บัตรสวัสดิการฯ เปิดสิทธิ 1 ต.ค. ซื้อสินค้า 1,000 บาท – เดินทาง 750 บาท พร้อมส่วนลดก๊าซ
ย้ำ! ผู้ผ่านคุณสมบัติต้องยืนยันตัวตนให้สำเร็จ ช้าไม่ทบสิทธิย้อนหลัง ขณะ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ดึงเงินรัฐ–ประชาชนหมุนเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.68 แสนล้านบาท

รัฐบาลเดินหน้ามาตรการพยุงค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กัน โดยเข้าสู่เดือนตุลาคม 2569 ผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เตรียมใช้สิทธิ ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ทำหน้าที่กระตุ้นกำลังซื้อและส่งเม็ดเงินเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ สะท้อนแนวนโยบายที่ใช้ทั้ง “สวัสดิการตรงกลุ่ม” และ “การร่วมจ่ายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย” เป็นเครื่องมือในเวลาเดียวกัน

สำหรับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนตุลาคม ผู้มีสิทธิได้รับวงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน วงเงินค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อเดือน และ ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน ขณะที่ วันที่ 20 ตุลาคม ผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการตามเงื่อนไขจะได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการอีก 200 บาทต่อเดือน โดยกรมบัญชีกลางได้เผยแพร่รายละเอียดสิทธิเดือนตุลาคมไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติ คือ ต้องยืนยันตัวตน หรือ e-KYC ให้สำเร็จก่อนจึงใช้สิทธิได้ โดยช่องทางยืนยันตัวตนมีกรอบเวลาต่างกัน ผู้ใช้สิทธิจึงต้องตรวจสอบสถานะให้เรียบร้อย ไม่ควรหยุดเพียงการตรวจพบว่า “ผ่านคุณสมบัติ” เพราะการดำเนินการล่าช้ามีผลต่อช่วงเวลาที่เริ่มใช้สิทธิได้

อีกด้านหนึ่ง มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ทำหน้าที่เสริมกำลังซื้อ โดยข้อมูล ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 ที่ผู้ใช้ให้มา ระบุยอดใช้จ่ายสะสม 168,845.24 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินภาครัฐร่วมจ่าย 97,024.14 ล้านบาท และเงินประชาชน 71,821.10 ล้านบาท มีประชาชนใช้จ่ายสำเร็จกว่า 25.8 ล้านราย และเกิดรายการใช้จ่ายในร้านค้ากว่า 1.07 ล้านแห่ง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังระบุเป้าหมายของมาตรการ ว่า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้ต่อเนื่อง
เมื่อมอง 2 มาตรการร่วมกัน จึงเห็นทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่แบ่งบทบาทค่อนข้างชัด บัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยลดรายจ่ายจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่ 60/40 ใช้เงินภาครัฐร่วมกับเงินประชาชนเพื่อสร้างการใช้จ่ายและส่งรายได้ต่อไปยังร้านค้า โดยเฉพาะ เศรษฐกิจฐานราก
โจทย์ต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงรัฐบาลใส่เงินเข้าสู่ระบบมากเท่าไร? แต่ต้องติดตามว่า เงินดังกล่าวช่วยลดภาระครัวเรือนได้จริงเพียงใด? กระตุ้นการบริโภคใหม่ได้มากแค่ไหน? และ เปลี่ยนเป็นรายได้ของร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้เท่าไร?
เพราะตัวชี้วัดของนโยบายท้ายที่สุด! ไม่ได้อยู่ที่ยอดใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผลต่อกำลังซื้อ รายได้ และเศรษฐกิจฐานรากที่เกิดขึ้นจริง!.

