โอกาส V ปลอบใจ???

(ฮอร์มุซ : วิกฤตพลังงานโลก…ไทยกับความพยายาม ‘เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส!!!’)

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ข้อเสนอของรัฐมนตรีพาณิชย์ไทยที่ให้ใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสทางการค้า สะท้อนความพยายามของรัฐในการปรับกรอบคิดทางเศรษฐกิจ แต่คำถามสำคัญคือ ไทยกำลังเห็นโอกาสจริง หรือเพียงกำลังสร้างความหวังท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลก
ในที่ประชุม ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้เสนอ แนวคิดที่ฟังดูน่าสนใจในเชิงยุทธศาสตร์ ว่า…
ไทยควรใช้วิกฤตตะวันออกกลางให้เป็น “โอกาสทางการค้า” ด้วยการพิจารณาเจรจากับอิหร่าน เพื่อเปิดทางให้เรือสินค้าไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น…เส้นทางขนส่งสำคัญของโลก และใช้ช่องทางดังกล่าวขยายการส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดตะวันออกกลาง
ข้อเสนอเช่นนี้ ฟังดูเหมือนเป็น…แนวคิดเชิงรุก! ที่ต้องการเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และในทางการค้า ก็มีเหตุผลรองรับอยู่ไม่น้อย?
ตะวันออกกลางถือเป็น…ภูมิภาคที่ต้องนำเข้าอาหารจำนวนมาก ขณะที่สินค้าอาหารและอาหารแปรรูปของไทยมีศักยภาพแข่งขันสูง
หากเส้นทางการขนส่งมีความมั่นคง ไทยก็มีโอกาสขยายตลาดในภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูงและต้องพึ่งพาการนำเข้า!!!
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไป แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ใหญ่กว่านั้นมาก??? นั่นคือ…
วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังก่อตัวจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง!!??
โดยเฉพาะ “ความเสี่ยง” ต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก หากการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้…ถูกรบกวนหรือถูกจำกัด ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภูมิภาค แต่จะสะเทือนต่อราคาพลังงาน ระบบขนส่ง และเศรษฐกิจโลกโดยรวม!!!
สำหรับประเทศไทย ที่ต้อง “นำเข้า” พลังงานเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ย่อมส่งผ่านมายังเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างรวดเร็ว ทั้งในรูปของ ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน
เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยเอง…ก็เผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น…มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล หรือการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
การประชุมหารือเรื่องวิกฤตพลังงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า…ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นระหว่างประเทศ แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศอย่างชัดเจน!!!
เมื่อมองในกรอบนี้ ข้อเสนอของ นางศุภจี ในฐานะ คนดูแลการค้าขายของรัฐบาล จึงมีความหมายมากกว่า…แนวคิดด้านการค้าเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างกรอบคิดใหม่ให้กับสถานการณ์ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทย
ในยามที่ วิกฤตพลังงาน…อาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจ ดังนั้น การพูดถึง “โอกาส” จึงเป็นการเปลี่ยนมุมมองของสังคมจากการตั้งรับต่อวิกฤต ไปสู่การมองหาช่องทางใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในทางปฏิบัติย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวพันกับภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก มีมหาอำนาจและผลประโยชน์ของหลายประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง
การที่ประเทศหนึ่งจะเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ดังกล่าว จำเป็นต้องพิจารณาทั้ง…มิติทางการทูต ความมั่นคง และสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในแง่นี้…ไทยอาจมีบทบาทในฐานะ “ประเทศผู้ค้า” หรือ “ผู้ได้รับผลกระทบ” จากเส้นทางพลังงานโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่า…พลังในการกำหนดทิศทางของสถานการณ์ยังอยู่ในมือของประเทศมหาอำนาจและประเทศผู้ผลิตพลังงานเป็นหลัก
ประเด็นคือ…ไทยมีศักยภาพและเครื่องมือในการทำให้แนวคิดนั้นกลายเป็นความจริง! มากเพียงใด?
ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตพลังงานครั้งนี้…อาจกำลังสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เอง
นั่นคือ…การพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง เมื่อโลกเผชิญความผันผวน ไทยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง การมองหาตลาดใหม่หรือโอกาสทางการค้าในภูมิภาคอื่นจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตฮอร์มุซ…อาจไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศ หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญต่อความสามารถของไทยในการปรับตัวต่อภูมิรัฐศาสตร์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง!!??
ข้อเสนอของ “รมว.พาณิชย์” อาจสะท้อนความพยายามของรัฐในการมองหาช่องทางใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมา ว่า…
ประเทศไทยกำลังมองเห็นโอกาสจริงจากวิกฤตครั้งนี้ หรือกำลังพยายามปลอบใจตัวเอง
ในท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลก…ที่กำลังใกล้เข้ามามากขึ้นทุกขณะ!!!.






