• ศุกร์ 11 กันยายน 2569 เวลา 13:15 น.

‘AI นกกระซิบ’ ปลดล็อกทุนร้านเล็ก

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เปลี่ยน ‘ยอดขายจริง’ เป็นเครดิต – พา Micro SME พ้นเงา…หนี้นอกระบบ)

“รองนายกฯเอกนิติ” นำทีมผู้บริการกระทรวงการคลังและแบงก์รัฐ ผนึกกำลังช่วยผู้ประกอบการไทย ดันโครงการ “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” เปลื่ยนจาก AI ผู้ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย สู่…ประตูสินเชื่อของผู้ค้ารายย่อย ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” เติมกำลังซื้อกว่า 1.5 แสนล้านบาท และกำลังถูกจับตาว่าจะต่อยอดสู่เฟส 2 อีก 1–2 เดือนข้างหน้าได้หรือไม่?

การเปิดตัวโครงการ “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 อาจดูเหมือน การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มสีสันให้มาตรการช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยของรัฐบาล

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น “นกกระซิบ” ไม่ได้มีความหมายเพียงการเป็น AI Chatbot บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” หากกำลังถูกวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล ซึ่งอาจเปลี่ยน “ยอดขายรายวัน” ของพ่อค้าแม่ค้า ให้กลายเป็นหลักฐานทางเศรษฐกิจสำหรับเข้าสู่ระบบสินเชื่อ

นี่คือ…ความพยายามเปลี่ยนผู้ประกอบการที่เคย “มีรายได้แต่ไม่มีเอกสาร” ให้กลายเป็นผู้ประกอบการที่ธนาคารสามารถมองเห็นและประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้

จากตลาดสดสู่ห้องข้อมูล :

ก่อนเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่สำรวจร้านค้าบริเวณตลาดหลังกระทรวงการคลัง เพื่อรับฟังประสบการณ์และปัญหาจากผู้ประกอบการจริง

ภาพของ รองนายกรัฐมนตรีเดินพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า จึงไม่ใช่เพียง…กิจกรรมประชาสัมพันธ์ หากสะท้อนโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจฐานรากว่า ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากยังบริหารกิจการด้วยประสบการณ์และความเคยชิน มากกว่าการใช้ข้อมูล

บางร้านรู้ว่าวันใดขายดีที่สุด แต่บางร้านไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ขณะที่ข้อมูลจาก “นกกระซิบ” สามารถแสดงยอดขายรายวัน ช่วงเวลาที่ขายดี แนวโน้มรายได้ ต้นทุนวัตถุดิบ ตลอดจนเปรียบเทียบผลประกอบการกับร้านค้าใกล้เคียงหรือร้านค้าประเภทเดียวกัน

ตัวอย่าง…ร้านขนมที่พบว่าวันพฤหัสบดีมียอดขายสูงกว่าวันอื่น ทำให้สามารถเพิ่มการผลิตในวันที่มีความต้องการสูง และลดการเตรียมสินค้าที่อาจขายไม่หมดในวันยอดขายต่ำ เป็นภาพเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนร้านค้าธรรมดาให้เริ่มบริหารธุรกิจด้วยข้อมูล

นกกระซิบจึงอาจไม่ได้บอกเพียงว่า “ขายได้เท่าไร?” แต่กำลังช่วยตอบคำถามว่า “ควรขายอย่างไรจึงจะเหลือกำไร?”

เมื่อยอดขายกลายเป็นเครดิต :

ปัญหาของ Micro SME ไทยไม่ใช่ไม่มีรายได้เสมอไป แต่หลายกิจการไม่มีบัญชีที่เป็นระบบ ไม่มีงบการเงิน และไม่มี Statement ที่เพียงพอสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ผู้ประกอบการเหล่านี้ อาจมีลูกค้าจริง ขายของทุกวันและมีกระแสเงินสดหมุนเวียน แต่เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งอยู่นอกระบบเอกสาร สถาบันการเงินจึงไม่สามารถประเมินศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ช่องว่างดังกล่าวผลักผู้ค้าบางส่วนไปหาสินเชื่อเงินด่วนหรือหนี้นอกระบบ ซึ่งเข้าถึงง่ายกว่า แต่มีต้นทุนสูงและเสี่ยงต่อการถูกทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม

“สินเชื่อ AI นกกระซิบ” จึงนำ…ข้อมูลยอดขายจริงจากแอปฯ ถุงเงิน รวมถึง ประวัติการรับชำระผ่าน QR มาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ยอดขายซึ่งเคยเป็นเพียงตัวเลขในโทรศัพท์ เริ่มมีสถานะใกล้เคียงกับ “หลักฐานความสามารถทางธุรกิจ”

ดร.เอกนิติ อธิบายแนวคิดนี้อย่างเห็นภาพว่า…ต่อไปผู้ค้าซึ่งต้องการเงินทุนไม่จำเป็นต้องมองหาโฆษณาเงินด่วนตามเสาไฟฟ้า แต่สามารถกดขอสินเชื่อผ่านระบบได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากนกกระซิบไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครทุกคนจะได้รับอนุมัติ เพราะธนาคารยังต้องพิจารณาประวัติสินเชื่อ พฤติกรรมทางการเงิน รายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทประกอบกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง AI ไม่ได้แจกเงินกู้ แต่ช่วยให้ธนาคาร “มองเห็นตัวตนทางเศรษฐกิจ” ของร้านค้ารายเล็กชัดขึ้น

เปิดประตูทุนหลายระดับ :

ธนาคารกรุงไทยจัดทำสินเชื่อภายใต้โครงการ 2 รูปแบบ ได้แก่ “สินเชื่อ SME ไซส์เล็ก” สำหรับร้านค้าที่ใช้ AI นกกระซิบบนแอปฯ ถุงเงิน วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.5% ต่อปี คงที่ในช่วง 2 ปีแรก

อีกส่วนคือ “สินเชื่อสิบหมื่น” สำหรับเป็นเงินก้อนแก่พ่อค้าแม่ค้าถุงเงิน วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 11% ต่อปี และผ่อนชำระเริ่มต้นเดือนละ 500 บาท โดยสินเชื่อทั้งสองประเภทไม่คิดค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อ

ด้าน ธนาคารออมสิน เปิด “ออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ” วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน ไม่ต้องใช้หลักประกันและไม่คิดค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อ โดยนำยอดขาย ประวัติรับชำระผ่าน QR ข้อมูลพฤติกรรม และระบบประเมินเครดิตของธนาคารมาพิจารณาร่วมกัน

ขณะที่ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เข้ามาเสริมกลไกให้ผู้ประกอบการที่ขาดหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัสและเครดิตพลัส

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ยังร่วมจัดทำผลิตภัณฑ์รองรับผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มด้วย

AI ไม่ใช่ยาวิเศษ :

ในมิติยุทธศาสตร์ “จุดเด่น” ของโครงการนี้ คือ…การใช้ “ข้อมูลทางเลือก” ลดข้อจำกัดของระบบสินเชื่อแบบเดิม แต่ความสำเร็จต้องวัดจากผลลัพธ์จริง ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ประชาชนกดใช้งาน AI หรือจำนวนบัญชีที่ยื่นสมัครสินเชื่อ เท่านั้น

รัฐบาลควรเปิดเผยว่า…มีผู้ประกอบการได้รับอนุมัติสินเชื่อจริงกี่ราย? วงเงินเฉลี่ยเท่าใด? อัตราการถูกปฏิเสธเป็นอย่างไร? และผู้กู้สามารถนำเงินไปเพิ่มรายได้หรือผลิตภาพได้มากน้อยเพียงใด?

อีกด้านหนึ่ง…ต้องมีหลักประกันเรื่องการคุ้มครองข้อมูล ผู้ประกอบการต้องทราบว่า…ข้อมูลใดถูกนำไปใช้ ใครเข้าถึงได้? เก็บไว้นานเพียงใด? และหากระบบประเมินผิดพลาดจะมีช่องทางอุทธรณ์อย่างไร?

ที่สำคัญ! การเข้าถึงหนี้ในระบบแม้ปลอดภัยกว่าหนี้นอกระบบ แต่หนี้ก็ยังเป็นหนี้ หากร้านค้าขาดกำลังซื้อ รายได้ไม่เพียงพอ หรือกู้ไปหมุนหนี้เดิม สินเชื่อใหม่อาจเพียงเลื่อนปัญหาออกไป ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “กู้ได้หรือไม่?” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า…“กู้แล้วเติบโตหรือกู้แล้วหนักกว่าเดิม?”

จากเงินอุดหนุนสู่ระบบนิเวศ :

“AI นกกระซิบ” เกิดขึ้นบนฐานร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งมีผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ในระบบประมาณ 1.2 ล้านราย

ในช่วงที่ผ่านมา โครงการไทยช่วยไทย พลัสสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และมีรายงานว่าเงินราว 84–85% กระจายไปยังต่างจังหวัด ขณะที่กรุงเทพฯ มีสัดส่วนประมาณ 15–16%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนพลังของมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ยอดใช้จ่ายรวม” ซึ่งรวมเงินของประชาชน กับ “เงินภาครัฐที่ใช้จริง” เพื่อประเมินความคุ้มค่าและวงเงินคงเหลืออย่างถูกต้อง

หากรัฐบาลสามารถเชื่อมสามองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่…การเติมกำลังซื้อผ่านไทยช่วยไทย พลัส การสร้างข้อมูลธุรกิจผ่านถุงเงินและ AI นกกระซิบ และการต่อยอดสินเชื่อผ่านธนาคารรัฐ นโยบายนี้จะมีสถานะมากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น

มันอาจกลายเป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่พาร้านค้ารายย่อยเข้าสู่โลกดิจิทัลและระบบการเงินอย่างเป็นขั้นตอน

ลุ้นเฟส 2 – เงินเหลือเท่าไร? :

ภายหลังลงพื้นที่ตลาด นายเอกนิติ เปิดเผยว่า…พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่เสนอให้รัฐบาลต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัสออกไปอีก 1–2 เดือน กระทรวงการคลังจึงรับเรื่องไปพิจารณา โดยคาดว่า…จะมีข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569

แม้ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า…ยังมีเม็ดเงินเพียงพอ????

แต่การเดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ยังต้องรอรายละเอียดสำคัญ ทั้งวงเงินคงเหลือ จำนวนผู้ได้รับสิทธิ ระยะเวลาดำเนินการ และสูตรสมทบว่า…จะคงสัดส่วนรัฐ 60% ประชาชน 40% หรือปรับกลับไปเป็น 50:50

ประเด็นที่ต้องจับตา! นั่นก็คือ…เงินที่ระบุว่า…“เหลือ” เป็นวงเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทที่ยังไม่ได้กู้ เป็นเงินที่กู้แล้วแต่ยังไม่ได้จัดสรร หรือเป็นเงินเหลือจากการใช้สิทธิไม่ครบ เพราะแต่ละกรณีมีผลต่อภาระหนี้และกระบวนการอนุมัติแตกต่างกัน

รัฐบาลจึงต้องตอบให้ชัดว่า เฟส 2 จะเป็นเพียงการต่ออายุเพื่อพยุงกำลังซื้ออีกระยะหนึ่ง หรือจะถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับระบบข้อมูลและสินเชื่อ เพื่อยกระดับร้านค้าฐานรากอย่างถาวร

เพราะหาก “ไทยช่วยไทย พลัส” ทำหน้าที่เติมลูกค้าให้ร้านค้า และ AI นกกระซิบ” เปลี่ยนยอดขายให้เป็นเครดิต

นโยบายทั้ง 2 อาจกลายเป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน! จากการช่วยให้คนตัวเล็ก “อยู่รอดในวันนี้” ไปสู่การสร้างโอกาสให้ “เติบโตได้ในวันหน้า” ก็เป็นไปได้!!!.