(วิทัย ชี้! ‘นักการเมือง – ข้าราชการ – ทุนใหญ่’ พันซับซ้อน? จับตา! รัฐ ‘ปิดท่อ – นอมินี’ จะสาวถึงตัวการหรือไม่?)
“วิทัย รัตนากร” เปิดภาพทุนเทาไทยเชื่อมโยงเป็นใยแมงมุม ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่ “ศุภจี–พลพีร์” ตั้งทีมถาวรเชื่อมข้อมูลบริษัท–บุคคล–ที่ดิน ไล่ตรวจผู้ถือหุ้นย้อนหลัง แต่บทพิสูจน์สำคัญอยู่ที่รัฐจะสาวถึงเจ้าของเงิน ผู้คุ้มครอง และผู้มีอำนาจเบื้องหลัง หรือหยุดเพียงผู้ถือหุ้นแทน
คำเตือนจากผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ :
ถ้อยคำตรงไปตรงมาของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังกลายเป็นประโยคที่…สังคมไทยต้องหันกลับมาทบทวน เมื่อผู้กุมกลไกสำคัญของระบบการเงินไทยกล่าวถึง ปัญหา “ทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และคอร์รัปชัน” พร้อมระบุว่า…นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจขนาดใหญ่เชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนราวกับ “ใยแมงมุม”
นายวิทัย กล่าวถ้อยคำดังกล่าวระหว่างบรรยายพิเศษหัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา “Beyond ESG: Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” จัดโดย นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ห้องฉัตราบอลรูม 1–2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
สาระสำคัญไม่ได้อยู่เพียงน้ำเสียงวิพากษ์คอร์รัปชัน หากอยู่ที่การมองปัญหาเงินเทาเป็น “โครงสร้าง” ซึ่งมีทั้งผู้สร้างรายได้ผิดกฎหมาย ผู้ช่วยอำพราง ผู้ใช้อำนาจคุ้มครอง และระบบการเงินที่ถูกใช้เป็นทางผ่าน
เมื่อเงินจากการทุจริต พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือธุรกิจผิดกฎหมายต้องผ่านธนาคารก่อนถูกเปลี่ยนเป็นเงินสด ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ระบบการเงินจึงเป็น “คอขวด” ที่รัฐสามารถใช้ตัดเส้นเลือดของเครือข่ายได้
บีบท่อเงินเทา :
นายวิทัย เปิดเผยว่า…หลังเพิ่มการตรวจสอบการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าธุรกรรมกลุ่มดังกล่าวลดจากประมาณ 100,000 ล้านบาทในเดือนมกราคม 2569 เหลือประมาณ 47,000 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน หรือลดลงราว 52%
ส่วนมาตรการให้ร้านทองรายงานชื่อผู้ซื้อขายหรือเบิกทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมลดลงประมาณ 70% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกัน
ตัวเลขที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าธุรกรรมทั้งหมดเป็นเงินผิดกฎหมาย แต่สะท้อนว่า… เมื่อรัฐกำหนดให้เปิดเผยตัวตนและที่มาของเงิน ความต้องการทำธุรกรรมเงินสดหรือทองคำก้อนใหญ่ก็หายไปอย่างผิดสังเกต
อย่างไรก็ตาม การบีบช่องทางหนึ่งย่อมทำให้เงินเคลื่อนไปยังช่องทางใหม่ นายวิทัย ระบุว่า…หลังเงินสดและทองคำถูกตรวจเข้ม พบความเคลื่อนไหวผ่านธุรกรรมเงินตราต่างประเทศและสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ซึ่งมีปริมาณธุรกรรมผิดปกติระดับหลายแสนล้านบาท และอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายบางประเภท
ภารกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่อาจหยุดเพียงการกำกับธนาคารพาณิชย์ แต่ต้องประสานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง ขยายการตรวจสอบไปยังผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน หรือนอนแบงก์ เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นประตูหลังของเครือข่ายทุนเทา
ปิดหน้ากากนอมินี :
หนึ่งวันหลังคำเตือนของ ผู้ว่าการ ธปท. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำผู้บริหาร 2 กระทรวงประชุมยกระดับการปราบปรามนอมินี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมกิตติยากร กระทรวงพาณิชย์
ที่ประชุมตกลง จัดตั้งทีมทำงานร่วมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครอง และกรมที่ดิน ให้สามารถตรวจสอบไขว้ระหว่าง “บริษัท–บุคคล–ที่ดิน” และอัปเดตข้อมูลทุกเดือน
จุดเปลี่ยนสำคัญ! คือ…การตรวจประวัติการถือหุ้นย้อนหลัง ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะโครงสร้างบริษัทที่ปรากฏในปัจจุบัน เพราะหลังรัฐบาลเดินหน้าปราบปรามนอมินี พบว่าบริษัทบางแห่งเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทยหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพื่อทำให้เอกสารดูสอดคล้องกับกฎหมายและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
การมีชื่อคนไทยถือหุ้น 51% จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าบริษัทนั้นเป็นของคนไทย หากเงินลงทุน อำนาจตัดสินใจ การกำหนดราคา และผลประโยชน์สุดท้ายยังอยู่ภายใต้การควบคุมของคนต่างชาติ
กรณีเครือข่ายล้งมะพร้าวในจังหวัดราชบุรีเป็นตัวอย่างสำคัญ เจ้าหน้าที่พบว่า….ผู้ถือหุ้นชาวไทยบางรายเป็นเพียงพนักงานหรือผู้รับจ้างลงชื่อ ไม่มีอำนาจบริหารและไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไร ขณะที่นายทุนต่างชาติควบคุมการรับซื้อ การกำหนดราคา และการขนส่งตลอดห่วงโซ่
สาวถึงผู้ช่วยอำพราง :
นายพลพีร์ ยืนยันว่า…การตรวจสอบจะไม่หยุดเพียงบุคคลหรือบริษัทที่ปรากฏชื่อในปัจจุบัน แต่จะขยายผลไปถึงสำนักงานบัญชี บริษัทกฎหมาย และผู้ที่ช่วยจัดตั้งหรือจดทะเบียนบริษัท หากพบว่ารู้เห็นหรือมีส่วนร่วมก็ต้องถูกดำเนินคดี
ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 คนไทยที่ช่วยเหลือหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนคำสั่งศาลยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 10,000–50,000 บาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเคยกำหนดเป้าตรวจบริษัทที่อาจเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ผ่านนอมินีประมาณ 21,459 แห่ง พร้อมตรวจบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงอีก 4,554 แห่ง
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 การจดทะเบียนหรือแก้ไขบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ต้องมีคำชี้แจงการลงทุนและรายการเดินบัญชีย้อนหลังสามเดือนของผู้ลงทุนชาวไทย เพื่อพิสูจน์ว่ามีฐานะและนำเงินของตนเองมาลงทุนจริง
มาตรการเหล่านี้ช่วยเพิ่มต้นทุนของการสร้างผู้ถือหุ้นแทน แต่ยังไม่เพียงพอหากรัฐตรวจเพียงเอกสาร โดยไม่ติดตามแหล่งที่มาของเงิน ผู้ควบคุมกิจการ และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง
3 ฐานข้อมูลยังไม่พอ :
การเชื่อมข้อมูลบริษัท บุคคล และที่ดินถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกทาง แต่เครือข่ายทุนเทาไม่ได้จบอยู่ในความรับผิดชอบของสามกรม
หากต้องการเห็นภาพ “ใยแมงมุม” ทั้งระบบ จำเป็นต้องเชื่อมข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้เห็นพร้อมกันว่า ใครตั้งบริษัท ใครออกเงิน ใครถือครองทรัพย์สิน ใครมีอำนาจสั่งการ และเงินกำไรไหลไปถึงผู้ใด
การอัปเดตข้อมูลเดือนละครั้งอาจเหมาะกับการตรวจสอบภาพรวม แต่ต้องตั้งคำถามว่าจะรวดเร็วเพียงใด เมื่อผู้ต้องสงสัยสามารถเปลี่ยนผู้ถือหุ้น โอนทรัพย์สิน หรือเคลื่อนย้ายเงินได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
รัฐบาลจึงควรกำหนดตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งจำนวนบริษัทที่ตรวจเชิงลึก จำนวนคดีที่ส่งพนักงานสอบสวนและอัยการ จำนวนทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัด ตลอดจนจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งถูกดำเนินคดี
ตัวเลขบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่ลดลงไม่ควรถูกใช้ประกาศความสำเร็จเพียงด้านเดียว เพราะอาจหมายถึงการกระทำผิดลดลงจริง หรืออาจหมายถึงเครือข่ายปรับวิธีอำพรางจนระบบคัดกรองแบบเดิมตรวจไม่พบก็ได้
บทพิสูจน์อยู่ที่ “คนมีสี” :
ประโยคที่มีน้ำหนักทางการเมืองที่สุดของนายวิทัย คือการระบุว่า…เครือข่ายเงินเทาเชื่อมโยงนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคนต่างชาติหรือผู้ถือหุ้นแทนเพียงลำพัง!!??
ขณะเดียวกัน นายพลพีร์ ประกาศว่า…หากพบเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้คนต่างชาติกระทำผิด จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น
คำประกาศนี้ จึงต้องพิสูจน์ด้วยคดีจริง เพราะเครือข่ายนอมินีขนาดใหญ่ซึ่งถือครองธุรกิจและที่ดินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยความสามารถในการหลบเลี่ยงเอกสารเท่านั้น หรือมีเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจบางกลุ่มช่วยเปิดทาง ปิดตา หรือคุ้มครองอยู่เบื้องหลัง
หากการดำเนินคดีจบลงที่คนไทยผู้รับจ้างถือหุ้น พนักงานบัญชี หรือกรรมการตามเอกสาร แต่ไม่ถึงเจ้าของเงิน ผู้ควบคุมกิจการ และผู้คุ้มครองทางการเมือง การปราบปรามครั้งนี้ก็อาจจับได้เพียง “แมลงที่ติดอยู่ชายใย” ขณะที่ เจ้าของใยยังปลอดภัย
รื้อใยหรือแค่เขย่าใย :
ถ้อยคำของนายวิทัยกำลังทำให้โจทย์ทุนเทาเปลี่ยนจากปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เป็นบททดสอบความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาล
ด้านหนึ่ง ธปท.กำลังบีบเส้นทางเงิน อีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยกำลังตรวจโครงสร้างบริษัท บุคคล และที่ดิน หากเชื่อมสองแนวรบเข้ากับกลไกภาษี ฟอกเงิน สอบสวน และปราบปรามการทุจริตได้จริง
ประเทศไทยอาจมองเห็นตัวตนของเครือข่ายที่เคยซ่อนอยู่หลังผู้ถือหุ้นแทนเป็นครั้งแรก!!??
แต่ ความสำเร็จ จะวัดจาก…จำนวนการประชุม จำนวนฐานข้อมูล หรือจำนวนผู้ถือหุ้นที่ถูกเรียกสอบไม่ได้
คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ว่า…รัฐจะกล้าสาวเส้นทางย้อนหลังไปจนถึง “คนมีสี–คนมีอำนาจ–คนมีเงิน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของใยแมงมุมหรือไม่?
เพราะการปิดบริษัทนอมินีอาจทำได้ด้วยคำสั่งทางปกครอง แต่การรื้อทุนเทาต้องกล้ารื้อเครือข่ายอำนาจที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นถือกำเนิด เติบโต และอยู่เหนือการตรวจสอบมาอย่างยาวนาน!!!.

