• อังคาร 18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:27 น.

ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนทะลุ 2.19 แสนล้าน พุ่ง 37% สิงคโปร์แชมป์เงินลงทุน

BREAKING NEWS ECONOMY

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย 7 เดือนปี 69 ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 736 ราย เพิ่ม 26% เม็ดเงินรวม 219,208 ล้านบาท พุ่ง 37% หรือเกือบ 6 หมื่นล้านบาท สิงคโปร์นำเงินลงทุนสูงสุด 61,112 ล้านบาท ตามด้วยญี่ปุ่น 45,085 ล้านบาท และจีน 38,603 ล้านบาท BOI ยังเป็นแม่เหล็กหลักดึงทุนต่างชาติ 157,328 ล้านบาท มุ่ง Future Industries-Digital-AI-EV-พลังงานสะอาด ขณะที่ EEC รับเม็ดเงินแล้ว 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมด

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง7 เดือนปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 736 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 177 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 559 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท

โดยมีจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

 1. จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 38,603 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการออกแบบการวางผังเครื่องจักร และระบบอัตโนมัติให้กับลูกค้า เป็นต้น

 – ธุรกิจบริการออกแบบด้านวิศวกรรม ก่อสร้างและติดตั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

 – ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล Electric Vehicle Charger เป็นต้น

 2. สหรัฐอเมริกา 121 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,226 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม

– ธุรกิจโฆษณา

 – ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง

เม็ดพลาสติก เป็นต้น

3. สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 61,112 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 – ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer)

– ธุรกิจบริการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง         

 – ธุรกิจบริการให้ใช้ช่วงสิทธิแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อประกอบธุรกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม                  – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป โลหะรีไซเคิล เป็นต้น

4. ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 45,085 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ การวางผังเครื่องจักร การตรวจสอบชิ้นงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น

 – ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า

 – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์         

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น

5. ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,077 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย

– ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม

– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น  ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องดูดควัน เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 153 ราย (26%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 2569 อนุญาต 736 ราย / เดือน ม.ค.-ก.ค. 2568 อนุญาต 583 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท (37%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 2569 ลงทุน 219,208 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-ก.ค. 2568 ลงทุน 159,460 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,229 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 1,144 คน (22%) (เดือน ม.ค.-ก.ค. 2569 จ้างงาน 5,229 คน / เดือน ม.ค.-ก.ค. 2568 จ้างงาน 4,085 คน) 

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 360 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 736 ราย มูลค่าลงทุน 157,328 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร

โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการ Data Center บริการพัฒนาซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 7 เดือน ปี 2569 (เดือนมกราคม – กรกฎาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 220 ราย คิดเป็น 30%  ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 44 ราย (25%) (เดือน ม.ค.–ก.ค. 2569 ลงทุน 220 ราย / เดือน ม.ค.–ก.ค. 2568 ลงทุน 176 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 80 ราย ลงทุน 30,042 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 22,636 ล้านบาท *ฮ่องกง 26 ราย ลงทุน 4,803 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 83 ราย ลงทุน 28,134 ล้านบาท

โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

– ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร

– ธุรกิจการแปรรูปไม้เพื่อใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์

– ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น      

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 96 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 26 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 70 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 31,594 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 960 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะปิโตรเลียม องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและการดูแลรักษาเครื่องมือ Clean Energy Equipment และองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการแม่พิมพ์เครื่องจักรที่ใช้สำหรับผลิตรถยนต์ เป็นต้น

ธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้แก่

– ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย

– ธุรกิจบริการ Data Center ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูง

– ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ Switchgear, Electric Vehicle Charger เป็นต้น.