• พฤหัสบดี 24 กันยายน 2569 เวลา 09:05 น.

ทอง 9 แสนล. ถึงเวลารัฐไทยคุมหรือยัง?

BREAKING NEWS POLITICAL

(มาเลเซียเก็บภาษีนำเข้าทองคำ 10% อินเดียเก็บ 15% – ส่วนไทย…ชั่งดุลค้า ค่าเงิน และอุตสาหกรรมทอง)

กรมศุลกากรเผย! ไทยนำเข้าทองคำ 11 เดือนกว่า 9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 53% ไล่จี้น้ำมันดิบที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งประเทศ “พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์” ชี้ตัวเลขมีนัยสำคัญ แต่การทบทวนภาษีเป็นอำนาจรัฐบาลและกระทรวงการคลัง พร้อมโยงคำให้สัมภาษณ์ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ จุดคำถามการเมืองเชิงนโยบาย ที่สุด! ไทยควรกำกับทองอย่างไรโดยไม่ทำลายอุตสาหกรรมและเปิดช่องลักลอบ

“ทองคำ” กำลังขยับจากเรื่องการออมและการลงทุนส่วนบุคคล ขึ้นมาเป็นโจทย์ใหญ่ระดับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ระบุว่า…ไทยนำเข้าทองคำมูลค่าประมาณ 901,114.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าไล่จี้การนำเข้าน้ำมันดิบซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.086 ล้านล้านบาท

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงตัวเลข 9 แสนล้านบาท” แต่อยู่ที่การเปรียบเทียบว่า…น้ำมันดิบเป็นพลังงานที่ถูกใช้ทั้งในภาคการผลิต การขนส่ง การผลิตไฟฟ้า และชีวิตประจำวัน ขณะที่ ทองคำเป็นทั้งสินค้า สินทรัพย์รักษามูลค่า เครื่องมือเก็งกำไร และวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม

เมื่อสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง มีมูลค่านำเข้าเกือบเท่าพลังงานที่หล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศ คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า…“นำเข้ามากเกินไปหรือไม่?” แต่ต้องถามต่อไปว่า…ทองคำจำนวนมหาศาลเข้ามาแล้วไปอยู่ที่ใด? ใครได้รับประโยชน์? ประเทศได้มูลค่าเพิ่มกลับมาเท่าใด? และต้นทุนที่เกิดกับเงินตราต่างประเทศ ดุลการค้า และค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่?

มองเป็น…ขุดบ่อล่อปลา? :

ในวงสัมภาษณ์นอกรอบ อธิบดีฯพันธ์ทอง ถูกตั้งคำถามว่า…เมื่อการนำเข้าทองคำจำนวนมากทำให้เงินตราต่างประเทศไหลออกและกดดันดุลการค้าแล้ว ยังมีผลเสียด้านใดอีกหรือไม่ และในอีกด้านหนึ่ง การนำเข้าทองคำสร้างประโยชน์แก่ประเทศอย่างไร?

“อย่าขุดบ่อล่อปลา ผมไม่หลงกลตอบ” คือ คำตอบที่ได้รับ ก่อนที่ นายพันธ์ทอง จะย้ำว่า…เรื่องนี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายวิทัย รัตนากร) ได้กล่าวไว้แล้ว และควรย้อนกลับไปดูคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว

คำตอบนี้…มีความหมายมากกว่าการหลีกเลี่ยงตอบคำถาม เพราะสะท้อน “เส้นแบ่งอำนาจ” ระหว่างหน่วยงานอย่างชัดเจน!!!

กล่าวคือ…กรมศุลกากรมีหน้าที่ตรวจสอบและจัดทำข้อมูลการเคลื่อนย้ายทองคำจริงผ่านชายแดน ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ค่าเงินบาท และเสถียรภาพของระบบการเงิน

ส่วนการตัดสินใจว่าจะจัดเก็บภาษีหรือกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าหรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง

สิ่งที่อธิบดีกรมศุลกากรกำลังทำจึงเป็นการนำข้อมูลขึ้นมาวางบนโต๊ะ เพื่อให้ฝ่ายนโยบายมองเห็นความผิดปกติและเป็นผู้ตัดสินใจต่อไป

สินค้าจริง – เงินไหล :

ข้อมูลของกรมศุลกากร และคำให้สัมภาษณ์ของ นายวิทัย” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนภาพอธิบดีงทองคำคนละด้าน แต่เมื่อนำมาประกอบกันจะเห็นวงจรที่สมบูรณ์ขึ้น

กรมศุลกากรเห็น “ทองคำที่มีตัวตนจริง” (Physical Gold) ซึ่งถูกนำเข้าและส่งออกผ่านพิธีการศุลกากร ขณะที่ ธปท.เห็นกระแสการซื้อขาย การแลกเงิน และผลที่กับค่าเงินบาท

ผู้ว่าการ ธปท. เคยชี้ว่า…ในบางวันที่เงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว กระแสเงินจากธุรกรรมทองคำมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศสุทธิ และประเทศไทยยังมีช่องว่างในการกำกับธุรกิจทองคำทั้งระบบ

ดังนั้น ธปท.จึงกำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นเงินบาท ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้านการชำระเงินและการรับมอบทองคำ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดผลกระทบต่อความผันผวนของเงินบาท

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า…“การนำเข้าทองคำ” ไม่ได้ทำให้เงินบาทแข็งค่าโดยอัตโนมัติ เพราะในจังหวะนำเข้า ผู้ประกอบการต้องซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าทอง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อน

ส่วนแรงผลักให้เงินบาทแข็งมักเกิดในอีกจังหวะหนึ่ง เช่น เมื่อราคาทองคำโลกปรับสูงขึ้น นักลงทุนขายทองทำกำไร ผู้ค้าทองขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทกลับ หรือเมื่อมีการส่งออกทองแล้วนำรายรับเงินตราต่างประเทศกลับมาแลกเป็นเงินบาท

ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การนำเข้าเพียงด้านเดียว แต่อยู่ที่วงจรซื้อ–ขาย–นำเข้า–ส่งออกทองคำ ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินขนาดใหญ่และเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว

จากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 สู่ 96.5 :

ทองคำที่นำเข้าไทย ส่วนหนึ่งเป็นทองคำบริสุทธิ์ระดับ 99.99% แต่ทองที่นิยมซื้อขายและใช้ทำเครื่องประดับในประเทศไทย มีความบริสุทธิ์ 96.5%

ทองคำบริสุทธิ์มากมีความอ่อนตัว จึงต้องนำมาเจือด้วยโลหะอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงก่อนขึ้นรูปเป็นสร้อย แหวน กำไล และทองรูปพรรณประเภทต่าง ๆ กระบวนการดังกล่าวสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้แก่โรงหลอม ผู้ผลิต ช่างทอง ร้านค้าทอง ผู้ขนส่ง และธุรกิจประกันภัย

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีการส่งออกทองคำ โดยบางส่วนเป็นทองรูปพรรณเก่า เศษทอง หรือทองความบริสุทธิ์ 96.5% ที่ถูกรวบรวมและส่งไปยังโรงกลั่นมาตรฐานในต่างประเทศ โดยเฉพาะ สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรเลีย เพื่อแยกโลหะผสม ปรับความบริสุทธิ์กลับเป็นทองคำระดับสูง และรับรองมาตรฐานสำหรับซื้อขายในตลาดสากล

การนำเข้าและส่งออกทองคำจึงไม่ใช่เส้นทางตรงจากต่างประเทศ มาสู่ “ตู้เซฟ” ของผู้ซื้อเท่านั้น แต่เป็น…วงจรที่มีทั้งการแปรรูป การถือครอง การหมุนเวียนทองเก่า การส่งออกไปกลั่น และการนำกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง

โจทย์ของรัฐบาล ก็คือ…ทำให้วงจรดังกล่าวโปร่งใส และจำแนกให้ได้ว่า…ส่วนใดสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ส่วนใดเป็นการลงทุน และส่วนใดเป็นธุรกรรมที่อาจเพิ่มความผันผวนโดยไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริงอย่างเพียงพอ

ต่างชาติเริ่มตั้งกำแพง :

นายพันธ์ทอง ยกตัวอย่างว่า…หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการภาษีเพื่อควบคุมการนำเข้าทองคำ โดยมาเลเซียเรียกเก็บอากรนำเข้า 10% สำหรับทองคำแท่งบางประเภท ขณะที่อินเดียกำหนดภาษีนำเข้าทองคำรวม 15%

สำหรับ อินเดีย อัตรา 15% ประกอบด้วย…อากรศุลกากรพื้นฐาน 10% และภาษีเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตรอีก 5% โดยมีเป้าหมายลดการนำเข้า รักษาเงินตราต่างประเทศ บรรเทาการขาดดุล และลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี

อย่างไรก็ตาม ภาษีทองคำมีอีกด้านหนึ่ง เพราะหากกำหนดในอัตราสูงเกินไป ส่วนต่างราคาระหว่างตลาดในประเทศกับต่างประเทศจะกว้างขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้า

อินเดียเอง เคยลดอัตราภาษีนำเข้าทองคำจาก 15% เหลือ 6% เพื่อดึงการค้าเข้าสู่ระบบ ก่อนปรับกลับขึ้นมาเป็น 15% เมื่อเผชิญแรงกดดันด้านเงินตราต่างประเทศและดุลการค้าอีกครั้ง

บทเรียนดังกล่าว ชี้ว่า…ภาษีทองคำไม่ใช่ปุ่มที่กดแล้วแก้ปัญหาได้ทันที! เพราะทุกครั้งที่รัฐเพิ่มต้นทุนการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย ก็อาจเพิ่มผลตอบแทนให้กับ “ตลาดมืด” ไปพร้อมกัน

ข้อดีต้องนับด้วย :

แม้ตัวเลขนำเข้าจะก่อให้คำถามที่น่าสนใจ แต่การมองทองคำเฉพาะด้านลบ ก็อาจไม่ครบถ้วน???

ทองคำถือเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมทองรูปพรรณและเครื่องประดับ สร้างงานให้ช่างฝีมือ โรงงาน ร้านค้าทอง และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ขณะที่ ทองคำบางส่วนถูกแปรรูปและส่งออก สร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ

สำหรับ ประชาชนคนไทย ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ออมระยะยาว เป็นหลักประกันสภาพคล่อง และเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในช่วงเงินเฟ้อหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทองคำที่ครัวเรือนถือครองจึงถือเป็นความมั่งคั่งของภาคประชาชน แม้ไม่ได้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ตาม

การนำเข้าผ่านช่องทางถูกกฎหมายยังทำให้ตรวจสอบที่มาและการเคลื่อนย้ายได้ดีกว่าการผลักกิจกรรมเข้าสู่…ตลาดมืด

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า…“ทองคำมีประโยชน์หรือไม่?” แต่คือ…ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกระจายไปสู่เศรษฐกิจไทยมากเพียงใด? เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศที่ใช้ไปและความผันผวนที่เกิดขึ้นในระบบ

การเมืองเรื่องทองคำ :

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ตัวเลขนำเข้าทองคำกว่า 9 แสนล้านบาท กำลังเปลี่ยนเรื่องทองให้กลายเป็นโจทย์การเมืองเชิงนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!??

หากรัฐบาลเลือกเก็บภาษีนำเข้า รัฐอาจลดแรงจูงใจซื้อทองจากต่างประเทศและมีรายได้เพิ่ม แต่ผู้บริโภคจะซื้อทองแพงขึ้น อุตสาหกรรมทองรูปพรรณมีต้นทุนสูงขึ้น และความเสี่ยงการลักลอบอาจเพิ่มตามไปด้วย

แต่ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินมาตรการใดๆ ตลาดทองจะยังคงมีความคล่องตัว และผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับต้นทุนใหม่ ทว่าประเด็นคำถามเรื่องเงินตราต่างประเทศ ดุลการค้า การเก็งกำไร และผลต่อค่าเงินบาทก็จะยังคงจะมีกันต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด!!!

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ…ไม่เริ่มจากภาษี แต่เริ่มจากระบบข้อมูลและการกำกับ!!!

โดย…เชื่อมฐานข้อมูลของกรมศุลกากร ธปท. กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สมาคมค้าทองคำ และหน่วยงานป้องกันการฟอกเงิน เพื่อให้เห็น “เส้นทาง” ของทองและเงินตั้งแต่…นำเข้า ผู้ซื้อ การแปรรูป การถือครอง ไปจนถึงการส่งออก

รัฐบาลอาจกำหนดมาตรการให้แตกต่างกัน? ระหว่าง…ทองคำที่นำเข้ามาเพื่อผลิตและส่งออก ทองคำเพื่อการลงทุน และธุรกรรมเก็งกำไรขนาดใหญ่ แทนการใช้ภาษีอัตราเดียวครอบคลุมทั้งระบบ

นี่คือ…การเมืองของการเลือกว่าจะให้ใครรับต้นทุน? ใครได้ประโยชน์? และรัฐจะรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพของตลาดกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจอย่างไร?

ข้อมูลต้องมาก่อนภาษี :

สิ่งที่ อธิบดีฯพันธ์ทอง ส่งสัญญาณ? ไม่ใช่ข้อเสนอให้เก็บภาษีทองคำทันที เพราะตัวเขาย้ำชัดว่า…การตัดสินใจดังกล่าวเป็นอำนาจของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง

บทบาทของกรมศุลกากร คือ ทำให้ฝ่ายนโยบาย เห็นว่า…ไทยกำลังนำเข้าสินค้าอะไร? ปริมาณและมูลค่าเท่าใด? มีการส่งออกกลับมากน้อยเพียงใด? และรายการใดกำลังสร้างความผิดปกติในโครงสร้างการค้า?

และก่อนรัฐบาลจะตอบว่า…ไทยควรเก็บภาษีทองคำหรือไม่? อย่างไร? ควนต้อง ตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ก่อน ว่า…ทองกว่า 9 แสนล้านบาทมาจากไหน? ไปอยู่ที่ใด? ถูกแปรรูปเท่าใด? กลับเท่าใด? และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ประเทศกี่บาท?

เพราะมาตรการที่ออกบนข้อมูลไม่ครบ อาจลดการนำเข้าในระบบ แต่เพิ่มการลักลอบ ทำร้ายผู้ประกอบการสุจริต และผลักต้นทุนไปยังประชาชนคนไทย โดยไม่สามารถแก้ปัญหาค่าเงินหรือดุลการค้าได้จริง

ตัวเลขทองคำ 9 แสนล้านบาท จึงไม่ใช่คำตัดสิน ว่า…ทองคำเป็นผู้ร้าย!!! หากแต่เป็น “สัญญาณเตือน” ว่า…ตลาดที่มีขนาดใหญ่ระดับใกล้เคียงการนำเข้าน้ำมัน ไม่ควรดำเนินไปโดยที่รัฐยังมองไม่เห็นวงจรทั้งระบบหรือไม่???

และการตัดสินใจว่าจะ “เก็บภาษี กำกับธุรกรรม หรือปล่อยให้ตลาดทำงานต่อไป” จะเป็น…บททดสอบสำคัญ ว่า…รัฐบาลสามารถเปลี่ยนข้อมูลการค้าให้เป็นนโยบายที่รอบคอบและสมดุลได้แค่ไหน? เพียงใด?.