• อังคาร 18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

ไทยเปิดเกมแปซิฟิก

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘อนุทิน’ ฟื้นหุ้นส่วน ‘ออสซี่ – นิวซีแลนด์’ วางเศรษฐกิจนำหน้า ท่ามกลาง ‘เกมถ่วงดุล’ มหาอำนาจ!)

การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17–22 สิงหาคม 2569 ไม่ได้มีความหมายเพียงการเปิดตลาดหรือดึงดูดการลงทุน หากเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยกำลังกลับมาขยับบทบาทในอินโด–แปซิฟิก ด้วยยุทธศาสตร์ที่ให้ “เศรษฐกิจนำทาง การเมืองประคอง และความมั่นคงหนุนหลัง”

เยือนครั้งแรกในรอบ 14 ปี :

การเดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนัยสำคัญตั้งแต่ข้อเท็จจริงที่ว่า…นี่คือการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 14 ปี

ระยะเวลาที่เว้นห่างเช่นนี้สะท้อนว่า…แม้ไทยกับออสเตรเลียจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นทั้งด้านการค้า การศึกษา การท่องเที่ยว และความมั่นคง

แต่ความสัมพันธ์ระดับ “ผู้นำ” ยังขาดแรงส่งทางการเมืองอยู่พอสมควร

การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการ “รีสตาร์ต” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ให้ขยับจากถ้อยคำทางการทูตไปสู่ความร่วมมือที่สามารถวัดผลได้ โดยเฉพาะ ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะแรงงาน

ออสเตรเลียไม่ใช่ตลาดใหม่ของไทย เพราะมี ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย หรือ TAFTA รองรับมาตั้งแต่ปี 2548 รวมทั้งยังมี กรอบ AANZFTA และ RCEP เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว

การค้าสินค้าและบริการ 2 ฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 32,400 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 11 ของออสเตรเลีย

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง…ทำอย่างไรให้ “ขายของได้มากขึ้น?” แต่คือ…ทำอย่างไรให้โครงสร้างการค้าสองฝ่ายยกระดับจากการแลกเปลี่ยนสินค้า ไปสู่การลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่มูลค่าสูง?

เศรษฐกิจนำการเมือง :

องค์ประกอบของ คณะเดินทาง สะท้อนเป้าหมายดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะนอกจาก รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ แล้ว ยังมี รองนายกฯและรมว.การคลัง รมว.แรงงาน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตลอดจน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมคณะด้วย

นี่จึง ไม่ใช่คณะเยือนที่เน้นพิธีการ หากเป็นการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทุน แรงงาน การผลิต เกษตร และการลงทุนไปพร้อมกัน

กำหนดการ พบภาคธุรกิจที่นครซิดนีย์ รวมถึง การพบผู้บริหาร Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกของออสเตรเลีย เป็นสัญญาณว่า…รัฐบาลต้องการนำเสนอประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแบบเดิม

Canva อาจเป็นเพียงบริษัทเดียวในกำหนดการ แต่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สูง เพราะสะท้อนเศรษฐกิจที่เติบโตจากความคิดสร้างสรรค์ ซอฟต์แวร์ ปัญญาประดิษฐ์ และบุคลากรทักษะสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนา

อย่างไรก็ตาม การพบผู้บริหารบริษัทหรือเยี่ยมชมสำนักงานยังไม่ใช่ผลสำเร็จในตัวเอง ความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เช่น การตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากร การเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัล การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หรือการใช้ประเทศไทยเป็นฐานขยายธุรกิจเข้าสู่อาเซียน

Lowy คือ…เวทีส่งสาร :

อีกกำหนดการที่มี น้ำหนักทางการเมืองระหว่างประเทศ นั่นคือ การกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute สถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศชั้นนำของออสเตรเลีย

เวทีนี้ทำให้ นายกรัฐมนตรีไทยมีโอกาสสื่อสารโดยตรงกับนักยุทธศาสตร์ นักการทูต ภาควิชาการและผู้กำหนดนโยบายของออสเตรเลีย ว่า ไทยมองการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและอนาคตของอินโด–แปซิฟิกอย่างไร?

ออสเตรเลียเป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิก AUKUS และ Quad อีกทั้ง กำลังเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงทางทะเล เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ขณะที่ ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ เช่นกัน

แต่ก็มีจีนเป็นคู่ค้าใหญ่ และยังรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย

ไทยจึงต้องอธิบายให้ได้ว่า…นโยบายไม่เลือกข้างของไทยมิใช่ความคลุมเครือ หากเป็นการรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์เพื่อทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยยึดอาเซียน กฎหมายระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นฐาน

หากสื่อสารได้ชัดเจน การเยือนครั้งนี้จะช่วยเพิ่ม “ความน่าเชื่อถือเชิงยุทธศาสตร์” ของไทย แต่หากพูดเพียงถ้อยคำกว้าง ๆ เรื่องมิตรภาพและความร่วมมือ ไทยก็อาจพลาดโอกาสสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในสายตาของออสเตรเลีย

จากพลังงานสู่ห่วงโซ่ใหม่ :

โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกับออสเตรเลียมีลักษณะเกื้อหนุนกัน ออสเตรเลียมีทรัพยากร พลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุน ส่วนไทยมีฐานการผลิต ตลาดภายใน ระบบผู้ประกอบการ และตำแหน่งที่ตั้งเชื่อมโยงกับอาเซียน

ในระยะสั้น ไทยสามารถใช้ออสเตรเลียเป็นแหล่งกระจายความเสี่ยงด้านก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ข้าวสาลี และวัตถุดิบสำคัญ ส่วนในระยะยาว ความร่วมมือควรขยับไปสู่พลังงานสะอาด ไฮโดรเจน แร่สำคัญ แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน

การแข่งขันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้วัดกันเฉพาะต้นทุนการผลิต แต่ยังวัดจากความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของข้อมูล และความสามารถในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า

หากไทยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมของตนเข้ากับมาตรฐานเหล่านี้ได้ ความสัมพันธ์กับออสเตรเลียจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดตะวันตก ไม่ใช่เฉพาะตลาดออสเตรเลีย เท่านั้น

นิวซีแลนด์เติมเต็มช่องว่าง :

การเดินทางต่อไปยังนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม ช่วยทำให้ยุทธศาสตร์แปซิฟิกตอนใต้ของไทยมีความสมบูรณ์มากขึ้น

แม้นิวซีแลนด์จะมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรไม่ใหญ่เท่าออสเตรเลีย แต่มีความโดดเด่นด้านเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร การจัดการน้ำ พลังงานสะอาด การศึกษา และการพัฒนาทักษะแรงงาน

ไทยกับนิวซีแลนด์มีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น หรือ TNZCEP เป็นฐานอยู่แล้ว โจทย์จึงควรอยู่ที่ การนำองค์ความรู้ของนิวซีแลนด์มาเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไทย มากกว่ามองความสัมพันธ์ผ่านตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว

ออสเตรเลียอาจเป็นประตูสู่เงินทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่นิวซีแลนด์สามารถเป็นหุ้นส่วนด้านเกษตรมูลค่าสูง การศึกษา และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทที่เสริมกันในยุทธศาสตร์ของไทย

รัสเซียคือฉากเปรียบเทียบ :

ก่อนหน้าการเยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์เพียงไม่กี่วัน นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เพิ่งเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อฟื้นกลไก คณะกรรมาธิการร่วมไทย–รัสเซีย และผลักดันการเริ่มเจรจา เขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย หรือ EAEU

จังหวะที่เกิดขึ้นใกล้กันสะท้อนว่า…ไทยกำลังดำเนิน “การทูตหลายทิศทาง” โดยใช้ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์เป็นฐานเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันก็เปิดตลาดรัสเซียและยูเรเซียสำหรับสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน ปุ๋ย และการท่องเที่ยว

แต่ 2 เส้นทางนี้มีน้ำหนักไม่เท่ากัน!!!

ความสัมพันธ์กับออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์มีกรอบการค้า ระบบการเงิน และกติกาทางเศรษฐกิจรองรับอย่างมั่นคง ส่วนการค้ากับรัสเซียยังมีข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร ระบบชำระเงิน การขนส่ง และความเสี่ยงด้านคู่ค้า

ไทยจึงสามารถขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียได้ แต่ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร มิฉะนั้น ผลประโยชน์จากตลาดที่มีมูลค่าการค้ากับไทยประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจไม่คุ้มกับความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า

ไม่เลือกข้าง ต้องเลือกผลประโยชน์ :

สาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้ ไม่ใช่…การนำไทยเข้าใกล้ออสเตรเลียเพื่อถอยห่างจากจีนหรือรัสเซีย แต่คือ…การเพิ่มทางเลือกให้ประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี การเงิน พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน

นโยบายไม่เลือกข้าง! จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อไทยรู้ว่า…จะเลือกร่วมมือกับแต่ละฝ่ายในเรื่องใด? และมีเส้นแบ่งผลประโยชน์แห่งชาติอยู่ตรงไหน?

กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไทยควรเน้นการลงทุน เทคโนโลยีสะอาด ทักษะแรงงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และมาตรฐานการผลิต ส่วนกับรัสเซียและ EAEU ควรเน้นตลาดสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน และการท่องเที่ยว ภายใต้ระบบตรวจสอบความเสี่ยงที่รัดกุม

วัดผลหลังภาพจับมือ :

ท้ายที่สุด! ความสำเร็จของการเยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ ไม่ควรวัดจากจำนวนการพบหารือ จำนวนบันทึกความเข้าใจ หรือภาพการต้อนรับระดับผู้นำเท่านั้น

สิ่งที่ต้องติดตาม นั่นก็คือ จะมีการลงทุนจริงเกิดขึ้นเท่าใด? บริษัทเทคโนโลยีออสเตรเลียจะเข้ามาสร้างงานทักษะสูงในไทยหรือไม่? ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจะช่วยลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมได้เพียงใด? และ ผู้ประกอบการไทยจะเข้าถึงตลาดออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่?

การเยือนครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ไทยฟื้นบทบาทในอินโด–แปซิฟิก แต่ “ประตูทางการทูต” ที่เปิดออกจะไม่มีความหมาย หากภาครัฐและเอกชนไม่สามารถเดินผ่านไปพร้อมกับโครงการที่เป็นรูปธรรม

นี่จึงเป็นบททดสอบว่า…“หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” จะเปลี่ยนจากถ้อยคำบนโต๊ะเจรจา ไปเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงเพียงใด???.