• เสาร์ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 12:12 น.

‘เอกนิติ’ โชว์พร้อมศูนย์สิริกิติ์ รับประชุม IMF–ธนาคารโลก

BREAKING NEWS ECONOMY HEADLINE NEWS

รองนายกฯและรมว.คลังนำสื่อชมความพร้อม QSNCC ก่อนรับผู้ร่วมประชุม IMF–ธนาคารโลกกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ วันที่ 12–18 ต.ค.นี้ ชูมาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยี และการประชุมสีเขียว คาดสร้างเงินหมุนเวียน 1,050–2,250 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสดึงลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมด้วย ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ นายณัฏฐวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการ สศค. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ก่อนส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการให้แก่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) สำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการฯ ปี 2569 หรือ 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมเปิดบ้านต้อนรับผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” เปรียบเสมือนการยกสำนักงานใหญ่ของ IMF และธนาคารโลกจากกรุงวอชิงตัน ดีซี มายังประเทศไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมสถานที่และโครงสร้างพื้นฐานตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ พร้อมผสานอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการต้อนรับแบบไทย เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมประชุมและแสดงศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก

ด้านสถานที่ QSNCC ได้จัดตั้งศูนย์ควบคุม Master Control Room และระบบถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับการแข่งขันระดับโลก อาทิ FIFA World Cup และ UEFA Champions League พร้อม ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดูแลระบบในการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส

ส่วน การรักษาความปลอดภัยดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยแบ่ง พื้นที่คัดกรองหลายชั้น จัดจุดตรวจ X-ray 17 จุด และเครื่องตรวจแบบเดินผ่าน 19 จุด พร้อมเชื่อมต่อ ระบบ CCTV และจัดกำลังดูแลโรงแรมที่พักทางการทั้ง 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ยอดลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมล่าสุดมีมากกว่า 15,000 คน และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การประชุมคาดว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยประมาณ 1,050–2,250 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน ซึ่งพำนักเฉลี่ย 7–10 วัน และใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000–15,000 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะใช้โอกาสนี้นำเสนอความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และสิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สนับสนุนการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ภายในสถานที่จัดประชุมมี การนำเสนอวัฒนธรรมและ Soft Power ไทย ผ่านการตกแต่งด้วยผ้าไทย 37 ลาย จาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลายบุปผาบรมราชินีนาถและกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ พร้อมจัดแสดง ประติมากรรม “Impact Piece Sculpture” ซึ่งใช้วัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนความร่วมมือและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้านอาหารและเครื่องดื่ม มีการใช้สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย พร้อมเมนูที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ ได้แก่ กาแฟ “AM Brew” ซึ่งคัดสรรเมล็ดกาแฟไทย และ “ชาไทย by QSNCC” เพื่อให้ผู้ร่วมประชุมได้สัมผัสรสชาติและเอกลักษณ์ของไทย

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า การจัดงานยึดแนวคิด “Green Meeting” โดย QSNCC ซึ่งได้รับมาตรฐานอาคารเขียว จะให้บริการรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 320 คัน คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมบริหารจัดการขยะอาหารเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้กระดาษด้วยระบบประชุมดิจิทัล และลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในงานจัดเลี้ยง

นอกจากนี้ นิทรรศการ “Thailand Pavilion” จะแสดงศักยภาพของไทยผ่าน 3 โซน ได้แก่ Digital Public Infrastructure นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น PromptPay ระบบชำระเงินผ่าน QR ข้ามพรมแดน และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการเงินแก่ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย

โซน Climate Resilience นำเสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการจัดการน้ำท่วม การใช้แผนที่ข้อมูลดูแลกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ส่วน โซน Longevity นำเสนอระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะ ตั้งแต่หลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อาหารเพื่อสุขภาพ นวดไทย ไปจนถึงการแพทย์แม่นยำและอุตสาหกรรม Wellness

ภายในงานยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” ถ่ายทอดแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาที่วางรากฐานความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เชื่อมโยงกับประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การรับมือภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยง

“การเตรียมความพร้อมเต็มรูปแบบในทุกมิตินี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ในการต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศทั่วโลก” ดร.วินิจ กล่าว พร้อมระบุว่า การประชุมจะเป็นเวทีเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ นวัตกรรม โอกาสการลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผู้สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th และ Facebook AM2026 Thailand.