(เมื่อ ‘อนุทิน’ สั่งตรวจที่ดิน – สกัด! เปลี่ยนตัวถือแทน? จับตา! การบังคับใช้ ‘กม.เท่าเทียม’ คุ้มครองทุนสุจริต)
รัฐบาลเปิด LAND ACTION ตรวจที่ดินกลุ่มเสี่ยง เดินหน้าบังคับจำหน่ายกรณีถือครองมิชอบ บททดสอบอยู่ที่การสาวถึงผู้รับประโยชน์ตัวจริง ป้องกันเปลี่ยนมือนอมินี และเปิดผลดำเนินงานให้ตรวจสอบ พร้อมรักษาความมั่นใจของนักลงทุนที่เคารพกฎหมายไทย
ภายหลังประเทศไทย ได้ “ปิดฉาก” การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–ธนาคารโลก อีกด้านหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก็เปิด…ปฏิบัติการ LAND ACTION เมื่อช่วงสายวันนี้ (19 ตุลาคม 2569) เพื่อปราบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบ พร้อมสั่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงและดำเนินการบังคับจำหน่ายตามกฎหมาย
ปฏิบัติการนี้ มีความหมายอย่างมาก! ทั้งด้าน…ทรัพยากร เศรษฐกิจ และการเมือง นั่นเพราะ…การถือครองผ่าน “ตัวแทนอำพราง (นอมินี)” กระทบต่อ…การแข่งขัน ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นว่ากฎหมายไทยสามารถบังคับใช้กับผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายผลประโยชน์ได้เพียงใด?
โจทย์ของรัฐบาล จึงอยู่ที่การทำให้คำประกาศ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กลายเป็นกระบวนการที่ติดตามได้ ตั้งแต่…ผู้ถือครองตามเอกสาร ไปถึง…ผู้ควบคุมและรับประโยชน์เบื้องหลัง
คำสั่ง ต้องถึงคนทำ :
ข้อมูลจาก “เพจไทยคู่ฟ้า” ระบุว่า…นายกรัฐมนตรีมอบแนวทางดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่…
1.ให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดลำดับกรณีตรวจสอบ
2.กำหนดผู้รับผิดชอบและขั้นตอนให้ชัด หากพบเครือข่ายให้ส่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจทันที
และ 3.กรณีพบการถือครองโดยมิชอบ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจผู้รับโอนเพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัวนอมินี และนำข้อค้นพบไปปรับปรุงระบบเฝ้าระวังทั้งก่อนและหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
นายกรัฐมนตรี ยังให้ประสาน…สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อตรวจสิทธิและเงื่อนไขให้ครบถ้วน โดยย้ำหลัก “จริงจังกับผู้กระทำผิด เป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง”
สาระสำคัญ ก็คือ…การตรวจสอบต้องอาศัยความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ทั้ง…ข้อมูลธุรกิจ แหล่งเงินทุน ภาษี และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง
การมีชื่อคนไทยในเอกสาร จึงต้องพิจารณาประกอบข้อเท็จจริง ที่ว่า…ใครลงทุน? ใครควบคุม? และใครได้รับผลตอบแทน?
ตัวเลข ต้องแยกชั้น :
รายงานจากเวทีการแถลงข่าว ระบุว่า…จากฐานข้อมูลนิติบุคคลถือครองที่ดิน 157,659 ราย พบกลุ่มเสี่ยงเบื้องต้น 14,151 ราย เมื่อตรวจสอบข้อมูลผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI 1,063 รายแล้ว เหลือกลุ่มเป้าหมาย 13,088 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อบังคับจำหน่าย 1,550 ราย และกลุ่มที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก 11,538 ราย
ข้อมูลอีกชุดที่น่าสนใจ ก็คือ…ผลดำเนินงานที่ผ่านมา พบกรณีถือครองแทนคนต่างด้าวหรือเข้าข่ายดังกล่าว 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ประมาณ 5,467 ไร่ มูลค่าประมาณ 14,010 ล้านบาท ซึ่งยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ตัวเลขแต่ละชุดมีสถานะต่างกัน กลุ่มเสี่ยงยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนมูลค่าที่ดินที่เกี่ยวข้องก็ไม่ใช่ยอดความเสียหายของรัฐ หรือเงินที่รัฐบาลได้รับจากการจำหน่ายแล้ว
การรายงานผลอย่างแม่นยำจึงเป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือ ดังนั้น รัฐบาลควรแสดงให้เห็นว่า…ตรวจเสร็จแล้วเท่าไร? พบการถือครองมิชอบกี่กรณี? ออกคำสั่งแล้วเท่าไร? และดำเนินการสำเร็จถึงขั้นใด?
ขายแล้ว ใครรับต่อ? :
จุดที่ต้องจับตา! นั่นคือ…คำสั่งให้ตรวจผู้รับโอน เพราะการเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองอาจไม่ทำให้โครงสร้างควบคุมเปลี่ยนไป หากผู้ซื้อรายใหม่ยังเชื่อมโยงกับผู้รับประโยชน์เดิม
ประเด็นนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองว่า…การติดตามแหล่งเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและนิติบุคคล ตลอดจน ผู้ใช้อำนาจควบคุมหลังโอน ทั้งหมด! ถือเป็น…เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การบังคับจำหน่ายบรรลุเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน ต้องแยก…การบังคับจำหน่ายออกจากการยึด อายัด หรือริบทรัพย์ ซึ่งมี…ฐานกฎหมายและกระบวนการต่างกัน ดังนั้น การประกาศผลจึงควรระบุสถานะให้ชัด! เพื่อให้ ประชาชนไทย ได้เข้าใจตรงกัน ว่า…รัฐดำเนินการได้ถึงขั้นใดแล้ว???
ทุนสุจริต ต้องมั่นใจ :
การปราบนอมินี กับ…การส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ หากหลักเกณฑ์ชัดเจนและบังคับใช้อย่างเสมอภาค
นักลงทุนที่ปฏิบัติถูกต้องย่อมต้องการกติกาที่คาดการณ์ได้ ส่วน ผู้ประกอบการไทยต้องการการแข่งขันที่เป็นธรรม การปล่อยให้มีผู้หลบเลี่ยงกฎหมายจึงสร้างต้นทุนแก่ทั้ง 2 ฝ่าย
แต่การตรวจสอบที่กว้างเกินหลักฐานหรือใช้ดุลพินิจไม่สม่ำเสมอ ก็อาจสร้างความไม่แน่นอน??? ดังนั้น ภาครัฐจึงควรอธิบายเอกสาร ขั้นตอน ระยะเวลา และช่องทางชี้แจงให้เข้าใจตรงกัน รวมถึง ตรวจสิทธิตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนเป็นรายกรณี
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ…โอกาสต่อยอดความเชื่อมั่นหลังเวที IMF–ธนาคารโลก และชี้ให้ ผู้ลงทุน เห็นว่า…ไทยมีทั้งศักยภาพรองรับธุรกิจและระบบกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานให้สรุปว่าปฏิบัติการนี้เป็นผลโดยตรงจากการประชุมดังกล่าว
อิทธิพล ต้องเจอกติกา :
ทั้งนี้ นายอนุทิน ประกาศสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการโดยไม่เกรงอิทธิพล พร้อมให้…ขยายผลถึงผู้รับประโยชน์ตัวจริง โดยกำหนด…กรอบเวลาของการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง! จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
กรอบเวลาดังกล่าว สังคมไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็ควรจะนำไปใช้เพื่อติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบเป็นรายกรณี แต่ก็ต้องไม่ตีความว่า…ทุกคดีต้องสิ้นสุดหรือจำหน่ายที่ดินสำเร็จทั้งหมดภายในเดือนเดียวกัน
“บททดสอบ” ทางการเมือง นี้ จึงอยู่ที่…มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกเครือข่าย???
หากพบความเกี่ยวข้อง กับ…ผู้มีอำนาจ ผู้ประกอบวิชาชีพ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จะต้อง…ตรวจสอบตามพยานหลักฐาน พร้อมคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา!
ความน่าเชื่อถือ…จะเพิ่มขึ้น ต่อเมื่อ…รัฐบาลอธิบายได้ทั้งกรณีที่ดำเนินการและกรณีที่ตรวจแล้วไม่พบความผิด นั่นเพราะ…การพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเป็นธรรม! ก็เป็นผลสำเร็จของระบบตรวจสอบเช่นกัน
ธันวาคม ต้องมีคำตอบ :
ข้อเสนอของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ก็คือ…การเร่งจัดทำรายงานความคืบหน้า โดยแยกจำนวนกลุ่มเสี่ยง กรณีตรวจเสร็จ คำสั่งที่ออก การจำหน่ายที่เกิดขึ้นจริง และการตรวจผู้รับโอน พร้อมระบุอุปสรรคและผู้รับผิดชอบแต่ละขั้นตอน
นอกจากนี้ ยังควรจะมี…ช่องทางให้ประชาชนไทยได้ส่งเบาะแสอย่างปลอดภัย และให้ผู้ประกอบการตรวจสอบหลักเกณฑ์ หรือชี้แจงข้อมูลได้สะดวก
ส่วน ผลตรวจที่พบ “ช่องโหว่” ก็จะต้อง…นำไปปรับระบบเชื่อมข้อมูลและเฝ้าระวังระยะยาว!!??
สำหรับ ประชาชนไทย…บทเรียนใกล้ตัว ก็คือ…การยอมให้ใช้ชื่อถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนผู้อื่นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบอย่างรอบคอบ ขณะที่ ผู้ทำธุรกรรมควรเก็บหลักฐานแหล่งเงินและตรวจสอบคู่สัญญาให้ชัดเจน
แผนปฏิบัติการ LAND ACTION อาจ “เปิดโอกาส” ให้รัฐบาลพิสูจน์ว่า…สามารถจะปกป้องทรัพยากรของประเทศ ควบคู่กับ…รักษากติกาการลงทุนที่เป็นธรรมได้ กระนั้น ผลในทางการเมือง…จะมีน้ำหนักต่อเมื่อประชาชนไทย มองเห็นความคืบหน้าและตรวจสอบ ได้ว่า…กระบวนการเดินถึงใครบ้าง???
เมื่อประกาศว่า…จะปราบถึง “ตัวจริง!” นั้น คำตอบของเรื่องนี้…จึงต้องอยู่ที่หลักฐาน คดี และระบบที่ป้องกันการทำผิดซ้ำ นั่นเอง!!!.

