รัฐเร่ง ‘คนละครึ่งพลัส’ เติมกำลังซื้อ ควบคู่ดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายกฯอนุทิน ย้ำชัด! ดัน “คนละครึ่งพลัส” เดินหน้าแน่นอนหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ด้านกระทรวงการคลัง ชูเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ 300 เป็น 400 บาท ส่วนกระทรวงพาณิชย์ มุ่งคุมราคาสินค้า-ลดสูงสุด 50% บรรเทาค่าครองชีพ
วันที่ 28 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะถูกผลักดันทันทีหลังรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหาร โดยยืนยันว่า เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยให้คำมั่นไว้กับประชาชน และจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ทั้งนี้ จะมีการพัฒนาเงื่อนไขให้ครอบคลุมมากขึ้นจากโครงการเดิม พร้อมย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำมัน แต่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวเสริมว่า รัฐบาลมีแนวทางใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเตรียมเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจาก 300 บาท เป็น 400 บาท
“วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่ประชาชนแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน รัฐบาลจึงเลือกใช้งบประมาณช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายเอกนิติ ระบุ
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมราคาสินค้า โดยเพิ่มรายการสินค้าควบคุมจาก 59 เป็น 66 รายการ พร้อมกำหนดให้สินค้าจำเป็นบางรายการต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยนำสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการ มาลดราคาสูงสุด 50% พร้อมขยายโครงการธงฟ้ากว่า 500 ชุมชน และจัดรถธงฟ้าเคลื่อนที่เพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าแล้วกว่า 4,000 แห่ง และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกว่า 400 เรื่อง เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต
ถึงตรงนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ได้สะท้อนการปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ จากการอุดหนุนต้นทุน (เช่น ราคาพลังงาน) ไปสู่การอุดหนุนกำลังซื้อโดยตรง ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนได้กว้างและรวดเร็วมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการและการควบคุมราคาสินค้า แสดงให้เห็นถึงการใช้มาตรการหลายเครื่องมือควบคู่กัน เพื่อดูแลค่าครองชีพในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและวินัยการคลัง เนื่องจากมาตรการเหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมาก และต้องบริหารให้สมดุลกับเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว นั่นเอง!!!.






