รัฐไทยรุกโลกต่อ!

(‘เอกนิติ’ นำทีมเดินเกม Trusted Hub : จาก ‘วิสัยทัศน์’ สู่ดีล 3 ขั้วเศรษฐกิจโลก)

การปรากฏตัวของไทยบนเวที IMF – World Bank ที่วอชิงตัน ไม่ได้จบแค่ “คำประกาศวิสัยทัศน์” หากกำลังขยายเป็นการ “เดินเกมเชิงรุก! กับ…มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยการหารือ “ทวิภาคี” ร่วมกับ EU จีน และญี่ปุ่น มันได้สะท้อน “ยุทธศาสตร์” ของไทย ต่อความพยายามจะดึงเงินลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสใหม่เข้าสู่ประเทศ ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า…ไทยจะเปลี่ยน “ภาพลักษณ์ที่เชื่อถือได้” ให้เป็น “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ได้จริงหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?

ต่อเนื่องจากวานนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้หยิบยกเรื่องที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางไปร่วม ประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 (13–18 เมษายน) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

โฟกัสประเด็นที่ได้หารือกับ สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา ถือเป็น…ตัวแทนของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็น “ตัวกลาง” ของภาคธุรกิจสหรัฐ ในการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ตลอดจน กำหนดท่าทีของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ต่อประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย

กับพาดหัวข่าวของบทความชิ้นนั้น คือ… Thailand = Trusted Hub??? (ไทยในเกมทุนโลก: จากเวทีวอชิงตันสู่กรุงเทพฯ กับ ‘เดิมพันสำคัญ’ ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ)

ซึ่งถือเป็น การเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทย บนเวที IMF–World Bank Spring Meetings ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมประชุมตามกรอบระหว่างประเทศ แต่เป็นการ “เปิดเกม” เชิงยุทธศาสตร์เพื่อวางตำแหน่งประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกใหม่ ภายใต้แนวคิด “Trusted Hub”

โดยมุ่งสื่อสารว่า…ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางที่เชื่อถือได้ ทั้งในด้านการลงทุน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำประกาศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่านั้น? เพราะนอกจาก…การนำเสนอวิสัยทัศน์แล้ว รองนายกฯเอกนิติ ยังได้เดินสายหารือกับผู้เล่นเศรษฐกิจสำคัญจากหลายขั้วอำนาจ เพื่อแปลงแนวคิดให้กลายเป็นความร่วมมือเชิงรูปธรรม

ปรากฏชัดผ่าน 4 เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนทิศทางเดียวกันของไทยในเวทีโลก และ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอสรุปเพื่อให้กระชับ ก่อนนำสู่การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ดังนี้…

วิสัยทัศน์บนเวทีโลก: ไทยกับโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

บนเวที IMF Governor Talks รองนายกฯ เอกนิติ ได้แสดง วิสัยทัศน์ต่อเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของพลังงาน พร้อม ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่า…เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ต่ำกว่าศักยภาพ

คำตอบของรัฐบาลไทย ก็คือ…การยกระดับการลงทุนให้เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ ผ่านการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังนำเสนอ กรอบ “4T” ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อรับมือกับความผันผวนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

ในด้าน นโยบายการคลัง รัฐบาลไทยได้ เน้นการดำเนินนโยบายการคลังแบบตรงจุด โดยเน้น การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แทนการช่วยเหลือแบบวงกว้าง ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ก่อนจะทิ้งท้ายถึง บทบาทของอาเซียนในโลกที่มีความแตกแยก (fragmented world) ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ของระบบเศรษฐกิจโลกได้

เหตุการณ์นี้ มันได้ทำหน้าที่เป็น “แกนตั้ง” ของเรื่องทั้งหมด เพราะเป็น “จุด” ที่ไทยประกาศต่อโลก ว่า… ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจใหม่

ไทย–สหภาพยุโรป: ดึงทุนและมาตรฐานสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ต่อมา รองนายกฯเอกนิติ ได้ หารือระดับทวิภาคี กับ Mr.Kyriakos Pierrakakis ประธาน EuroGroup และรมต.เศรษฐกิจและการคลัง  สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) ซึ่งถือเป็น ผู้แทนสหภาพยุโรป โดยสะท้อน ความพยายามของไทยในการเชื่อมต่อกับแหล่งทุนและมาตรฐานเศรษฐกิจใหม่ของโลก ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปิดโอกาสความร่วมมือ ด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปเข้าสู่ไทย

ตรงนี้ มันสะท้อนว่า…ไทยกำลังพยายามยกระดับตัวเองให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ESG และกติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ในภาพรวม นี่คือ..การวางตำแหน่งไทย ในฐานะ “ปลายทางการลงทุนที่มีมาตรฐาน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Trusted Hub

ไทย–จีน: เชื่อมห่วงโซ่อุตสาหกรรมอนาคต

นอกจากนี้ รองนายกฯเอกนิติ ยังได้หารือ ทวิภาคี ร่วมกับ นายหลาน ฝัว อัน รมต.คลังของจีน โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจโลก และเห็นพ้องถึงโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI, Robotics และเศรษฐกิจสีเขียว

ทั้งนี้ ฝ่ายจีน ยังสะท้อนแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนที่ยังคงมุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยกลายเป็นฐานสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ของภูมิภาค

บทบาทของเหตุการณ์นี้ จึงอยู่ที่…การเชื่อมไทยเข้ากับ “พลังการผลิตและเทคโนโลยี” ของเอเชีย ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของ Trusted Hub ที่ไม่ใช่แค่รับเงินทุน แต่ต้องเป็น “ศูนย์กลาง” ของการสร้างมูลค่าในห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ไทย–ญี่ปุ่น: ยกระดับฐานการผลิตสู่ยุค EV และคาร์บอนต่ำ

สุดท้าย ที่ ตัวแทนรัฐบาลไทย ได้เข้าหารือกับ Ms. Satsuki Katayama รมต.คลังญี่ปุ่น โดยเน้น การต่อยอดความร่วมมือเดิม โดยเฉพาะ การยกระดับผลิตภาพ การปฏิรูปกฎระเบียบ และการสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทยสามารถแข่งขันได้ในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ฝ่ายญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานและการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

กับสถานการณ์นี้ มันสะท้อนว่า…ไทยไม่ได้เพียงมองหาพันธมิตรใหม่ แต่ยังพยายาม “ยกระดับพันธมิตรเดิม” ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว เมื่อ เชื่อมโยงทั้ง 4 เหตุการณ์ข่าว เข้ากับบทความวิเคราะห์ข่าวเชิงกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า…รัฐบาลไทยกำลังเดินเกมใน 3 มิติไปพร้อมๆ กัน ได้แก่…

การประกาศวิสัยทัศน์ การเจรจาทวิภาคี และการเตรียมเวทีใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ (ตุลาคม 2569)

สิ่งที่โดดเด่น นั่นคือ…การเชื่อมโยงกับ 3 ขั้วเศรษฐกิจหลักของโลก

กับ ยุโรป ในฐานะ…แหล่งทุนและมาตรฐาน

จีน
ในฐานะ…แหล่งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม

และ ญี่ปุ่น ในฐานะ…ฐานการผลิตและพันธมิตรระยะยาว

แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นตามมา นั่นคือ…การแข่งขันดึงการลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาด EV และดิจิทัลจะเข้มข้นขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยเองก็จะต้องเร่งปรับกฎระเบียบและพัฒนาทักษะแรงงาน ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

มิฉะนั้น โอกาสก็มิอาจจะแปลงไปเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง!!!

แน่นอนว่า…ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ย่อมกระจายไปยังทุกภาคส่วนต่างๆ ทั้ง…

“โอกาสใหม่” สำหรับ ธุรกิจขนาดใหญ่

“ความท้าทาย” ของ SME การเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน

และ “แรงกดดัน” ต่อภาครัฐในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

บทสรุป: จาก Trusted Hub สู่บทพิสูจน์จริง

ภาพรวมของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาลไทย ผ่านการเดินสายเจรจาของ รองนายกฯเอกนิติ มันได้สะท้อนว่า…ไทยกำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทของตัวเองในเศรษฐกิจโลก จาก “ผู้รับผลกระทบ” ไปสู่ “ผู้กำหนดทิศทางบางส่วน” ผ่านการเชื่อมโยงกับหลายขั้วอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ จะไม่ถูกตัดสินจากคำประกาศหรือจำนวนครั้งของการหารือกับฝ่ายใด? แต่จะถูกตัดสินจากความสามารถของรัฐบาลไทยในการเปลี่ยนคำพูดให้เป็นการปฏิรูปจริง! แค่ไหน? อย่างไร?

โดยเฉพาะ ด้านกฎระเบียบ การลงทุน และการพัฒนาทุนมนุษย์

กับ เวที IMF–World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ในปลายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงเวทีจัดงาน แต่เป็น “เวทีพิสูจน์” ว่า…

ไทยพร้อมเป็น Trusted Hub จริงหรือไม่???

และ คำถามสุดท้าย! ก็ยังคงจะเป็นเช่นเดิม นั่นคือ…ไทยพร้อมจะเป็น “ศูนย์กลางที่เชื่อถือได้” หรือเป็นเพียง “ประเทศที่พูดได้ดีบนเวทีโลก” เท่านั้น!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password