‘กุสุมาลวตี’ ร้อง DSI ฟันผิด ‘อนุทิน’ ทะเบียนบ้านรุกที่ ‘เขากระโดง’ พร้อมจี้คดี ฮั้ว สว.หลังสำนวนถูกอัยการตีกลับ

“กุสุมาลวตี” ร้อง ดีเอสไอ ดำเนินคดี “อนุทิน” ชื่อโผล่ทะเบียนบ้านบุกรุกเขากระโดง พร้อมถามคืบหน้าคดีฮั้ว สว. “อั้งยี่-ฟอกเงิน” หลังอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวน เชื่อคนทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง สว.มีมากกว่า 8 ราย

วันนี้ (26 ม.ค.) เวลา 11.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดร.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวหน้า (อดีตผู้สมัคร สว.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ติดตามความคืบหน้าคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ และคดีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือฮั้ว สว.67 โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่อง

ดร.กุสุมาลวตี เปิดเผยว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือถึงดีเอสไอ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด เฉพาะเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะต้องมีการเพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เว้นแต่ว่าจะมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ซึ่งที่ต้องนี้ชัดเจนว่าเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฉะนั้น เอกชนหรือใครก็ไม่มีสิทธิ์ออกโฉนดได้ การที่มีกลุ่มบุคคลที่มีตำแหน่งให้ออกโฉนดนั้น สามารถเพิกถอนได้ ทั้งนี้ ขอให้ดีเอสไอฟ้องร้องเอาผิดต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในมาตรา 157 ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่และปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะถือเป็นเรื่องจริยธรรม การดำรงตำแหน่งของนักการเมือง จึงต้องทวงคืนที่หลวง ต้องทำให้คนรุ่นหลังเกรงกลัวต่อการทำผิดกฎหมาย

ดร.กุสุมาลวตี เผยอีกว่า ตนทราบดีว่าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ที่จะมีมติรับหรือไม่รับเรื่องใดเป็นคดีพิเศษนั้น จะมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมี รมว.ยธ. เป็นกรรมการ ดังนั้น หากเรื่องสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดงจะขยับไปเป็นคดีพิเศษได้ ก็อาจส่อถูกเตะถ่วง ตนจึงขอรอให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตก่อน ระหว่างนี้จึงขอให้ดีเอสไอได้เก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ก่อน อย่าให้ใครแทรกแซง นอกจากนี้ ตนได้ยื่นไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อถอดถอนการดำรงตำแหน่งของนักการเมือง นายอนุทิน ควบคู่ไปด้วย เพราะนายอนุทินมีทะเบียนบ้านอยู่ในที่ดินเขากระโดง และยังมีเรื่องผลประโยชน์ที่ดินทับซ้อน คือ การอนุมัติงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท สำหรับงาน MotoGP 2026 ทั้งที่ที่ดินตรงนั้นยังไม่ชัดเจนว่าเป็นของใคร แบบนี้มันผิดระเบียบหรือไม่ และเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง เข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง

ดร.กุสุมาลวตี ยังกล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือเต้น ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ได้ไปปราศรัยที่จ.ชัยภูมิ อ้างว่าอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มายังดีเอสไอ โดยระบุว่า 8 ผู้ต้องหาที่สั่งฟ้องไปนั้นยังไม่ครอบคลุมจากพยานหลักฐาน และการสอบปากคำพยาน 1,200 รายทั่วประเทศ ว่า ตนทราบว่าพยานมี 1,200 ราย และดีเอสไอ ต้องการข้อมูล 1,200 ราย เพื่อมัดตัวผู้กระทำผิดได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ เส้นทางการเงินและการฟอกเงิน แต่ตนเสียใจเรื่องที่ กกต. มีมติ 3 ใน 4 ไม่เอาหลักฐานเส้นทางการเงินจากดีเอสไอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้มีใบสั่งหรือไม่ เพราะเส้นทางการเงินจะมัดตัวคนบางกลุ่มบางพรรค และจริง ๆ ดีเอสไอมีข้อมูลเรื่องเส้นเงินสมบูรณ์อยู่แล้ว จนสามารถโยงใยไปถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง จำนวน 229 ราย

ฉะนั้น หาก กกต. กลัวหรือเข้าข้างใคร จนไม่เอาข้อมูลจากดีเอสไอก็เชื่อได้ว่า กกต. เบี่ยงเบนประเด็นช่วยเหลือใครหรือไม่ เพราะ กกต. คือองค์กรอิสระที่ไม่อิสระเสียแล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการสอบสวนของดีเอสไอ ผู้ต้องหาไม่ใช่มีเพียงแค่ 8 รายดังกล่าวในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” ดร.กุสุมาลวตี กล่าวทิ้งท้าย.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password