(‘อนุทิน’ ฟื้นหุ้นส่วน ‘ออสซี่ – นิวซีแลนด์’ วางเศรษฐกิจนำหน้า ท่ามกลาง ‘เกมถ่วงดุล’ มหาอำนาจ!)
การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17–22 สิงหาคม 2569 ไม่ได้มีความหมายเพียงการเปิดตลาดหรือดึงดูดการลงทุน หากเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยกำลังกลับมาขยับบทบาทในอินโด–แปซิฟิก ด้วยยุทธศาสตร์ที่ให้ “เศรษฐกิจนำทาง การเมืองประคอง และความมั่นคงหนุนหลัง”
เยือนครั้งแรกในรอบ 14 ปี :
การเดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนัยสำคัญตั้งแต่ข้อเท็จจริงที่ว่า…นี่คือการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 14 ปี
ระยะเวลาที่เว้นห่างเช่นนี้สะท้อนว่า…แม้ไทยกับออสเตรเลียจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นทั้งด้านการค้า การศึกษา การท่องเที่ยว และความมั่นคง
แต่ความสัมพันธ์ระดับ “ผู้นำ” ยังขาดแรงส่งทางการเมืองอยู่พอสมควร
การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการ “รีสตาร์ต” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ให้ขยับจากถ้อยคำทางการทูตไปสู่ความร่วมมือที่สามารถวัดผลได้ โดยเฉพาะ ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะแรงงาน
ออสเตรเลียไม่ใช่ตลาดใหม่ของไทย เพราะมี ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย หรือ TAFTA รองรับมาตั้งแต่ปี 2548 รวมทั้งยังมี กรอบ AANZFTA และ RCEP เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว
การค้าสินค้าและบริการ 2 ฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 32,400 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 11 ของออสเตรเลีย
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง…ทำอย่างไรให้ “ขายของได้มากขึ้น?” แต่คือ…ทำอย่างไรให้โครงสร้างการค้าสองฝ่ายยกระดับจากการแลกเปลี่ยนสินค้า ไปสู่การลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่มูลค่าสูง?
เศรษฐกิจนำการเมือง :
องค์ประกอบของ คณะเดินทาง สะท้อนเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะนอกจาก รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ แล้ว ยังมี รองนายกฯและรมว.การคลัง รมว.แรงงาน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตลอดจน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมคณะด้วย
นี่จึง ไม่ใช่คณะเยือนที่เน้นพิธีการ หากเป็นการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทุน แรงงาน การผลิต เกษตร และการลงทุนไปพร้อมกัน
กำหนดการ พบภาคธุรกิจที่นครซิดนีย์ รวมถึง การพบผู้บริหาร Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกของออสเตรเลีย เป็นสัญญาณว่า…รัฐบาลต้องการนำเสนอประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแบบเดิม
Canva อาจเป็นเพียงบริษัทเดียวในกำหนดการ แต่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สูง เพราะสะท้อนเศรษฐกิจที่เติบโตจากความคิดสร้างสรรค์ ซอฟต์แวร์ ปัญญาประดิษฐ์ และบุคลากรทักษะสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนา
อย่างไรก็ตาม การพบผู้บริหารบริษัทหรือเยี่ยมชมสำนักงานยังไม่ใช่ผลสำเร็จในตัวเอง ความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เช่น การตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากร การเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัล การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หรือการใช้ประเทศไทยเป็นฐานขยายธุรกิจเข้าสู่อาเซียน
Lowy คือ…เวทีส่งสาร :
อีกกำหนดการที่มี น้ำหนักทางการเมืองระหว่างประเทศ นั่นคือ การกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute สถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศชั้นนำของออสเตรเลีย
เวทีนี้ทำให้ นายกรัฐมนตรีไทยมีโอกาสสื่อสารโดยตรงกับนักยุทธศาสตร์ นักการทูต ภาควิชาการและผู้กำหนดนโยบายของออสเตรเลีย ว่า ไทยมองการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและอนาคตของอินโด–แปซิฟิกอย่างไร?
ออสเตรเลียเป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิก AUKUS และ Quad อีกทั้ง กำลังเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงทางทะเล เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ขณะที่ ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ เช่นกัน
แต่ก็มีจีนเป็นคู่ค้าใหญ่ และยังรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย
ไทยจึงต้องอธิบายให้ได้ว่า…นโยบายไม่เลือกข้างของไทยมิใช่ความคลุมเครือ หากเป็นการรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์เพื่อทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยยึดอาเซียน กฎหมายระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นฐาน
หากสื่อสารได้ชัดเจน การเยือนครั้งนี้จะช่วยเพิ่ม “ความน่าเชื่อถือเชิงยุทธศาสตร์” ของไทย แต่หากพูดเพียงถ้อยคำกว้าง ๆ เรื่องมิตรภาพและความร่วมมือ ไทยก็อาจพลาดโอกาสสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในสายตาของออสเตรเลีย
จากพลังงานสู่ห่วงโซ่ใหม่ :
โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกับออสเตรเลียมีลักษณะเกื้อหนุนกัน ออสเตรเลียมีทรัพยากร พลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุน ส่วนไทยมีฐานการผลิต ตลาดภายใน ระบบผู้ประกอบการ และตำแหน่งที่ตั้งเชื่อมโยงกับอาเซียน
ในระยะสั้น ไทยสามารถใช้ออสเตรเลียเป็นแหล่งกระจายความเสี่ยงด้านก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ข้าวสาลี และวัตถุดิบสำคัญ ส่วนในระยะยาว ความร่วมมือควรขยับไปสู่พลังงานสะอาด ไฮโดรเจน แร่สำคัญ แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน
การแข่งขันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้วัดกันเฉพาะต้นทุนการผลิต แต่ยังวัดจากความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของข้อมูล และความสามารถในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า
หากไทยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมของตนเข้ากับมาตรฐานเหล่านี้ได้ ความสัมพันธ์กับออสเตรเลียจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดตะวันตก ไม่ใช่เฉพาะตลาดออสเตรเลีย เท่านั้น
นิวซีแลนด์เติมเต็มช่องว่าง :
การเดินทางต่อไปยังนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม ช่วยทำให้ยุทธศาสตร์แปซิฟิกตอนใต้ของไทยมีความสมบูรณ์มากขึ้น
แม้นิวซีแลนด์จะมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรไม่ใหญ่เท่าออสเตรเลีย แต่มีความโดดเด่นด้านเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร การจัดการน้ำ พลังงานสะอาด การศึกษา และการพัฒนาทักษะแรงงาน
ไทยกับนิวซีแลนด์มีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น หรือ TNZCEP เป็นฐานอยู่แล้ว โจทย์จึงควรอยู่ที่ การนำองค์ความรู้ของนิวซีแลนด์มาเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไทย มากกว่ามองความสัมพันธ์ผ่านตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว
ออสเตรเลียอาจเป็นประตูสู่เงินทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่นิวซีแลนด์สามารถเป็นหุ้นส่วนด้านเกษตรมูลค่าสูง การศึกษา และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทที่เสริมกันในยุทธศาสตร์ของไทย
รัสเซียคือฉากเปรียบเทียบ :
ก่อนหน้าการเยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์เพียงไม่กี่วัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เพิ่งเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อฟื้นกลไก คณะกรรมาธิการร่วมไทย–รัสเซีย และผลักดันการเริ่มเจรจา เขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย หรือ EAEU
จังหวะที่เกิดขึ้นใกล้กันสะท้อนว่า…ไทยกำลังดำเนิน “การทูตหลายทิศทาง” โดยใช้ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์เป็นฐานเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันก็เปิดตลาดรัสเซียและยูเรเซียสำหรับสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน ปุ๋ย และการท่องเที่ยว
แต่ 2 เส้นทางนี้มีน้ำหนักไม่เท่ากัน!!!
ความสัมพันธ์กับออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์มีกรอบการค้า ระบบการเงิน และกติกาทางเศรษฐกิจรองรับอย่างมั่นคง ส่วนการค้ากับรัสเซียยังมีข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร ระบบชำระเงิน การขนส่ง และความเสี่ยงด้านคู่ค้า
ไทยจึงสามารถขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียได้ แต่ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร มิฉะนั้น ผลประโยชน์จากตลาดที่มีมูลค่าการค้ากับไทยประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจไม่คุ้มกับความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า
ไม่เลือกข้าง ต้องเลือกผลประโยชน์ :
สาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ไม่ใช่…การนำไทยเข้าใกล้ออสเตรเลียเพื่อถอยห่างจากจีนหรือรัสเซีย แต่คือ…การเพิ่มทางเลือกให้ประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี การเงิน พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน
นโยบายไม่เลือกข้าง! จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อไทยรู้ว่า…จะเลือกร่วมมือกับแต่ละฝ่ายในเรื่องใด? และมีเส้นแบ่งผลประโยชน์แห่งชาติอยู่ตรงไหน?
กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไทยควรเน้นการลงทุน เทคโนโลยีสะอาด ทักษะแรงงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และมาตรฐานการผลิต ส่วนกับรัสเซียและ EAEU ควรเน้นตลาดสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน และการท่องเที่ยว ภายใต้ระบบตรวจสอบความเสี่ยงที่รัดกุม
วัดผลหลังภาพจับมือ :
ท้ายที่สุด! ความสำเร็จของการเยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ ไม่ควรวัดจากจำนวนการพบหารือ จำนวนบันทึกความเข้าใจ หรือภาพการต้อนรับระดับผู้นำเท่านั้น
สิ่งที่ต้องติดตาม นั่นก็คือ จะมีการลงทุนจริงเกิดขึ้นเท่าใด? บริษัทเทคโนโลยีออสเตรเลียจะเข้ามาสร้างงานทักษะสูงในไทยหรือไม่? ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจะช่วยลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมได้เพียงใด? และ ผู้ประกอบการไทยจะเข้าถึงตลาดออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่?
การเยือนครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ไทยฟื้นบทบาทในอินโด–แปซิฟิก แต่ “ประตูทางการทูต” ที่เปิดออกจะไม่มีความหมาย หากภาครัฐและเอกชนไม่สามารถเดินผ่านไปพร้อมกับโครงการที่เป็นรูปธรรม
นี่จึงเป็นบททดสอบว่า…“หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” จะเปลี่ยนจากถ้อยคำบนโต๊ะเจรจา ไปเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงเพียงใด???.

