จี้รัฐอุ้มด่วน! ‘ร้านอาหารไซส์ S‘

(ส.นักข่าวส่งเสริม SME ไทย ออก ‘แถลงการณ์’ หนุน ‘รัฐบาล – ก.คลัง’ ดึง ‘เด็กดีในระบบภาษี’ เข้าร่วม…ไทยช่วยไทยพลัส ก่อนพังทั้งระบบ!!!)
นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและก.คลัง เปิดช่องให้ “ร้านอาหารไซส์ S” ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เผย! ที่ผ่านมาเป็น “เด็กดี” ในระบบภาษี แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ ถูกแฟลตฟอร์ม “ฟูด เดลิเวอรี่” เอาเปรียบหนัก ชี้! หากไม่ดูแล อาจกระทบมากกว่ายอดขาย ถึงขั้นต้องปลดพนักงานทั้งระบบจำนวนมาก
จากกรณีที่ นายวรันทร แดนใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร และเป็น หนึ่งในแกนนำตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง (SME) ในระบบภาษีของประเทศไทย ได้ออกมาร้องเรียกให้ภาครัฐ (รัฐบาลและกระทรวงการคลัง) นำธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากธุรกิจร้านอาหารเหล่านี้ ซึ่งอยู่ในระบบภาษีที่ถูกต้อง แต่ได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส และจากการเปิดโอกาสให้ธุรกิจแพลตฟอร์ม “ฟู้ดเดลิเวอรี” (Food Delivery) เข้าร่วมโครงการ กระทั่ง ยอดขายของธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะด้านยอดขาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึง ลูกจ้างและพนักงานอีกเป็นจำนวนมาก ตามมา
ทั้งนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย (ขสอ.) ซึ่งหนึ่งในภารกิจสำคัญของสมาคมฯ นั่นคือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐ ดังนั้น จึงได้ออก แถลงการณ์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 สนับสนุนการทบทวนหลักเกณฑ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบภาษีเข้าถึงมาตรการภาครัฐอย่างเป็นธรรม
นายจรัญ ชุ่มเงิน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ขอแสดงความชื่นชมรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ กระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ที่ได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ได้รับทราบข้อเสนอและข้อร้องเรียน จากผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง อยู่ในระบบภาษี และปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐมาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว
ทั้งนี้ สมาคมฯ เห็นว่า การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบภาษีสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างวัฒนธรรมการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสในระยะยาว
สมาคมฯ จึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีอย่างถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในช่วงเวลาอีก 3 เดือนที่เหลืออยู่ (กรกฎาคม – กันยายน 2569) ของมาตรการดังกล่าว เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง ครอบคลุม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการทุกกลุ่ม อันจะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สมาคมฯพร้อมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวของภาครัฐต่อไป.






