งบต้านโกง 1.27 พันล้าน: คุ้มจริง! หรือแค่ภาพนโยบาย?

รัฐบาลเดินหน้าอนุมัติงบกว่า 1,276 ล้านบาท ให้ 53 หน่วยงาน ขับเคลื่อน 70 โครงการต้านทุจริต เน้นปลุกจิตสำนึก ควบคู่เทคโนโลยีและการปราบปราม แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ “ทำหรือไม่ทำ” หากคือ “คุ้มค่าจริงหรือไม่” เมื่อโครงสร้างแบบกระจาย อาจกลายเป็นจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง
ผลการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 คณะที่ 3 แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ถูกจับตามองจากสังคมไทยอย่างมาก
ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยติดในกลุ่ม ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของ Transparency International อันดับ 116 ของโลกจากทั้ง 180 ประเทศ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการจัดทำข้อเสนองบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ วงเงินงบประมาณ 1,276.3073 ล้านบาท ครอบคลุม 53 หน่วยงาน 70 โครงการ
โดยกำหนด 3 แนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ 1.ปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึก ให้มีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต 2.ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และ 3.ปราบปรามการทุจริต
การที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ถือเป็นความพยายามเชิงนโยบายที่สะท้อนว่า…ปัญหาคอร์รัปชันยังคงถูกจัดวางเป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกำหนดแนวทางดำเนินงาน 3 มิติข้างต้น ซึ่งถือเป็นกรอบคิดที่สอดคล้องกับหลักสากล
กระนั้น ในทางการเมือง “ความถูกต้องของแนวคิด” ดังกล่าว ก็ไม่ได้หมายความว่า…ผลลัพธ์ของการดำเนินงานจะกลายเป็นความสำเร็จเสมอไป???
นั่นเพราะ “หัวใจ” ของนโยบายสาธารณะ ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบเชิงหลักการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการดำเนินงาน และความสามารถในการแปลงงบประมาณให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง งบประมาณดังกล่าวได้ถูกกระจายไปยังหน่วยงานจำนวนมากถึง 53 หน่วยงาน 70 โครงการ เฉลี่ยแล้ว…แต่ละโครงการจะได้รับงบประมาณระดับหลักสิบล้านบาท ซึ่งอาจเพียงพอสำหรับการดำเนินกิจกรรม
แต่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอตั้งคำถามตัวโต ๆ ดังนี้…การกระจายเช่นนี้ รัฐบาลคาดหวังจะสร้าง “การมีส่วนร่วม” หรือกำลังสร้าง “ความซ้ำซ้อน” กันแน่???
เพราะในอดีต ปัญหาสำคัญของระบบราชการไทย คือ การทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ ต่างหน่วยต่างระบบ จนขาด “พลังเชิงโครงสร้าง” ในการเปลี่ยนแปลง
ยิ่งเมื่อรัฐบาล…มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันทุจริต เช่น การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการอนุมัติและอนุญาต
คำถามทางการเมืองที่ต้อง “แปะติดข้างฝา” ห้องทำงานของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ณ ทำเนียบรัฐบาล นั่นก็คือ…เทคโนโลยีเหล่านั้น จะถูกพัฒนาในลักษณะ “รวมศูนย์” หรือ “กระจายตัว?”
หากแต่ละหน่วยงานพัฒนาระบบของตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้…อาจไม่ใช่ความโปร่งใส แต่กลับจะกลายเป็น “ความซับซ้อน” ที่ยากต่อการตรวจสอบ และเปิดช่องให้เกิดต้นทุนแฝงในระยะยาว
อีกประเด็นที่ควรพิจารณา นั่นคือ แนวทาง “ปลูกจิตสำนึก” ซึ่งแม้จะมีความสำคัญในเชิงคุณค่า แต่ในทางปฏิบัติ กลับเป็นส่วนที่วัดผลได้ยากที่สุด!
อีกทั้ง ยังมักจะถูกตั้งคำถามในเชิงความคุ้มค่า? เพราะงบประมาณในลักษณะนี้ มีจำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับการจัดอบรม สัมมนา หรือการผลิตสื่อ
โดยไม่มีตัวชี้วัดที่สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมได้อย่างแท้จริง!!??
ในขณะที่ มิติ “การปราบปราม” แม้จะเป็นกลไกที่สร้างภาพความเข้มแข็งของรัฐ แต่หากปราศจากระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจกลายเป็นเพียงการ…แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่สามารถลดแรงจูงใจในการทุจริตได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น ประเด็นสำคัญทางการเมือง จึงไม่ใช่เพียงการอนุมัติงบประมาณ แต่คือ “ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์” ว่า…งบประมาณดังกล่าว จะสามารถลดปัญหาการทุจริตได้จริงหรือไม่? หรือเพียงแค่สร้างภาพของความพยายามเชิงนโยบายในระยะสั้น เท่านั้น
ถึงบรรทัดนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอพูดตรงๆ ว่า…หากรัฐบาลต้องการให้งบประมาณ 1.27 พันล้านบาท “คุ้มค่า” อย่างแท้จริง รัฐบาลจำเป็นต้อง “ปรับวิธีคิด” จากการกระจายโครงการ ไปสู่การสร้าง “โครงสร้างกลาง” ที่มีประสิทธิภาพ โดยอย่างน้อยควรมี 3 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย…
ประการแรก การรวมศูนย์ระบบเทคโนโลยี เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ 53 หน่วยงานพัฒนาระบบแยกกัน ซึ่งไม่เพียงสิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ยังลดทอนศักยภาพในการตรวจสอบแบบบูรณาการ การมีระบบกลางจะช่วยให้ข้อมูลเชื่อมโยงกัน ลดช่องว่าง และเพิ่มความโปร่งใสในภาพรวม
ประการที่สอง การกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เช่น การลดระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตลงอย่างน้อย 30% หรือการลดจำนวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตลง 20% เพราะหากไม่มีตัวเลขเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม งบประมาณดังกล่าวจะไม่สามารถถูกประเมินได้ว่า “คุ้ม” หรือ “ไม่คุ้ม”
และ ประการสุดท้าย การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (Open Data) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันการทุจริตในระยะยาว เพราะเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส
อำนาจในการตรวจสอบจะไม่ได้อยู่ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่กระจายไปสู่สังคมโดยรวม ซึ่งเป็นแรงกดดันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการควบคุมจากภายในระบบราชการ
ท้ายที่สุด! งบประมาณต้านทุจริตจะคุ้มค่าหรือไม่? ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ใช้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า…รัฐสามารถทำให้ “การทุจริตเกิดขึ้นได้ยากขึ้น” หรือไม่?
เพราะในทางการเมือง นโยบายที่ดีที่สุด! อาจไม่ใช่นโยบายที่ดูดีบนกระดาษ หากแต่คือ นโยบายที่เปลี่ยนพฤติกรรมของระบบได้จริง ใช่หรือเปล่า!!??.





