ลุ้นต่อ? ความสำเร็จ!!!

(วายุภักษ์ หนึ่ง ฝ่าปีผันผวน สร้างผลตอบแทน 6.09% : กองทุนรัฐที่ยืนได้ท่ามกลางตลาดไม่เป็นใจ)

ท่ามกลางปี 2568 ที่ตลาดทุนไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอ ความไม่แน่นอนภายในประเทศ และความผันผวนของ SET Index แต่กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ยังสามารถสร้างผลตอบแทนรวมสูงถึง 6.09% ต่อปี พร้อมจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ สะท้อนบทบาท “กองทุนรัฐเชิงยุทธศาสตร์” ที่เริ่มพิสูจน์ศักยภาพแห่งความคาดหวังของนักลงทุน มาลุ้นกันต่อ…ปี 2569 ที่ปัจจัยลบเริ่มคลี่คลาย กองทุนฯนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร???

แม้ปี 2568 จะถูกจัดให้เป็น…หนึ่งในปีที่ยากลำบากของตลาดทุนไทย โดย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปิดสิ้นปีที่ระดับ 1,259.67 จุด ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากสิ้นปี 2567 ที่ 1,400.21 จุด และเคย ปรับตัวลงลึกถึงระดับต่ำสุด 1,053.79 จุดในช่วงกลางปี

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายภายในประเทศ แต่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง กลับสามารถยืนระยะ และสร้างผลตอบแทนรวมทั้งปีได้ถึง 6.09% ต่อปี

ถือว่า “โดดเด่น” เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมการลงทุนโดยรวม

ข้อมูลจากการเปิดเผยของ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะ ประธานคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานกองทุนรวมวายุภักษ์ ระบุว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้เสนอขายหน่วยลงทุนประเภท ก. ให้แก่นักลงทุนทั่วไปมูลค่ารวม 150,000 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการลงทุนเบื้องต้น 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2577 ในราคาเสนอขายหน่วยละ 10 บาท และได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ก่อนจะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567

หากพิจารณาเฉพาะในเชิงตัวเลข หน่วยลงทุนประเภท ก. ของกองทุนฯ ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ปิดที่ระดับ 10.70 บาทต่อหน่วย สะท้อนว่า…มูลค่าหน่วยลงทุนสามารถรักษาระดับเหนือราคาจอง แม้ตลาดหุ้นโดยรวมจะอยู่ในภาวะขาลง

ขณะเดียวกัน กองทุนฯยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในรอบผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 2568 (1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2568) มีการจ่ายปันผล 0.4604 บาทต่อหน่วย และเมื่อรวมกับเงินปันผลครึ่งปีแรก 0.1488 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่ 0.6092 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.09% ต่อปี

กองทุนฯ จะมุ่งเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีความมั่นคง มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุนในระยะยา นายลวรณ ย้ำ

ผลลัพธ์ดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเกิดขึ้นในปีที่สินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นเติบโต และสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ ความสามารถของกองทุนในการสร้างผลตอบแทนระดับนี้ จึงสะท้อนถึง “คุณภาพของการจัดสรรสินทรัพย์” และแนวทางการลงทุนที่เน้นความมั่นคงในระยะยาว มากกว่าการไล่ตามกระแสตลาดระยะสั้น

ในเชิงโครงสร้าง กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ถูกออกแบบให้เป็น กองทุนผสมที่มีความยืดหยุ่นสูง เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนดี มีพื้นฐานแข็งแรง มีความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance) ควบคู่กับการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วง

สอดคล้องกับ…ทิศทางการลงทุนของกองทุนสถาบันขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและความทนทานของพอร์ต” มากกว่าความหวือหวาในระยะสั้น

มุมมองจากฝั่งหน่วยงานกำกับอย่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งมีบทบาทร่วมในการกำกับดูแลเชิงนโยบาย ทั้งนี้ นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. สะท้อนว่า…กองทุนวายุภักษ์ไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพให้ตลาดทุนไทยในช่วงที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนผันผวน ขณะที่มุมมองของผู้บริหารระดับสูงของกองทุนย้ำตรงกันว่า เป้าหมายหลักคือการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอในระยะยาว มากกว่าการสร้างผลตอบแทนสูงในบางปีแล้วผันผวนในปีถัดไป

เมื่อหันมามองไปข้างหน้า! ปี 2569 ถูกประเมินว่า…มี “บริบทที่เอื้อ” ต่อการลงทุนมากกว่าปีก่อน ปัจจัยลบหลายประการเริ่มคลี่คลาย ทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณทรงตัวดีขึ้น ความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศที่คาดว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ตั้งแต่ต้นปี

ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน

ขณะที่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง!

ในบริบทนี้ คณะผู้บริหารกองทุนฯ ภายใต้การนำของ นางชวินดา หาญรัตนกูล ประเมินว่า ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ในปี 2569 มีโอกาสรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้ หรืออาจปรับตัวดีขึ้น หากสภาวะตลาดเอื้ออำนวยมากกว่าปี 2568 อย่างไรก็ดี กองทุนยังคงย้ำแนวทางการลงทุนอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาทกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ สิ่งที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจคือ…ผลตอบแทนเป้าหมายในกรอบ 3–9% ต่อปีของหน่วยลงทุนประเภท ก. ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน แต่เป็นกรอบเป้าหมายที่ผูกกับผลการดำเนินงานจริงของกองทุนและเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผล

ขณะเดียวกัน ราคาหน่วยลงทุนในตลาดรองยังคงขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของตลาด ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนของผู้ที่ซื้อขายในช่วงเวลาต่างกันแตกต่างจากผลตอบแทนเชิงบัญชีของกองทุน

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือคำถามว่า…กองทุนนี้กำลังยืนอยู่ตรงไหนในโครงสร้างตลาดทุนไทย?

คำตอบที่เริ่มชัดขึ้น! คือ วายุภักษ์ หนึ่ง กำลังทำหน้าที่เป็น “กองทุนรัฐเชิงเสถียรภาพ” ที่ช่วยถ่วงดุลความผันผวนของตลาด และเปิดทางเลือกการลงทุนระยะยาวให้ประชาชนในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังไม่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ

หากปี 2568 คือปีแห่งการพิสูจน์ความทนทาน ปี 2569 จะเป็นปีที่ กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จะต้องพิสูจน์ความสม่ำเสมอ และยืนยันบทบาทของตนเองว่า…

ไม่ได้เป็นเพียงกองทุนฯ ที่ “รอดมาได้ในปีเลวร้าย” แต่เป็นกองทุนที่ “ยืนระยะได้ในทุกวัฏจักร” ซึ่งจะเป็นคำตอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและตลาดทุนไทยในระยะยาว!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password