รื้อ 7 พัน กม.!  เกมใหม่รัฐบาล ‘ฟื้นเศรษฐกิจหรือรีเซ็ตอำนาจรัฐ?’

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ เปิดทางเอกชน ชี้เป้า! กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ภายใต้วลี “ลดขั้นตอน” อาจเป็นมากกว่าการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลจะกล้า “รื้อโครงสร้างอำนาจราชการไทย” ได้จริงหรือไม่?

ฟัง “โฆษกรัฐบาล” น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ออกมาให้ข่าวกรณีที่ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เป้าหมายเพื่อ…เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน

มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงาน โดยจะ เร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวง กว่า 7,000 ฉบับ ว่า…ฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

รองนายกฯปกรณ์ได้ให้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 ฝ่าย (กกร.) รวบรวมกฎหมายลำดับรอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และจัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย โดยเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นเมื่อรับเรื่องจะเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง ให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจนน.ส.รัชดา กล่าวและย้ำว่า…

รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิดการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม (Super License) ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการปรับปรุงและเห็นผลแล้ว คือมาตรการ BOI Fast Pass ส่งผลให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ ถือเป็นการ “ต่อยอด…จุดแข็ง” ของไทย ที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลก สะท้อนว่า…ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ

“รัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่” โฆษกรัฐบาล ระบุ

ในโหมด การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ เห็นได้ชัดว่า…การที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ มองเผินดูเหมือนเป็นเพียงมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็น “เกมการเมืองเชิงโครงสร้าง” ที่สำคัญที่สุดเกมหนึ่งของรัฐบาลในช่วงเวลานี้ นั่นเพราะ ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่เรื่อง…กำลังซื้ออ่อนแรง หรือการส่งออกชะลอตัวเท่านั้น

แต่ยังรวมถึง “ต้นทุนจากระบบราชการ” ที่สะสมมานานหลายสิบปี

ทั้งนี้ ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดนักลงทุน แต่กำลังขาด “ระบบอนุญาต” ที่ทันกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนสะท้อนตรงกัน ว่า…ปัญหาใหญ่ของไทยไม่ใช่อัตราภาษี แต่คือ…ความล่าช้าของขั้นตอนอนุญาต การตีความกฎหมายหลายหน่วยงาน และกฎระเบียบซ้ำซ้อนที่ทำให้ต้นทุนเวลาสูงขึ้นอย่างมหาศาล

ไม่ว่าจะเป็น…การขอใบอนุญาตโรงงาน ผังเมือง สิ่งแวดล้อม การนำเข้าแรงงานทักษะ หรือแม้แต่ การอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ล้วนกลายเป็น…

“คอขวดสำคัญ” ของเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น การที่รัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรค จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับโดยตรงว่า…ปัญหาบางส่วนของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ “ระบบรัฐ” เอง!!!

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่จำนวน 7,000 ฉบับ แต่คือคำถามกลับที่ว่า…รัฐบาลจะสามารถแตะ “โครงสร้างอำนาจ” ที่ซ่อนอยู่หลังระบบอนุญาตเหล่านี้ได้จริงหรือไม่?

เพราะในทางปฏิบัติ กฎหมายจำนวนมาก…ไม่ได้มีหน้าที่เพียงกำกับดูแล แต่ยังเชื่อมโยงกับอำนาจของหน่วยงานรัฐ การใช้ดุลพินิจ และบางครั้งรวมถึงผลประโยชน์ที่ฝังรากอยู่ในระบบราชการ

ยิ่งมีใบอนุญาตมาก ยิ่งมีอำนาจต่อรองมาก!!??

และ ยิ่งขั้นตอนซับซ้อนมากเท่าใด? ต้นทุนที่ภาคธุรกิจต้องจ่าย “นอกระบบ” ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น!

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า…ทำไมหลายประเทศเลือกใช้แนวคิด “Regulatory Guillotine” หรือการโละกฎหมายที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว เพื่อลดต้นทุนแฝง ลดคอร์รัปชัน และทำให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น

แต่โจทย์ของไทยอาจยากกว่านั้น เพราะสิ่งที่ต้องรื้อ ไม่ได้มีแค่ตัวบทกฎหมาย หากรวมถึง “วัฒนธรรมราชการ” ที่คุ้นชินกับการควบคุมมากกว่าการอำนวยความสะดวก

นาทีนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองเห็นว่า…รัฐบาลกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “การปฏิรูป” กับ “แรงต้านจากระบบเดิม”

ในอีกด้านหนึ่ง จังหวะเวลาของการปฏิรูปครั้งนี้ ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองหลายด้านพร้อมกัน

เศรษฐกิจไทยกำลังแข่งขันหนักกับเวียดนาม และประเทศเพื่อนบ้าน ในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเองก็จับตาเสถียรภาพทางการเมืองของไทยอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น การประกาศรื้อกฎหมายครั้งใหญ่ จึงอาจเป็นมากกว่านโยบายเศรษฐกิจ แต่คือ “สัญญาณทางการเมือง” ที่รัฐบาลต้องการส่งออก ไปว่า…

ไทยยังพร้อมเปิดรับการลงทุน และกำลังพยายามปรับตัวให้ทันโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

โดยเฉพาะ แนวคิด “Super License” หรือใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ก็สะท้อนความต้องการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจอย่างชัดเจน

แต่คำถามสำคัญ ก็คือ หากโครงสร้างเดิมยังรวมศูนย์เหมือนเดิม ระบบใหม่จะช่วยลดปัญหาได้จริง หรือเพียงเปลี่ยนจาก “หลายคอขวด” เหลือ “คอขวดเดียว”

ท้ายที่สุด! ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ อาจไม่ได้วัดจากจำนวนกฎหมายที่ถูกยกเลิก แต่จะวัดจากปมที่ว่า…รัฐบาลสามารถทำให้การอนุญาต โปร่งใส รวดเร็ว และลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ลงได้จริงหรือไม่?

เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศที่แข่งขันได้ อาจไม่ใช่ประเทศที่มีกฎหมายมากที่สุด! แต่คือ…ประเทศที่ทำให้นักลงทุน “เริ่มต้นได้เร็วที่สุด!”

และบางที การรื้อกฎหมาย 7,000 ฉบับ อาจง่ายกว่าการ “รื้อกำแพงอำนาจ” ที่ซ่อนอยู่หลังใบอนุญาตเหล่านั้นก็อาจเป็นได้!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password