• พฤหัสบดี 20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:21 น.

จุดเปลี่ยน! ล้อมเงินสด 5 ล้าน

BREAKING NEWS STRATEGIES

(แบงก์ชาติ ‘ปิดทาง’ ทุนเทา – เขย่าธุรกิจสินทรัพย์มูลค่าสูง! สั่งขยายด่านตรวจ! สู่ ‘ฝาก – แลก – ออกเช็ค’ เงินก้อนใหญ่ต้องมีที่มา)


ร่างเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทให้กลายเป็นธุรกรรมที่ต้องอธิบายได้ทั้งที่มาและวัตถุประสงค์ นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเอกสารหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร แต่เป็นยุทธศาสตร์ปิดวงจรทุนเทา เงินนอกระบบ และการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์มูลค่าสูง

ปิด “ประตูเข้า–ออก” เงินไร้ร่องรอย :

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในยุคของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการฯคนปัจจุบัน กำลังเดินหน้ามาตรการระยะที่ 2 เพื่อยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปหรือมีมูลค่าเทียบเท่าภายในหนึ่งวัน

ด้วยการขยายขอบเขตจากการถอนเงินสด ไปสู่การฝากเงินสด การแลกธนบัตรเงินบาท การรับเงินสดเพื่อออกเช็คหรือดราฟต์ รวมถึงการซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนธนบัตรต่างประเทศ

ตามกรอบเวลาที่เสนอในร่าง หลักเกณฑ์ทั่วไป มีกำหนด เริ่มใช้วันที่ 15 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมถึงวันที่ 3 กันยายน 2569 รายละเอียดบางส่วนจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนประกาศใช้จริง

สาระสำคัญของมาตรการอยู่ที่การกำหนดให้สถาบันการเงินต้องยืนยันตัวตน วิเคราะห์พฤติกรรม และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างธุรกรรมกับข้อมูลของลูกค้า หากเป็นเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ธนาคารต้องพิจารณาความสมเหตุสมผลและความจำเป็นของการทำรายการนั้น

ถ้าพบว่า…ธุรกรรมไม่สอดคล้องกับอาชีพ รายได้ ลักษณะธุรกิจ หรือพฤติกรรมปกติของลูกค้า ธนาคารต้องยกระดับเป็นธุรกรรมความเสี่ยงสูงและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างเข้มข้น หรือ Enhanced Customer Due Diligence—EDD

หาก ลูกค้าไม่สามารถให้ข้อมูลหรือหลักฐานเพียงพอ ธนาคารสามารถปฏิเสธธุรกรรมเงินสดครั้งนั้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า…บัญชีจะถูกอายัด และไม่ได้หมายความว่า…ลูกค้าหมดสิทธิใช้บริการอื่น การโอนเงินผ่านบัญชีหรือใช้เช็คขีดคร่อมเข้าบัญชีซึ่งมีเส้นทางตรวจสอบได้ ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

กล่าวให้ตรงที่สุด! มาตรการนี้ไม่ได้ “ห้ามคนมีเงินซื้อบ้าน ซื้อทอง หรือซื้อรถหรู” แต่กำลังทำให้ผู้ใช้เงินสดก้อนใหญ่ต้องตอบคำถามให้ได้ ว่า…

เงินมาจากไหน?

ใช้เพื่ออะไร?

และ เพราะเหตุใดจึงต้องใช้เงินสดแทนช่องทางที่มีร่องรอยตรวจสอบได้?

ปิดวงจรเงินสดทั้งระบบ  :

มาตรการครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นการ “ต่อยอด” จากหลักเกณฑ์ระยะแรกที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้ การถอนเงินสดที่สาขา รวมถึง การเบิกถอนหรือขึ้นเช็คเงินสดไม่ขีดคร่อมตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องผ่านการตรวจสอบวัตถุประสงค์และความจำเป็น

หลังเริ่มใช้มาตรการ ธปท.ระบุว่า…ธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่า…เมื่อการนำเงินออกจากระบบต้องมีคำอธิบาย พฤติกรรมการถอนเงินสดก้อนใหญ่ส่วนหนึ่งก็ลดลงหรือเปลี่ยนไปใช้ช่องทางที่ตรวจสอบเส้นทางได้

แต่การควบคุมเฉพาะ “ประตูขาออก” ยังไม่เพียงพอ เพราะเงินสดที่อยู่นอกระบบอาจไหลกลับเข้าธนาคารผ่านการฝาก แลกธนบัตร เปลี่ยนเป็นเช็คหรือดราฟต์ ตลอดจน แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศได้

ร่างระยะที่ 2 จึงมี ความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการเพิ่มขั้นตอนหน้าเคาน์เตอร์ เพราะเป็นการ “ปิดช่องว่าง” ระหว่าง…การถอนเงินออก การถือครองเงินสด การนำกลับมาฝาก และการแปรสภาพเงินสดเป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดอื่น

เมื่อ ประตูทั้งขาเข้าและขาออกถูกตรวจสอบ เงินสดก้อนใหญ่จะสูญเสียคุณสมบัติสำคัญที่ธุรกิจผิดกฎหมายต้องการ นั่นคือความสามารถในการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนมือโดยไม่ทิ้งร่องรอย

เงินนอกระบบ ไม่ใช่ “เงินดำ” ทั้งหมด  :

ความเข้มข้นของมาตรการ นี้ ยังสอดคล้องกับข้อมูลที่ ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ (31 ก.ค.2569) ว่า… ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทรุ่นเก่า 2 รุ่น มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ยังไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารตามวงจรปกติ แม้ธนบัตรดังกล่าวมีอายุประมาณ 20–30 ปี

คำว่า “ไม่กลับเข้าระบบ” ไม่ได้หมายความว่า…เงินทั้งหมดสูญหายหรือเป็นเงินจากอาชญากรรม ธนบัตรส่วนหนึ่งอาจเป็นเงินออมที่ประชาชนเก็บไว้ เงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ อยู่ต่างประเทศ สูญหาย หรือชำรุดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินถึง 1.4 แสนล้านบาทเป็นสัญญาณที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเงินสดชนิดราคาสูงเหมาะกับการเก็บซ่อนและเคลื่อนย้ายมูลค่าจำนวนมาก ทั้งยังอาจถูกใช้ในเศรษฐกิจนอกระบบ การหลบภาษี คอร์รัปชัน การพนัน ยาเสพติด ธุรกิจผิดกฎหมาย และการฟอกเงิน

จึงไม่ควรสรุปว่า…แบงก์พันทั้งหมดเป็น “เงินดำ” แต่ก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อคำถามว่า…เหตุใดเงินจำนวนมหาศาลจึงไม่ผ่านระบบธนาคารเป็นเวลานาน? และเงินเหล่านี้กำลังหมุนเวียนอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทใด?

เกณฑ์เงินสด 5 ล้านบาทจึงเป็นเครื่องมือสร้างจุดตรวจ หากเงินที่เก็บไว้นอกระบบถูกนำกลับมาฝาก แลก เปลี่ยนสภาพ หรือใช้ซื้อทรัพย์สินผ่านสถาบันการเงิน ผู้ถือเงินต้องเปิดเผยตัวตน ที่มา และเหตุผลของธุรกรรมมากขึ้น

อสังหาฯ–ทองคำ–รถหรู แนวหน้ารับแรงกระแทก :

ธุรกิจที่จะรู้สึกถึงผลของมาตรการมากที่สุด! ไม่จำเป็นต้องเป็น…ธุรกิจผิดกฎหมาย แต่เป็น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์มูลค่าสูงและมีโอกาสรับเงินสดก้อนใหญ่ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ อัญมณี รถยนต์ราคาแพง นาฬิกาหรู และสินค้าแบรนด์เนม

ตัวอย่างเช่น หากลูกค้านำเงินสด 10 ล้านบาทมาชำระค่าบ้าน แล้วบริษัทนำเงินไปฝากเข้าบัญชี ธนาคารจะตรวจสอบบริษัทผู้ฝากว่าเงินมาจากไหน มีสัญญาซื้อขายหรือใบเสร็จหรือไม่ ผู้ชำระเงินเป็นบุคคลเดียวกับผู้ซื้อหรือไม่ และธุรกรรมสอดคล้องกับกิจการของบริษัทหรือไม่

บริษัทที่มีเอกสารครบย่อมสามารถอธิบายได้ แต่ “ดีล” ที่ใช้ผู้ชำระเงินแทนกัน แบ่งชำระหลายบัญชี ชำระบางส่วนไว้นอกสัญญา หรือระบุตัวผู้รับประโยชน์แท้จริงไม่ได้ จะมีความเสี่ยงถูกตรวจสอบหรือปฏิเสธธุรกรรมมากขึ้น

สำหรับ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี ผลกระทบจะเกิดกับ “วิธีชำระเงิน” มากกว่าราคาทรัพย์ บ้านราคา 100 ล้านบาทที่ชำระด้วยการโอนจากบัญชีชื่อผู้ซื้อและมีหลักฐานครบ อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าบ้านราคา 10 ล้านบาทที่ชำระด้วยเงินสดจากบุคคลอื่นโดยอธิบายที่มาไม่ได้

ดีลสุจริตอาจใช้เวลาตรวจเอกสารเพิ่มขึ้น แต่ดีลที่อาศัยเงินนอกระบบ ผู้ถือครองแทน หรือนอมินี จะมีต้นทุนและความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีระบบตรวจสอบลูกค้า บัญชีรับชำระเฉพาะโครงการ และการเก็บข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง จะได้เปรียบผู้ประกอบการที่รับเงินสดโดยไม่มีระบบควบคุมภายใน

นั่นหมายความว่า…มาตรการนี้อาจไม่ได้ทำให้ตลาดลักชัวรีหายไป แต่จะเร่งคัดกรองตลาดให้เหลือธุรกรรมที่มีความโปร่งใสมากขึ้น

เงินสดต่ำกว่า 5 ล้าน ไม่ได้อยู่นอกสายตา :

อีกประเด็นที่ต้องระวัง! ก็คือ…การตีความว่าเงินสดต่ำกว่า 5 ล้านบาทจะไม่ถูกตรวจสอบ เพราะเกณฑ์ 5 ล้านบาทเป็นเพียงเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องตรวจสอบในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เขตปลอดภัยของเงินสด

หากมีการแบ่งฝากเงินวันละหลายครั้ง แบ่งทำรายการหลายสาขา ใช้หลายบัญชี หรือใช้บุคคลหลายคนทำธุรกรรมเพื่อหลบเกณฑ์ พฤติกรรมดังกล่าวอาจยิ่งถูกมองว่ามีเหตุอันควรสงสัย แม้แต่ละรายการจะมีมูลค่าต่ำกว่า 5 ล้านบาทก็ตาม

นอกจากนี้ สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพบางประเภทมีหน้าที่รายงานธุรกรรมตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอยู่ก่อนแล้ว เกณฑ์ของ ธปท.จึงไม่ได้มาแทนที่กฎหมาย ปปง. แต่เป็นการเพิ่มกลไกบริหารความเสี่ยงและการเฝ้าระวังในระบบสถาบันการเงิน

ทางรอดธุรกิจสุจริต ต้อง “รู้จักเงินก่อน” :

สำหรับธุรกิจสุจริต มาตรการนี้ไม่ใช่วิกฤต หากปรับระบบรับชำระเงินให้พร้อมก่อนหลักเกณฑ์มีผลใช้จริง

ผู้ประกอบการควรลดหรือยุติการรับเงินสดก้อนใหญ่ ส่งเสริมให้ลูกค้าโอนจากบัญชีของตนเองเข้าบัญชีบริษัทโดยตรง ห้ามพนักงาน นายหน้า หรือผู้บริหารใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินแทนบริษัท และต้องเก็บสัญญา ใบเสร็จ หลักฐานการชำระ รวมถึงข้อมูลผู้ชำระเงินจริงไว้อย่างเป็นระบบ

หากผู้ชำระเงินไม่ใช่ผู้ซื้อ ต้องมีเอกสารอธิบายความสัมพันธ์และเหตุผล หากผู้ซื้อเป็นนิติบุคคลต้องทราบผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และหากเป็นธุรกรรมมูลค่าสูงผิดจากกิจวัตร ควรประสานธนาคารก่อนวันทำรายการ

หัวใจของการปรับตัว ก็คือ…เปลี่ยนกระบวนการจาก “รับเงินก่อนแล้วค่อยหาหลักฐาน” เป็น “ตรวจสอบลูกค้าและที่มาของเงินก่อนรับชำระ”

ไม่ห้ามถือเงินสด แต่ต้องอธิบายได้ :

มาตรการคุมเข้มเงินสด 5 ล้านบาทไม่ใช่การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท ไม่ใช่การอายัดเงินของประชาชน และไม่ใช่ข้อห้ามซื้อทรัพย์สินด้วยเงินสดโดยเด็ดขาด

สิ่งที่ ธปท.กำลังทำ นั่นก็คือ…เปลี่ยนต้นทุนของการใช้เงินสดก้อนใหญ่ จากเดิมที่เคลื่อนย้ายได้โดยไร้ร่องรอย ให้กลายเป็นเงินที่ต้องมีตัวตน มีเหตุผล และมีเอกสารรองรับเมื่อต้องผ่านระบบธนาคาร

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ…การทำลายความได้เปรียบของ “ทุนเทา” โดยไม่จำเป็นต้องไล่ตรวจเงินสดทุกใบ เงินอาจยังถูกเก็บไว้นอกระบบได้ แต่การนำออกมาใช้ ซื้อสินทรัพย์ ฝากกลับ หรือแปรสภาพจะยากและเสี่ยงมากขึ้น!!!

ความท้าทายอยู่ที่การบังคับใช้ หากแต่ละธนาคารตีความแตกต่างกัน ธุรกิจสุจริตอาจต้องแบกรับภาระเกินจำเป็น ขณะที่ผู้มีอิทธิพลอาจย้ายไปใช้ช่องทางนอกระบบหรือแบ่งธุรกรรมเพื่อหลบการตรวจสอบ

ดังนั้น ธปท.ต้องสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน ประสานข้อมูลกับ ปปง. กรมสรรพากร กรมที่ดิน และหน่วยงานกำกับธุรกิจสินทรัพย์มูลค่าสูง พร้อมคุ้มครองลูกค้าสุจริตไม่ให้ถูกปฏิเสธบริการโดยไม่มีเหตุผล

หากดำเนินการได้จริง! เกณฑ์เงินสด 5 ล้านบาทจะไม่ใช่เพียงมาตรการของธนาคาร แต่จะเป็น “จุดเปลี่ยน!” ที่บังคับให้ เศรษฐกิจไทยเลือกชัดขึ้น ว่า…เงินก้อนใหญ่จะอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ หรืออยู่ในพื้นที่สีเทาที่นำออกมาใช้ได้ยากขึ้นทุกที!!!.