ตีตก! 3 คดีการเมือง

(วันเดียว! ศาล รธน.ไม่รับคำร้อง ชี้! ผู้ร้องต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง)
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 3 คดีสำคัญในวันเดียว ทั้งปมบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ดคุณสมบัติรัฐมนตรี และคดีพีระพันธุ์ พร้อมย้ำผู้ใช้สิทธิตามมาตรา 213 ต้องเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือได้รับความเสียหายโดยตรงเท่านั้น
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในหลายคดีทางการเมืองที่ได้รับความสนใจ โดยทุกคดีต่างอาศัยการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 แต่ศาลเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
คดีแรก เป็นกรณี ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการจัดพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยผู้ร้องอ้างว่าอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับและละเมิดสิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าผู้ร้องไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตนเองถูกละเมิดสิทธิหรือได้รับความเสียหายโดยตรง อีกทั้งข้อกล่าวอ้างยังเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีเหตุผลหรือพยานหลักฐานรองรับเพียงพอ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 213
คดีที่สอง เป็นคำร้องขอให้ วินิจฉัยคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากกรณีถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการกำกับนโยบายด้านพลังงานที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจเครือญาติ ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และรัฐธรรมนูญได้กำหนดผู้มีอำนาจยื่นเรื่องตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่อาจใช้มาตรา 213 เป็นช่องทางดำเนินการแทนได้
ส่วน คดีที่สาม นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แต่งตั้งบุคคลเป็นคณะทำงานโดยมิชอบ จนส่งผลให้ตนเองตกเป็นจำเลยร่วมในคดี ศาลเห็นว่า ผู้ร้องไม่ได้แสดงให้เห็นว่าถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง อีกทั้งไม่ปรากฏความเสียหายที่เข้าเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมติไม่รับคำร้องเช่นเดียวกัน
มองในมุม “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…คำสั่งทั้งสามคดีสะท้อนแนวโน้มสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 อย่างเคร่งครัด โดยย้ำหลักการว่าผู้ร้องต้องเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง มิใช่อาศัยสถานะประชาชนทั่วไปหรือผู้ติดตามประเด็นสาธารณะในการยื่นคำร้อง
อีกประเด็นที่น่าสังเกตคือ ศาลกำลังแบ่งเส้นเขตอำนาจของมาตรา 213 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่เปิดโอกาสให้ใช้เป็นช่องทางทดแทนกระบวนการตรวจสอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้โดยเฉพาะ เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี หรือการใช้อำนาจขององค์กรอิสระในเชิงกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวอาจกลายเป็น “บรรทัดฐาน”
สำหรับ คดีลักษณะเดียวกันในอนาคต ทำให้ผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 213 จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งการถูกละเมิดสิทธิโดยตรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตนเอง และการไม่มีช่องทางตามกฎหมายอื่นรองรับ มิฉะนั้น มีแนวโน้มสูงที่ศาลจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องตั้งแต่ชั้นต้น
การวินิจฉัยทั้งสามคดีในวันเดียวกัน จึงไม่เพียงเป็นคำสั่งในรายคดี หากยังสะท้อนทิศทางการวางหลักเกณฑ์การเข้าถึงกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ.






