(เร่ง 3 JV ฝ่ากำไรครึ่งปีแรกสะดุด – ปลี่ยน “กองหนี้” เป็น…เครื่องยนต์โต)
BAM เปิดแผนต่อหน้านักลงทุนสถาบัน เดินหน้าตั้งบริษัทร่วมทุน 3 แห่ง หวังลดการพึ่งพาดีลใหญ่และสร้างรายได้สม่ำเสมอ ขณะที่เป้ากำไรปี 2569 ใกล้ 2,000 ล้านบาท ยังเป็นโจทย์หนัก เพราะครึ่งปีแรกทำได้เพียง 451 ล้านบาท
ส่งสัญญาณถึงตลาดทุน :
การเข้าร่วมกิจกรรม “Krungsri Securities Financial Day” ของ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM อาจดูเหมือนกิจกรรมนักลงทุนสัมพันธ์ตามปกติ แต่สารที่ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM และ คณะผู้บริหารส่งไปยังนักลงทุนสถาบันครั้งนี้ มีความหมายมากกว่าการรายงานผลประกอบการ
เพราะนี่คือการประกาศว่า…BAM กำลังปรับยุทธศาสตร์จากธุรกิจซื้อหนี้–ปรับโครงสร้างหนี้–ขายทรัพย์สินรอการขาย ไปสู่การสร้างเครือข่ายบริหารหนี้ผ่านพันธมิตรและบริษัทร่วมทุน หรือ JV AMC
หัวใจสำคัญ จึงมีมากกว่าประเด็น การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 3 แห่ง นั่นก็คือ…“โมเดลใหม่” นี้จะช่วยให้ BAM ลดความผันผวนของรายได้ เพิ่มความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และเปลี่ยนปัญหาหนี้เสียของประเทศให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริงเพียงใด?
ฟื้นไตรมาสต่อไตรมาส :
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ของ BAM เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยบริษัทมี ผลเรียกเก็บรวม 3,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสแรกที่ทำได้ 3,026 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสแรก
ส่งผลให้ครึ่งปีแรก BAM มีผลเรียกเก็บรวม 6,539 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 451 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวเมื่อเปรียบเทียบเป็นรายไตรมาส แต่หากเทียบกับครึ่งปีแรก 2568 ซึ่ง BAM มีผลเรียกเก็บ 10,154 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,511 ล้านบาท จะพบว่าผลเรียกเก็บลดลงประมาณ 35.6% และกำไรสุทธิลดลงประมาณ 70.2%
อย่างไรก็ตาม ฐานกำไรปี 2568 อยู่ในระดับสูง เนื่องจาก BAM มีรายการพิเศษขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายหนึ่งประมาณ 2,800 ล้านบาท รวมถึงการขายทรัพย์สินขนาดใหญ่ จึงทำให้การเปรียบเทียบตัวเลขแบบตรงไปตรงมาอาจไม่สะท้อนความสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจปกติทั้งหมด
เลิกหวังพึ่งดีลใหญ่ :
ความผันผวนดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ ฝ่ายบริหาร BAM ประกาศสร้าง “Resilient Business Model” หรือโมเดลธุรกิจที่สามารถรองรับความไม่แน่นอนได้มากขึ้น
เป้าหมายคือ…การลดการพึ่งพาผลเรียกเก็บจากลูกหนี้รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย หรือ Big Ticket แล้วหันมาสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจปกติให้มีความต่อเนื่อง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การเร่งหมุนทรัพย์สินรอการขาย การซื้อหนี้อย่างคัดเลือก และการตั้ง JV AMC ร่วมกับพันธมิตร
นี่คือ…ความพยายามเปลี่ยน BAM จากบริษัทที่รายได้ขึ้นลงตามจังหวะปิดดีลใหญ่ ไปสู่ธุรกิจที่มีรายได้กระจายตัวและสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น
หากทำได้สำเร็จ คุณภาพกำไรของ BAM จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตานักลงทุน แม้ตัวเลขกำไรบางช่วงอาจไม่ได้หวือหวาเหมือนปีที่มีรายการพิเศษก็ตาม
เป้า 2 พันล้านยังหิน :
BAM ยังคงเป้าหมายกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ใกล้เคียง 2,000 ล้านบาท แต่เมื่อครึ่งปีแรกทำได้เพียง 451 ล้านบาท เท่ากับว่าครึ่งปีหลังบริษัทต้องสร้างกำไรเพิ่มอีกราว 1,549 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 3.4 เท่าของกำไรครึ่งปีแรก
ดังนั้น เป้าหมายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวตามปกติ แต่ต้องอาศัยการเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการปิดบัญชีลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ การขาย NPA และอาจรวมถึงธุรกรรมขนาดใหญ่บางส่วน
นักลงทุนจึงต้องติดตามว่า ผลเรียกเก็บครึ่งปีหลังจะเร่งขึ้นได้เพียงใด การลดต้นทุนทางการเงินจะช่วยพยุงกำไรมากน้อยแค่ไหน และกำไรที่เกิดขึ้นจะมาจากธุรกิจปกติหรือยังต้องพึ่งพารายการ Big Ticket
หาก BAM ทำเป้าหมายได้พร้อมกับลดสัดส่วนรายได้จากดีลใหญ่ จะเป็นหลักฐานสำคัญว่า…โมเดลใหม่เริ่มทำงาน แต่หากกำไรยังต้องอาศัยรายการพิเศษในช่วงปลายปี ความผันผวนเดิมก็อาจยังไม่ได้หายไปจากโครงสร้างธุรกิจ
3 JV เครื่องยนต์ใหม่ :
แผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 3 แห่ง และคาดว่า…จะจัดตั้งแห่งแรกได้ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ถือเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ครั้งนี้
โมเดล JV AMC เปิดโอกาสให้ BAM ร่วมมือกับสถาบันการเงินเจ้าของหนี้ โดยฝ่ายเจ้าหนี้นำพอร์ตและข้อมูลลูกหนี้เข้ามา ขณะที่ BAM นำความเชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างหนี้ การติดตามหนี้ การประเมินหลักประกัน และการบริหารทรัพย์สินรอการขายเข้ามาสนับสนุน
ข้อได้เปรียบสำคัญคือ BAM สามารถขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนซื้อหนี้ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในงบดุลของบริษัท ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุน หนี้สิน และต้นทุนทางการเงิน
ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการเงินพันธมิตรก็สามารถเร่งจัดการหนี้เสียออกจากงบดุล พร้อมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการฟื้นฟูลูกหนี้ผ่านบริษัทร่วมทุน
อย่างไรก็ตาม JV ไม่ได้สร้างกำไรทันทีหลังจัดตั้ง เพราะยังต้องผ่านกระบวนการประเมินและโอนพอร์ต วางระบบบริหาร กำหนดส่วนแบ่งรายได้ ตลอดจนจัดการผลประโยชน์ระหว่างผู้ถือหุ้น
ดังนั้น JV แห่งแรกในไตรมาส 4 อาจมีผลต่อ “ความเชื่อมั่นและรายได้ในอนาคต” มากกว่าจะเข้ามาสร้างกำไรก้อนใหญ่ให้ BAM ภายในปี 2569 ทันที
หนี้เสีย…มี 2 มุม :
ทิศทางคุณภาพสินเชื่อของประเทศ เปิดโอกาสให้ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ขยายตัว โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า…สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะลูกหนี้ SMEs ขณะที่คุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า…สัดส่วนหนี้ Stage 3 หรือ NPL ของสินเชื่อธุรกิจ SMEs อยู่ที่ประมาณ 10.8% ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยของลูกหนี้บางกลุ่มมีแนวโน้มด้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น “2 มุม” สำหรับ BAM???
ด้านหนึ่ง ปริมาณหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นหมายถึงโอกาสในการเลือกซื้อหนี้หรือร่วมตั้ง JV กับสถาบันการเงินมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากรายได้และความสามารถชำระหนี้ของประชาชนยังอ่อนแอ BAM ก็อาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการปรับโครงสร้างและเรียกเก็บเงิน
ขณะเดียวกัน หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังซบเซา การจำหน่าย NPA ก็อาจทำได้ช้าลง หรือต้องใช้โปรโมชั่นและส่วนลดเพื่อเร่งการขาย ซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไร
หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น จึงอาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับ AMC โดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งสำคัญกว่า “จำนวนหนี้ที่ซื้อได้” คือ “ความสามารถเปลี่ยนหนี้ให้เป็นเงินสด”
จาก AMC สู่โรงพยาบาลหนี้ :
ยุทธศาสตร์ล่าสุดของ BAM ยังสะท้อนความพยายามยกระดับบทบาทจากผู้รับซื้อหนี้ ไปสู่การเป็น “Resolution Platform” หรือแพลตฟอร์มแก้ไขหนี้เชิงระบบ
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่…การเข้าแทรกแซงปัญหาหนี้ในระยะแรก การปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถของลูกหนี้ ไปจนถึง การฟื้นฟูลูกหนี้และนำทรัพย์สินกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจ
หากพัฒนาได้ตามเป้าหมาย BAM จะไม่ได้แข่งขันกับ AMC รายอื่นเพียงว่าใครซื้อหนี้ได้ในราคาต่ำกว่า แต่จะแข่งขันกันด้วยฐานข้อมูล เทคโนโลยี ความสามารถในการออกแบบแผนแก้หนี้ และเครือข่ายพันธมิตร
BAM อาจมีรายได้จาก…ค่าบริหารจัดการ ส่วนแบ่งผลเรียกเก็บ และผลตอบแทนจากการร่วมลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ในงบดุลของตนเอง
นี่คือ…จุดเปลี่ยน!จาก “ผู้รับซื้อหนี้เสีย” ไปสู่ “ผู้ให้บริการระบบแก้หนี้” ซึ่งอาจสร้างฐานรายได้ใหม่และเพิ่มบทบาทของ BAM ในระบบการเงินไทย
ความเชื่อมั่นต้องพิสูจน์ :
การเข้าร่วม Krungsri Securities Financial Day ช่วยให้ BAM สื่อสารยุทธศาสตร์กับนักลงทุนสถาบัน ลดช่องว่างด้านข้อมูล และเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายพันธมิตรในตลาดทุน
แต่ความเชื่อมั่นระยะยาวจะไม่เกิดขึ้นจากเวทีนักลงทุนสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว ตลาดยังต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ทั้งการจัดตั้ง JV แห่งแรก มูลค่าพอร์ตที่รับโอน สัดส่วนการถือหุ้น ผลเรียกเก็บเงินสด ต้นทุนทางการเงิน และกรอบเวลาที่ JV จะเริ่มสร้างกำไร
โดยเฉพาะเมื่อ BAM ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญว่า…พันธมิตรทั้ง 3 รายคือใคร? แต่ละ JV จะรับบริหารหนี้ประเภทใด? และบริษัทต้องใช้เงินลงทุนเท่าใด?
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ว่า…JV คือเครื่องยนต์สร้างการเติบโตที่เกิดขึ้นจริง หรือยังเป็นเพียงยุทธศาสตร์ที่อยู่ระหว่างรอการปฏิบัติ
วัดกันที่เงินสด :
การปรากฏตัวของ BAM บนเวที Krungsri Securities Financial Day จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการขอให้ตลาดทุนมองข้ามผลประกอบการระยะสั้น และประเมินบริษัทจากศักยภาพของโมเดลธุรกิจใหม่
BAM มีจุดแข็งจากขนาดพอร์ต ประสบการณ์บริหาร NPL–NPA เครือข่ายทั่วประเทศ และความสัมพันธ์กับสถาบันการเงิน แต่ความท้าทายคือจะเปลี่ยนจุดแข็งเหล่านั้นให้กลายเป็นกระแสเงินสดและกำไรที่สม่ำเสมอได้อย่างไร
3 JV จึงเป็นได้ทั้งโอกาสและบททดสอบ! หากเดินหน้าได้ตามแผน BAM อาจเปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อหนี้รายใหญ่ ไปสู่หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการแก้หนี้ของประเทศ
ท้ายที่สุด! ตลาดทุนจะไม่ได้ตัดสินความสำเร็จจากจำนวนเวทีที่ BAM พบปะนักลงทุน แต่จะวัดจากสามเรื่องสำคัญ คือ ผลเรียกเก็บ กระแสเงินสด และกำไรที่เกิดซ้ำได้
3 ตัวเลขนี้ จะเป็นคำตอบว่า…BAM กำลังสร้างการเติบโตที่มั่นคง หรือยังคงต้องรอจังหวะจากดีลใหญ่เหมือนที่ผ่านมา!!??.

