(บริหารประตูเศรษฐกิจ 24 ล้านล้าน – เก็บรายได้ เปิดทางค้า ปกป้องสังคมไทย)
“อธิบดีฯพันธ์ทอง” เปิดผลงานกรมศุลกากรปี 2569 กวาดรายได้รวม 6.31 แสนล้านบาท ท่ามกลางมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกว่า 24 ล้านล้านบาท เดินหน้าพลิกบทบาทจากด่านเก็บภาษี สู่หอควบคุมการค้า ใช้ข้อมูล – AI เปิดทางธุรกิจสุจริต พร้อมสกัดยาเสพติด ของเถื่อน และยกระดับธรรมาภิบาลรับมาตรฐาน OECD

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ร่วมกับเพื่อนสื่อนัดหมายสัมภาษณ์พิเศษ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร มาบ้างแล้ว และได้นำเสนอในหลายๆ ประเด็นข่าวแล้วเช่นกัน
ล่าสุด บ่ายวานนี้ (23 ก.ย.2569) ณ โรงแรม เดอะ สแตนดาร์ด พัทยา นาจอมเทียน นายพันธ์ทอง พร้อมคณะผู้บริการกรมศุลกากร แถลงข่าวผลงานประจำปีงบประมาณ 2569 รอบนี้…ข้อมูลตัวเลขมีความชัดเจนยิ่งขึ้นและน่าสนใจมากขึ้น
ตัวเลขรายได้ 631,411 ล้านบาท อาจเป็นผลงานที่เห็นชัดที่สุด! ของกรมศุลกากรในปีงบประมาณ 2569 แต่เมื่อมองลึกลงไป รายได้เป็นเพียง 1 ใน 3 ภารกิจของหน่วยงานที่กำลังดูแล “ประตูการค้าระหว่างประเทศ” มูลค่ามากกว่า 24 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าจีดีพีของไทยที่มีเพียง 19 ล้านล้านบาท เท่านั้น
กรมศุลกากรจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตรวจสินค้าและเรียกเก็บภาษี หากยังต้องเปิดทางให้สินค้าสุจริตเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และสกัดสินค้าที่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน
นี่คือ…ทิศทางภายใต้ แนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” ซึ่งกำลัง…เปลี่ยนกรมศุลกากรจาก “ด่านเก็บภาษี” ไปสู่ “หอควบคุมการค้า” ที่บริหารทั้งรายได้ ข้อมูล ความเสี่ยง และความมั่นคง ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับเศรษฐกิจโลก
รายได้รวมทุกก้อนโต 9.9% :
นายพันธ์ทอง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2569 กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือ 9.9% ในจำนวนนี้ เป็นรายได้ศุลกากร 112,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,358 ล้านบาท หรือ 1.2% ส่วนอีก 518,883 ล้านบาท เป็นรายได้ที่จัดเก็บแทนหน่วยงานอื่น เพิ่มขึ้น 55,666 ล้านบาท หรือ 12%
รายได้ที่จัดเก็บแทน ประกอบด้วย…ภาษีมูลค่าเพิ่มและรายได้ของกรมสรรพากร 411,131 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 56,428 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 51,324 ล้านบาท ก่อนนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า…แม้กรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรขาเข้าในชื่อของตนเองประมาณ 1.12 แสนล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นด่านจัดเก็บรายได้ประเภทอื่นให้รัฐอีกกว่า 5.18 แสนล้านบาท
การค้าโต – อากรโตช้า:
ช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ไทยมีมูลค่าการนำเข้าและส่งออกรวมกว่า 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 19% จากปีก่อน และมีโอกาสแตะระดับ 25 ล้านล้านบาทเมื่อปิดปีงบประมาณ 2569
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้าที่ขยายตัวสูงไม่ได้ทำให้อากรขาเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน เนื่องจากโครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนไป ไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าจำนวนมาก ขณะที่สินค้าสำคัญหลายประเภทได้รับยกเว้นอากรภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือมีอัตราอากรเป็นศูนย์อยู่แล้ว
อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายว่า…เมื่อเทียบกับมูลค่านำเข้าทุก 100 บาท ปัจจุบันกรมศุลกากรจัดเก็บอากรขาเข้าได้เฉลี่ยประมาณ 81 สตางค์ สะท้อนแนวโน้มที่บทบาทของกรมจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการพึ่งพาอากรขาเข้า ไปสู่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การบริหารข้อมูล และการกำกับความเสี่ยงทางการค้ามากขึ้น
ดังนั้น การประเมินผลงานกรมศุลกากรจากอากรขาเข้าเพียงรายการเดียว จึงอาจไม่สะท้อนภารกิจที่แท้จริงขององค์กร ซึ่งต้องดูแลกระแสสินค้านำเข้า–ส่งออกมูลค่าหลายสิบล้านล้านบาทต่อปี

ภาษีบาทแรก – เป้าหมายคือความเป็นธรรม:
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ…มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่มูลค่า 1 บาท ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งนี้จาก ข้อมูลสินค้านำเข้าเร่งด่วนตลอดช่วงปีงบประมาณ ระบุว่า…มีสินค้าผ่านระบบประมาณ 233 ล้านรายการ มูลค่านำเข้ารวม 43,422 ล้านบาท กรมศุลกากรจัดเก็บอากรขาเข้าได้ 4,658 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 3,356 ล้านบาท รวมกว่า 8,000 ล้านบาท
แม้รายได้ส่วนนี้จะเป็นเพียงสัดส่วนเล็กเมื่อเทียบกับรายได้รวมกว่า 6.31 แสนล้านบาท แต่ อธิบดีกรมศุลกากรย้ำว่า…เป้าหมายสำคัญของมาตรการไม่ใช่การเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว หากต้องการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย
“ผู้ค้าในประเทศต้องแบกรับทั้งค่าเช่า ค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนเก็บสินค้า ขณะที่สินค้าจากต่างประเทศสามารถส่งตรงถึงผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ การจัดเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกจึงเป็นความพยายามลดความเหลื่อมล้ำของต้นทุนระหว่าง 2 ฝ่าย” อธิบดีฯพันธ์ทอง ย้ำและว่า…
กรมศุลกากรยังได้หารือกับแพลตฟอร์มรายใหญ่ เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น และทำให้แพลตฟอร์มที่ได้รับประโยชน์จากตลาดไทยมีส่วนช่วยสร้างโอกาสให้ SME ไทยด้วย
เปิดทางคนดี – ตรวจคนเสี่ยง :
บทบาทที่ 2 ของกรมศุลกากร คือ…การเป็นผู้ส่งเสริมการค้า หรือ Trade Enabler โดยนำ ระบบดิจิทัลและข้อมูลมาใช้ลดระยะเวลา ลดต้นทุน และลดขั้นตอนที่ผู้ประกอบการต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่
โครงการสำคัญประกอบด้วย…การปรับปรุง Thailand National Single Window การพัฒนาระบบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-D/O โครงการ Customs e-Invoicing Plus ระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ และบริการ Tariff e-Service สำหรับตรวจสอบพิกัดอัตราศุลกากร
แนวคิดสำคัญ…ไม่ใช่การเปิดตรวจสินค้าทุกชิ้น แต่เป็นการใช้ระบบบริหารความเสี่ยงแยกผู้ประกอบการสุจริตออกจากสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้การค้าปกติเดินหน้าได้รวดเร็ว ขณะที่กำลังคนและเครื่องมือตรวจสอบถูกนำไปใช้กับจุดเสี่ยงได้ตรงเป้าหมาย
ดังนั้น กรมศุลกากรเตรียมนำ AI-Driven Risk Management มาเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองสินค้า ลดการใช้ดุลพินิจ ลดความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องพบเจ้าหน้าที่ และลดโอกาสเกิดการเรียกรับผลประโยชน์

ด่านหน้าเฝ้าภัยข้ามแดน :
ในอีกด้านหนึ่ง ความรวดเร็วทางการค้าต้องดำเนินควบคู่กับการปกป้องสังคม เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งที่เชื่อมไทยเข้ากับตลาดโลก อาจถูกเครือข่ายอาชญากรรมใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมายได้เช่นกัน
ตลอดปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมและตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึง ตรวจพบการหลีกเลี่ยงภาษีอากรรวม 58,705 คดี มูลค่าสินค้าประมาณ 4,751.50 ล้านบาท และประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 6,539 ล้านบาท
เฉพาะยาเสพติดตรวจพบ 282 คดี ปริมาณรวม 1,221.14 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1,488 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง…ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน โคเคน ตลอดจน ยาเสพติดรูปแบบใหม่ที่ซุกซ่อนมาในพัสดุและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ขณะที่ การจับกุมบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มีจำนวนรวม 3,519 คดี ปริมาณมากกว่า 94 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 530 ล้านบาท
เพิ่มโทษสกัดกัญชา :
การลักลอบส่งออกกัญชา เป็นอีกปัญหาที่กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวด หลังพบแรงจูงใจจากราคาจำหน่ายในต่างประเทศซึ่งสูงกว่าไทยหลายสิบเท่า ทั้งนี้ ผลการจับกุมตลอดปีงบประมาณมีมากกว่า 4,200 คดี ปริมาณรวมประมาณ 59 ตัน กรมศุลกากรจึงปรับหลักเกณฑ์จากเดิมที่เน้นยึดของกลาง มาเป็นการกำหนดโทษปรับ 30,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยเศษของน้ำหนักให้นับเป็นหนึ่งกิโลกรัม เพื่อเพิ่มต้นทุนและสร้างความเกรงกลัวแก่ผู้ลักลอบ
นอกจากนี้ ยังเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายโทรศัพท์ใช้แล้ว อุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียม เงินสด และทองคำตามพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมประสานตำรวจและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง
เทคโนโลยีต้องคู่ธรรมาภิบาล:
การยกระดับกรมศุลกากร ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มเครื่องมือดิจิทัล แต่ต้องลดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนภายในองค์กรด้วย ดังนั้น กรมศุลกากรได้แก้ไขระเบียบการจ่ายเงินสินบนและรางวัล โดยยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูงแล้ว และอยู่ระหว่างผลักดันการยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ
“แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายลดข้อกังวลจากกรณีที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจจับ ดำเนินคดี และเปรียบเทียบปรับ ขณะเดียวกันกลับเป็นผู้มีส่วนได้รับเงินรางวัลจากคดีนั้นด้วย” อธิบดีฯพันธ์ทอง ระบุและย้ำว่า…
การลดผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้ AI ลดดุลพินิจ และการเปิดเผยกฎระเบียบกับข้อมูลต่อสาธารณะ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571

จากด่านภาษีสู่หอควบคุมการค้า :
ภารกิจของกรมศุลกากรในปีงบประมาณต่อไป ยังครอบคลุมการปรับปรุงกฎหมายศุลกากร การปลดล็อก ICD ลาดกระบังให้เป็นท่าส่งออกเต็มรูปแบบ การสนับสนุนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การปรับบทลงโทษสินค้าผิดกฎหมาย และการสนับสนุนข้อมูลเพื่อปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมให้สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้แม่นยำขึ้น
ภาพทั้งหมดสะท้อนว่า…รายได้ 631,411 ล้านบาทยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของผลงานกรมศุลกากร เพราะมูลค่าที่องค์กรนี้ต้องดูแลจริงคือการค้าระหว่างประเทศกว่า 24 ล้านล้านบาท รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของประเทศ
ดังนั้น การเปลี่ยนจากด่านเก็บภาษีไปสู่หอควบคุมการค้า จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มอำนาจให้กรมศุลกากร แต่หมายถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีบริหารความเสี่ยง เปิดทางให้คนสุจริต และตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกัน
นั่นเพราะ…ประตูเศรษฐกิจที่ดี! ไม่ใช่ประตูที่ปิดแน่นที่สุดหรือเปิดกว้างที่สุด? หากเป็นประตูที่รู้ว่า…อะไรควรผ่านอย่างรวดเร็ว? และอะไรต้องถูกหยุดไว้ก่อนสร้างความเสียหายแก่ประเทศ!!??.



