• เสาร์ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 12:31 น.

เปิดขุมทรัพย์ Medical Tourism

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เมื่อผู้ป่วยต่างชาติหนึ่งราย แต่สามารถสร้างรายได้มากกว่าค่ารักษา)

 งบไตรมาส 2/2569 ชี้! ผู้ป่วยต่างชาติยังเป็นกำลังซื้อสำคัญของโรงพยาบาลไทย เบื้องหลังค่ารักษายังมีรายได้จากครอบครัว ที่พัก อาหาร การเดินทาง ค้าปลีก และท่องเที่ยว โจทย์ใหม่ของไทยจึงไม่ใช่เพิ่มจำนวนผู้ป่วยเท่านั้น แต่ต้องเก็บมูลค่าทั้งห่วงโซ่ไว้ในประเทศ


คนไข้หนึ่งคน รายได้หลายธุรกิจ :

เมื่อผู้ป่วยต่างชาติหนึ่งคนเดินผ่านประตูโรงพยาบาลไทย รายได้ที่ประเทศไทยได้รับไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเคาน์เตอร์ชำระค่ารักษา เพราะเบื้องหลังผู้ป่วยอาจมีคู่สมรส บุตร ญาติ ผู้ดูแล ล่าม หรือผู้ประสานงานจากบริษัทประกันเดินทางมาด้วย

บุคคลเหล่านี้ ต้องใช้บริการสายการบิน สนามบิน รถรับส่ง โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ร้านอาหาร ร้านขายยา ศูนย์การค้า และบริการสื่อสาร บางส่วนเดินทางท่องเที่ยวระหว่างรอผู้ป่วยรักษาตัว ขณะที่ บางครอบครัวต้องพำนักต่อเพื่อดูแลผู้ป่วยในช่วงพักฟื้น

Medical Tourism จึงมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ารายได้ของโรงพยาบาล แต่ความจริงอีกด้านคือ รายได้ที่กระจายไปตามห่วงโซ่นี้ยังไม่มีระบบข้อมูลกลางรวบรวมไว้อย่างครบถ้วน

ประเทศไทยรู้ว่า…โรงพยาบาลมีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเท่าใด? แต่ยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่า…ผู้ป่วยหนึ่งคนเดินทางมาพร้อมผู้ติดตามเฉลี่ยกี่คน? พักในไทยกี่คืน? ใช้จ่ายนอกโรงพยาบาลเท่าใด? และธุรกิจท้องถิ่นได้รับประโยชน์จริงเพียงใด?

2 ยักษ์วงการโรงพยาบาลสะท้อนตลาด :

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของ“2 ค่ายยักษ์ใหญ่” ทั้ง…บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ล้วนเป็น “เครื่องชี้วัดสำคัญ” ของตลาดผู้ป่วยต่างชาติ แม้ทั้ง 2 เครือจะมีโครงสร้างธุรกิจแตกต่างกัน

BH มีรายได้รวมไตรมาส 2/2569 ประมาณ 6,278 ล้านบาท เพิ่มจาก 6,104 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิประมาณ 1,910 ล้านบาท เพิ่มจาก 1,880 ล้านบาท

ครึ่งแรกของปี 2569 BH มีรายได้รวมประมาณ 12,532 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 3,710 ล้านบาท โดย รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติมีสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของรายได้โรงพยาบาล ขณะที่ ตลาดตะวันออกกลางเพียงตลาดเดียวมีสัดส่วนประมาณ 22–25% ของรายได้ทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ BH มีลักษณะเป็นโรงพยาบาลไทยที่เชื่อมโยงกับการเดินทางระหว่างประเทศอย่างชัดเจน รายได้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง เที่ยวบิน ราคาน้ำมัน การอนุมัติส่งผู้ป่วยของรัฐบาลต่างประเทศ และระบบชำระเงินของบริษัทประกัน

ส่วน BDMS ซึ่งมี โรงพยาบาลประมาณ 60 แห่งภายใต้ 6 กลุ่มโรงพยาบาล มีรายได้ดำเนินงานรวมไตรมาส 2/2569 ประมาณ 27,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% แต่กำไรสุทธิลดลง 7% เหลือประมาณ 3,248 ล้านบาท

รายได้จากผู้ป่วยไทยของ BDMS เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่รายได้ผู้ป่วยต่างชาติลดลง 2% ทำให้สัดส่วนรายได้ผู้ป่วยไทยต่อผู้ป่วยต่างชาติเปลี่ยนจาก 72 ต่อ 28 เป็น 73 ต่อ 27

สาเหตุสำคัญมาจาก รายได้ผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลงถึง 67% และ รายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางลดลง 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากความขัดแย้งในภูมิภาคและอุปสรรคด้านการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม หากไม่นับกัมพูชาและตะวันออกกลาง รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติของ BDMS กลับเติบโตถึง 10% โดยรายได้จากผู้ป่วยเมียนมาเพิ่มขึ้น 42% สหรัฐอเมริกาเพิ่ม 23% และออสเตรเลียเพิ่ม 17%

ภาพที่เกิดขึ้น! จึงไม่ใช่ตลาด Medical Tourism ของไทยหมดแรง แต่เป็นการฟื้นตัวที่แตกต่างกันตามประเทศต้นทาง ความสามารถในการเดินทาง และประเภทการรักษา

ตลาดโรงพยาบาลไม่ได้มีเพียง 2 รายใหญ่ :

กระนั้น ผลการดำเนินงานของ BDMS และ BH รวมกันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 60% ของตลาดโรงพยาบาลเอกชนโดยประมาณ แต่ยังมีโรงพยาบาลอีกหลายกลุ่มที่กำลังขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ

Bangkok Chain Hospital หรือ BCH มีฐานผู้ป่วยประกันสังคม ผู้ป่วยระดับกลาง และผู้ป่วยต่างชาติผ่านโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และเวิลด์เมดิคอล

กลุ่มรามคำแหง–ธนบุรี–วิภาวดี มีเครือข่ายโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และภูมิภาค รองรับทั้งผู้ป่วยโรคซับซ้อน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยต่างชาติ ขณะที่โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือ PR9 กำลังขยายตลาดเมียนมา จีน ตะวันออกกลาง บังกลาเทศ และกัมพูชา

PR9 รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ประมาณ 184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% โดยรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติขึ้นสู่ระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในประวัติของโรงพยาบาล แม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลในภาคใต้ ภาคเหนือ และพื้นที่ EEC ยังสามารถดึงผู้ป่วยต่างชาติจากนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่พำนักในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ทุกด้าน

ส่วน โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังมีความได้เปรียบด้านแพทย์เฉพาะทาง งานวิจัย และการรักษาโรคซับซ้อน แม้ไม่ได้ดำเนินธุรกิจเพื่อหากำไรเป็นหลัก และยังต้องให้ความสำคัญกับภารกิจบริการประชาชนไทย

คนไข้คือหน่วยเศรษฐกิจ :

ข้อจำกัดของการวิเคราะห์ Medical Tourism ในปัจจุบัน นั่นก็คือ…การมองผู้ป่วยต่างชาติเป็นเพียงลูกค้าของโรงพยาบาล ทั้งที่ในทางเศรษฐกิจ ผู้ป่วยหนึ่งคนอาจเป็นศูนย์กลางของคณะเดินทางทั้งครอบครัว

ผู้ป่วยจากตะวันออกกลางที่เข้ารับการรักษาโรคหัวใจ มะเร็ง ระบบประสาท หรือกระดูก อาจเดินทางพร้อมคู่สมรส บุตร และผู้ดูแล ระยะเวลาพำนักอาจยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะต้องรอผลตรวจ เตรียมผ่าตัด พักฟื้น และติดตามอาการ

ระหว่างนั้น ครอบครัวต้องเช่าห้องพัก รับประทานอาหาร ใช้รถรับส่ง ซื้อสินค้า ติดต่อสื่อสาร และใช้บริการประจำวันที่จำเป็น แม้สมาชิกครอบครัวอาจไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวทุกวัน แต่การพักระยะยาวทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่องแก่ธุรกิจรอบโรงพยาบาล

ผู้ป่วยจากเมียนมาและบังกลาเทศมีความต้องการรักษาโรคที่ระบบในประเทศต้นทางยังรองรับได้จำกัด โดยเฉพาะโรคซับซ้อน การวินิจฉัยเฉพาะทาง และการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องการล่าม ผู้ประสานงาน ที่พักใกล้โรงพยาบาล และระบบติดตามผลหลังเดินทางกลับประเทศ

ส่วน ผู้ป่วยจากจีนมีโอกาสสร้างรายได้ในบริการตรวจสุขภาพ การรักษาภาวะมีบุตรยาก เวชศาสตร์ความงาม ทันตกรรม และ Wellness ซึ่งสามารถเชื่อมกับ การช้อปปิ้ง ร้านอาหาร โรงแรม และการท่องเที่ยวได้มากกว่าในกรณีผู้ป่วยหนัก

ตลาดญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มีทั้งชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไทย ผู้ใช้ประกันสุขภาพระหว่างประเทศ และผู้เดินทางเข้ามารับบริการเฉพาะทาง กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย การสื่อสารภาษาอังกฤษ และความต่อเนื่องของข้อมูลการรักษา

ดังนั้น การนับผู้ป่วยต่างชาติด้วยตัวเลขรวมเพียงก้อนเดียว ไม่สามารถอธิบายมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละตลาดได้

รายได้ที่มองไม่เห็น :

สมมติว่า….ผู้ป่วยต่างชาติเดินทางมาพร้อมผู้ติดตาม 2 คน และพำนักในไทยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แม้ยังไม่รวมค่ารักษา คณะเดินทางนี้ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร การเดินทางภายในประเทศ โทรศัพท์ และสินค้าอุปโภคบริโภค

หากผู้ป่วยต้องพักฟื้นต่อ หรือกลับมาตรวจติดตามผลอีกหลายครั้ง มูลค่าทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนวันพักและความถี่ในการเดินทาง

แต่รายได้เหล่านี้ กระจายอยู่ในหลายระบบบัญชี โรงพยาบาลบันทึกค่ารักษา โรงแรมบันทึกค่าห้องพัก ร้านอาหารบันทึกค่าอาหาร สายการบินบันทึกค่าโดยสาร ขณะที่ ยอดซื้อสินค้าปะปนอยู่กับรายจ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วไป

รัฐจึงอาจเห็นรายได้ของแต่ละอุตสาหกรรม แต่ไม่สามารถเชื่อมกลับมา ว่า…รายได้ส่วนใดเกิดจากการเดินทางเพื่อรักษาพยาบาล และผู้ป่วยหนึ่งคณะสร้างมูลค่ารวมให้ประเทศไทยเท่าใด?

ตัวเลขที่ถูกอ้างถึงเกี่ยวกับ Medical Tourism ยังมีความแตกต่างกันมาก บางแหล่งนับจำนวนผู้ป่วย บางแหล่งนับจำนวนครั้งรับบริการ ขณะที่บางรายงานรวมธุรกิจ Wellness สปา ความงาม ที่พัก และการท่องเที่ยวไว้ในมูลค่าตลาดเดียวกัน

หากไม่ตรวจสอบนิยามให้ชัดเจน ประเทศไทยอาจประเมินตลาดสูงเกินจริงจากการนับผู้ป่วยคนเดียวซ้ำหลายครั้ง หรืออาจประเมินต่ำเกินไปเพราะนับเฉพาะรายได้ของโรงพยาบาล

โอกาสมาพร้อมความเสี่ยง :

ตลาดผู้ป่วยต่างชาติ เป็นธุรกิจมูลค่าสูง! แต่ไม่ได้เติบโตเป็นเส้นตรง เหตุการณ์ในปี 2569 แสดงให้เห็นว่า…ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถทำให้ผู้ป่วยเลื่อนการรักษา เที่ยวบินเปลี่ยนเส้นทาง ค่าโดยสารสูงขึ้น และครอบครัวลังเลที่จะเดินทาง

ประเทศคู่แข่งของไทย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ตุรกี เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างเร่งพัฒนาบริการรักษา ที่พัก การเดินทาง และการดูแลผู้ป่วยต่างชาติให้เป็นระบบเดียวกัน

การแข่งขันจึงไม่เกิดขึ้นเฉพาะระหว่าง…โรงพยาบาล แต่เป็นการแข่งขันระหว่าง…ระบบนิเวศของแต่ละประเทศ ตั้งแต่ วีซ่า เที่ยวบิน การรับที่สนามบิน โรงพยาบาล โรงแรม อาหารเฉพาะศาสนา ล่าม การพักฟื้น ไปจนถึงการติดตามผลผ่าน Telemedicine

ประเทศไทยมี “ข้อได้เปรียบ” ด้านแพทย์เฉพาะทาง คุณภาพการรักษา การบริการ โรงแรม อาหาร ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยว

แต่ข้อได้เปรียบเหล่านี้ยังทำงานแยกส่วน!!??

โรงพยาบาลขายการรักษา โรงแรมขายห้องพัก สายการบินขายที่นั่ง และหน่วยงานท่องเที่ยวขายจุดหมายปลายทาง โดยยังไม่มีระบบกลางที่ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นลูกค้าคณะเดียวกันตลอดเส้นทาง

จากปริมาณสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม :

ทิศทางที่เหมาะสม จึงไม่ใช่การแข่งขันด้วยจำนวนผู้ป่วยหรือราคาค่ารักษาต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนจาก Volume to Value หรือจากการเพิ่มปริมาณไปสู่การเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง

ประเทศไทยควรเน้นบริการที่มีความเชี่ยวชาญและสร้างมูลค่าสูง เช่น มะเร็ง หัวใจ ระบบประสาท กระดูก เวชศาสตร์ฟื้นฟู การรักษาภาวะมีบุตรยาก การแพทย์แม่นยำ และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

พร้อมกันนั้น ยังจะต้องพัฒนาที่พักเพื่อการพักฟื้น รถรับส่งที่รองรับผู้ป่วย อาหารเฉพาะโรคและอาหารฮาลาล ล่ามทางการแพทย์ ผู้ประสานงานที่มีมาตรฐาน และระบบติดตามผลหลังผู้ป่วยกลับประเทศ

หากเชื่อมบริการเหล่านี้เข้าด้วยกัน ผู้ป่วยหนึ่งคนจะไม่ใช่เพียงรายได้ของโรงพยาบาล แต่จะกลายเป็นรายได้ของธุรกิจหลายระดับ ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึงร้านอาหาร รถรับจ้าง ร้านขายยา และแรงงานบริการในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ จะต้องไม่แลกด้วยการ “ลดโอกาส” การเข้าถึงบริการของคนไทย!!!

นั่นเพราะ…ความต้องการจาก “ตลาดกำลังซื้อ” สูงอาจดึงแพทย์ พยาบาล และบุคลากรเฉพาะทางออกจากโรงพยาบาลรัฐ ทำให้ค่ารักษาสูงขึ้นและเพิ่มความเหลื่อมล้ำ

รายได้จาก Medical Tourism จึงควรถูกเชื่อมกับการเพิ่มกำลังผลิตบุคลากร สนับสนุนงานวิจัย และพัฒนาระบบส่งต่อระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อให้รายได้จากต่างชาติช่วย “เพิ่มขีดความสามารถ” ของระบบสุขภาพไทย ไม่ใช่ขยายช่องว่างระหว่างคนที่จ่ายไหวกับคนที่ต้องรอคิว

รัฐไทยต้องรู้มูลค่าที่แท้จริง :

โจทย์สำคัญของประเทศไทย ไม่ใช่เพียง…จะรับผู้ป่วยต่างชาติได้อีกกี่คน? แต่ต้องตอบให้ได้ว่า…ผู้ป่วยหนึ่งคณะนำเงินเข้าประเทศเท่าใด? พักกี่คืน? รายได้กระจายไปที่ใด? และประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรทางการแพทย์เพื่อรองรับมากเพียงใด?

หากไม่มีข้อมูลดังกล่าว นโยบาย Medical Tourism จะยังถูกวัดด้วยจำนวนผู้ป่วย รายได้โรงพยาบาล หรือมูลค่าตลาดจากการประมาณการที่ใช้คำนิยามแตกต่างกัน

ประเทศไทยอาจมีโรงพยาบาลระดับโลก มีโรงแรมและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แข็งแรง แต่ยังไม่รู้ว่า…การเดินทางเพื่อรักษาพยาบาลหนึ่งครั้งสร้างมูลค่ารวมให้ประเทศเท่าใด?

นี่คือ…เหตุผลที่ไทยควรมี “บัญชีรายได้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” หรือ Medical Tourism Satellite Account เพื่อเชื่อมค่ารักษา ผู้ติดตาม ที่พัก อาหาร การเดินทาง ค้าปลีก การพักฟื้น และการกลับมาติดตามผลให้เป็นภาพเศรษฐกิจเดียวกัน

เมื่อ วัดมูลค่าได้ ประเทศจึงจะ ออกแบบนโยบายได้ถูกต้อง ว่าควรส่งเสริมตลาดใด? ลงทุนในพื้นที่ใด? และทำอย่างไรให้รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติกระจายไปสู่ผู้ประกอบการและประชาชนไทยอย่างแท้จริง?

โปรดติดตามตอนที่ 2 “บัญชีรายได้ที่ไทยยังไม่มี” เจาะข้อเสนอ Medical Tourism Satellite Account ว่าต้องเก็บข้อมูลอะไร ใครควรเป็นเจ้าภาพ และจะป้องกันการนับรายได้ซ้ำได้อย่างไร?.