• เสาร์ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:42 น.

บำนาญผู้แทน! ใครควรจ่าย?

BREAKING NEWS POLITICAL

(ทัวร์ลง ‘วันนอร์’ หลังชง ‘ขอเติมเงิน’ กองทุนอดีต ส.ส. – ส.ว.! ถามใจ? เป็นธรรมต่อเจ้าของภาษีหรือ?)

ข้อเสนอเติมเงินกองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภาจุดศึกสองแนวคิด ฝ่ายหนึ่งชูศักดิ์ศรีและหลักประกันของผู้แทนประชาชน อีกฝ่ายถามเหตุใดประชาชนต้องเลี้ยงดูนักการเมืองตลอดชีวิต ท่ามกลางตัวเลขงบประมาณที่ยังไม่ตรงกัน และความเชื่อมั่นทางการเมืองที่ยังไม่ฟื้น

600 ล้าน จุดไฟการเมือง :

กลายเป็น “ประเด็นร้อน” ขึ้นมาทันที! เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ “วันนอร์” อดีตประธานรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาจัดสรรเงินเพิ่มเติมประมาณ 600 ล้านบาทให้แก่ “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” หรือที่สังคมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “กองทุนบำนาญ ส.ส.–ส.ว.”

เหตุผลของ “วันนอร์” ฟังแล้วสะเทือนใจไม่น้อย? เขายกตัวอย่าง…อดีต ส.ส.ที่ไม่มีเงินประมาณ 5,000 บาทจ่ายค่ารักษาพยาบาล บางรายมีหนี้สินจนไม่สามารถรับเงินโอนผ่านบัญชีได้ และบางคนถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกหลาน แต่ไม่ต้องการพึ่งพาเพราะยังยึดถือศักดิ์ศรีของผู้เคยเป็นผู้แทนประชาชน

“วันนอร์” ระบุว่า…มีอดีตสมาชิกรัฐสภาขอรับเงินจากกองทุนประมาณ 1,800 คน ขณะที่ผู้ไม่ขอรับมี 458 คน แต่ละปีต้องใช้งบประมาณประมาณ 600–700 ล้านบาท เงินที่ได้รับก่อนหน้านี้ราว 200 ล้านบาทไม่เพียงพอ และหลังเดือนมิถุนายน 2569 กองทุนก็ไม่มีเงินจ่าย ต้องรอการตกเบิกจากงบประมาณปี 2570

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข “600 ล้านบาท” ที่ “วันนอร์” หยิบขึ้นอภิปราย ต้องแยกออกจากคำขอแปรญัตติอย่างเป็นทางการ เพราะ เอกสารประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ระบุว่า…สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอขอแปรญัตติให้กองทุนจำนวน 432.5247 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณไม่เสนอความเห็นให้จัดสรรวงเงินเพิ่มเติม

จึงยังไม่อาจกล่าวได้ว่า…กมธ.งบประมาณอนุมัติเงิน 600 ล้านบาทแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ “ข้อเสนอทางการเมือง” ที่รอการพิจารณา และกำลังเผชิญแรงต้านจากสังคมอย่างหนัก

ศักดิ์ศรี หรือเอกสิทธิ์? :

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า…คนเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ไม่ได้ร่ำรวยทุกคน บางคนเป็นประชาชนธรรมดาที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ เมื่อพ้นตำแหน่งแล้วอาจมีอายุมาก ไม่มีอาชีพรองรับ และยังถูกประชาชนในพื้นที่เข้ามาขอความช่วยเหลือเสมือนยังดำรงตำแหน่งอยู่

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยชี้ว่า…สภาพทางการเงินของผู้แทนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากสังคมคาดหวังให้นักการเมืองทำงานเพื่อประชาชน แต่ไม่ออกแบบหลักประกันที่เหมาะสม การเมืองอาจกลายเป็นพื้นที่เฉพาะของคนร่ำรวย คนตระกูลใหญ่ หรือคนที่มีแหล่งทุนคอยสนับสนุนเท่านั้น

แนวคิดนี้สอดคล้องบางส่วนกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งเห็นว่า…ประชาชนพร้อมจ่ายสวัสดิการให้ ส.ส. หากนักการเมืองทำงานคุ้มค่ากับภาษี ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้าต่อสู้เพื่อประชาชน

พร้อมสนับสนุน การสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาเข้าสู่การเมืองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินสีเทา เงินทอน หรือกลุ่มผลประโยชน์

ประเด็นนี้ จึงมีเหตุผลที่ไม่ควรถูก “ปัดตก” ด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว เพราะหาก…นักการเมืองไม่มีหลักประกันใดเลยหลังพ้นตำแหน่ง ก็อาจผลักให้ผู้ทำงานการเมืองต้องเร่งสะสมทุนระหว่างมีอำนาจ หรือยิ่งทำให้การเมืองผูกติดอยู่กับนายทุนและบ้านใหญ่

แต่คำถามสำคัญ คือ…หลักประกันดังกล่าวควรเป็น “สวัสดิการตามความจำเป็น” หรือเป็น “สิทธิถาวรตามสถานะ” โดยไม่พิจารณาว่าผู้รับมีทรัพย์สิน รายได้ หรือสวัสดิการจากแหล่งอื่นอยู่แล้วหรือไม่?

เงินสมทบน้อย รัฐจ่ายมาก :

กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้มีเพียง…เงินทุนเลี้ยงชีพรายเดือน แต่ยังครอบคลุมสิทธิด้านการรักษาพยาบาล การศึกษาบุตร การช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต โดยสมาชิกจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่ง และรัฐนำเงินงบประมาณหรือเงินภาษีประชาชนเข้าไปอุดหนุนอีกส่วนหนึ่ง

ฝ่ายคัดค้าน จึงตั้งคำถามว่า…การจ่ายเงินสมทบระหว่างดำรงตำแหน่งเพียงระยะหนึ่ง แต่สามารถรับเงินทุนเลี้ยงชีพต่อเนื่องไปตลอดชีวิตนั้นสมดุลหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อ กองทุนต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐปีละหลายร้อยล้านบาท และจำนวนผู้มีสิทธิอาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ประกาศคัดค้านอย่างเต็มที่! โดยเห็นว่า…ส.ส.และ ส.ว.ไม่ควรให้ประชาชนเลี้ยงดูตลอดชีวิต หากอดีตสมาชิกรัฐสภาคนใดมีฐานะยากลำบากจริง ก็ควรเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่ควรนำสถานะอดีตผู้แทนมาเป็นเงื่อนไขขอรับสิทธิที่สูงกว่า

แม้ นพ.วรงค์ ยอมรับว่า…เคยรับเงินจากกองทุนดังกล่าว แต่ระบุว่า…ปัจจุบันรับฟังเสียงของประชาชนและเห็นว่ากติกาที่นักการเมืองเป็นผู้กำหนด พร้อมยกมืออนุมัติเงินภาษีให้แก่กลุ่มของตนเอง เป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ยาก

พร้อมท้าให้ นายภราดร ปริศนานันทกุล ซึ่งสนับสนุนกองทุน มาอภิปรายต่อหน้าประชาชนในสภา

คนจนใช้บัตรไหน? :

คำพูดที่ร้อนแรงที่สุด! ของ นพ.วรงค์ คือ หากอดีต ส.ส.ลำบากจริงก็ควรใช้ “บัตรคนจน” เหมือนประชาชนทั่วไป คำพูดนี้อาจฟังรุนแรงและไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้เคยดำรงตำแหน่ง แต่กลับสะท้อนความรู้สึกของคนจำนวนไม่น้อยได้อย่างตรงไปตรงมา

วันนี้…ผู้สูงอายุจำนวนมาก ได้รับเบี้ยยังชีพเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาท

ผู้ใช้แรงงาน…ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมเป็นเวลาหลายปี จึงจะได้รับสิทธิ

ผู้ประกอบอาชีพอิสระ…จำนวนมากไม่มีบำนาญ

และ ประชาชนที่ตกงานหรือเจ็บป่วย…ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติหลายขั้นตอน กว่าจะเข้าถึงความช่วยเหลือของรัฐ

ดังนั้น เมื่ออดีตนักการเมืองสามารถรับเงินทุนเลี้ยงชีพเดือนละหลักหมื่น พร้อมสิทธิประโยชน์อื่น ความรู้สึกเรื่อง “สองมาตรฐานทางสวัสดิการ” ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!!

ข้อถกเถียง! จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…อดีต ส.ส.บางคนตกยากจริงหรือไม่? เพราะย่อมมีทั้ง ผู้ที่ลำบากและผู้ที่มีฐานะดี สิ่งที่สังคมกำลังถาม ก็คือ…เหตุใดความช่วยเหลือจึงผูกอยู่กับสถานะอดีตนักการเมือง แทนที่จะผูกกับระดับความเดือดร้อนที่ตรวจสอบได้เหมือนประชาชนทุกคน?

ผู้นำต้องตอบให้ชัด! :

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยแสดงความเห็นก่อนหน้านี้ว่า…การมีบำนาญสำหรับอดีต ส.ส.สามารถทำได้ เพราะผู้แทนบางคนไม่เคยเป็นรัฐมนตรี ไม่มีฐานะ และเมื่อพ้นตำแหน่งแล้วอาจไม่มีอาชีพรองรับ

แต่จำนวนเงินไม่ควรมากเท่าบำนาญข้าราชการประจำ เพราะมีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่า…

ขณะที่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เคยระบุว่า…ต้องศึกษาประเด็นนี้อย่างรอบด้าน เนื่องจากอดีตสมาชิกบางรายไม่สามารถดูแลตนเองได้ทั้งด้านรายได้และสุขภาพ หากจะปรับเปลี่ยนต้องหารือกับคณะกรรมการกองทุน

โดยจะยึดหลักเหตุผล ความจำเป็น และไม่ใช้งบประมาณเกินความจำเป็น

แต่ภายหลังข้อเสนอเติมเงินประมาณ 600 ล้านบาทของ “วันนอร์” ยังไม่ปรากฏท่าทีโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึง ประธานวุฒิสภา

ทั้งที่ทั้ง 3 ฝ่าย ต่างก็มีบทบาทโดยตรงต่อทิศทางงบประมาณและการบริหารกองทุน

ความเงียบอาจช่วยให้หลีกเลี่ยงแรงปะทะทางการเมืองได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจตอบคำถามต่อสังคม ว่า…กองทุนมีรายรับเท่าใด? มีภาระผูกพันระยะยาวเพียงใด? เหตุใดงบประมาณจึงหมดก่อนสิ้นปี? และรัฐบาลจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าการเติมเงินหลายร้อยล้านบาทมีความจำเป็นจริง?

สวัสดิการต้องผ่านแสง :

“ทางออก” ของเรื่องนี้ จึงอาจไม่จำเป็นต้องมีเพียง “ยกเลิกทั้งหมด” หรือ “จ่ายต่อทั้งหมด”

รัฐสภาสามารถออกแบบระบบที่เป็นธรรมกว่าเดิมได้ เช่น กำหนดเพดานเงินทุนเลี้ยงชีพ ตรวจสอบรายได้และทรัพย์สินของผู้ขอรับ หักลบกับบำนาญหรือสวัสดิการจากแหล่งอื่น จำกัดระยะเวลาการรับเงิน หรือแยกกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับผู้ที่เจ็บป่วยและตกทุกข์ได้ยากจริง

สิ่งสำคัญที่สุด! นั่นก็คือ…ต้องเปิดเผยฐานะทางการเงินของกองทุน จำนวนผู้รับเงินในแต่ละระดับ เงินสมทบจากสมาชิก เงินอุดหนุนจากรัฐ และประมาณการภาระในอนาคตต่อสาธารณะ

เพราะนี่ไม่ใช่เงินส่วนตัวของนักการเมือง แต่เป็นเงินที่ประชาชนมีส่วนจ่าย

ข้อเสนอของ นพ.วรงค์ ให้สำรวจความคิดเห็นประชาชน จึงมีน้ำหนักในแง่ความชอบธรรม! แต่อาจยังไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน การทำโพลโดยไม่มีตัวเลขต้นทุน รายละเอียดสิทธิ และทางเลือกในการปฏิรูป อาจกลายเป็นเพียงการตัดสินด้วยความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง

ศักดิ์ศรีต้องไม่เหนือความเท่าเทียม :

การสร้างหลักประกันให้นักการเมืองที่ทำหน้าที่อย่างสุจริต! ไม่ใช่เรื่องผิด? และอาจ “จำเป็น” ต่อการเปิดประตูให้คนธรรมดาเข้าสู่การเมือง

แต่หลักประกันนั้น ต้องออกแบบบนฐานเดียวกับสวัสดิการประชาชน คือ…ความจำเป็น ความโปร่งใส ความพอเหมาะ และความสามารถทางการคลังของประเทศ

หากอดีตผู้แทนตกยาก รัฐควรช่วยเหลือ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า…เหตุใด? จึงต้องช่วยเพราะเขา “เคยเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.” แทนที่จะช่วยเพราะเขาเป็น “ประชาชนคนหนึ่งที่กำลังเดือดร้อน”

ท้ายที่สุด! โจทย์แท้จริง อาจไม่ใช่ว่า…อดีตผู้แทนควรได้รับการดูแลหรือไม่? แต่อยู่…ที่เหตุใด? ระบบซึ่งผู้กำหนดกติกาเป็นผู้รับประโยชน์เอง จึงยังขาดการประเมินฐานะรายบุคคล ขาดเพดานภาระของรัฐ และขาดกลไกพิสูจน์ความคุ้มค่าต่อเจ้าของเงินภาษี

เพราะ…ศักดิ์ศรีของอดีตผู้แทนอาจมีความหมาย แต่ต้องไม่ถูกวางไว้เหนือศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของประชาชนทั้งประเทศ!!!.