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ด้วยตัวเองมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ชาวอาหรับส่วนใหญ่ต่างให้ความเชื่อถือในเรื่องของแบรนด์ ซึ่งแบรนด์สินค้าที่จะขายได้นั้น จะต้องเป็นแบรนด์ที่ตรงไปตรงมาและมีคุณภาพสูง เรื่องมาตรฐานสินค้าและราสัญลักษณ์บนฉลาก เช่น เครื่องหมาย อย. ISO GMP ฮาลาล ฯลฯ ก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากๆ รวมถึง การออกแบบแพคเกิจจิ้งสินค้าให้ดูเหมาะสม ชัดเจน ก็มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเช่นกัน อีกทั้ง หากสินค้าใดที่มีส่วนผสมของความเป็น เฮิร์บ (สมุนไพร) ด้วยแล้ว ยิ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะชาวอาหรับส่วนมากให้ความสำคัญกับความเป็นเฮิร์บนั่นเอง นอกจากนี้ อีกเรื่องที่สำคัญไม่ต่างกัน ก็คือ การสร้างประสบการณ์ต่อแบรนด์ (แจกชิม/ทดลองใช้ฟรี!) ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับคนกลุ่มนี้ และหากพวกเขาพอใจแล้ว ต่อให้สินค้ามีราคาแพงแค่ไหน? พวกเขาก็พร้อมจ่ายไม่อั้นเช่นกัน

ถึงตรงนี้ อาจกล่าวได้ว่า บริษัท​ แคสซาวา​ไทย อินเตอร์คอมเมอเชียล​ จำกัด และ บริษัท​ PYA​ Trading​ W.L.L.​ – siamsecret bahrain ซึ่งเป็น บริษัทที่จดทะเบียนการค้าอยู่ในประเทศบาเรน ภายใต้การนำของ นายวรภัทร์ คุณวิเศษพงษ์ ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญในซีกของ B2B (เอกชนกับเอกชน) ที่จะนำพาทั้งตัว ผู้ประกอบการและสินค้าไทย ไปโลดแล่นในดินแดนอาหรับ 6 ประเทศ ที่มีทั้งจำนวนประชากรในระดับที่สูงมากๆ (400 ล้านคน) และกำลังซื้อมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

หากสนใจที่จะใช้บริการของ “ดิสบิวเตอร์” ของคนไทยที่มีประสบการณ์ตรงในกลุ่ม 6 ประเทศอาหรับ ลองโทร.ไปสอบถาม หรือติดต่อขอรับข้อมูลและคำปรึกษาได้ที่ 081 159 39209

อนึ่ง สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีผลิตภัณฑ์น้ำหอมและเครื่องหอมอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไทยๆ หรือมีส่วนผสมของ “เฮิร์บ” หรือไม่? หากสนใจจะเข้าร่วมการจัดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับน้ำหอม สอบถามข้อมูลได้จากเบอร์ติดต่อข้างต้น (รายละเอียดการจัดงานจะนำเสนอในโอกาสต่อไป).

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password