วงสวิง KPI 1 ปี!

(จากการประเมินคนในพรรค สู่ ‘แรงเหวี่ยง?’ ที่อาจครอบคลุมทั้ง ‘ครม.อนุทิน’)

เสียงเตือนจาก “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” กำหนดกรอบประเมินผลงาน 1 ปี อาจไม่ใช่เพียงการ “ขันน็อต” เฉพาะคนในพรรค แต่อาจ “สัญญาณการเมือง” ที่ส่งแรงสะเทือนไปไกลกว่านั้น เมื่อ “ความสำเร็จ/ล้มเหลว” ของ “รัฐบาลอนุทิน” ถูกผูกเข้ากับชื่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ฤา “KPI 1 ปี” คือ “บททดสอบใหม่” ของทั้งรัฐบาล  

ขันน็อตพรรค หรือส่งสัญญาณถึงรัฐบาล? :

กรณี เกิดกระแสข่าวจาก พรรคภูมิใจไทย อ้างแนวคิดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ที่ได้ “ส่งสัญญาณเตือน!” ไปยัง…รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ สส. และ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรค

จะต้อง “เร่งสร้างผลงาน” ภายในกรอบเวลา 1 ปี ภายใต้ “ดัชนีชี้วัดผลงาน” หรือ KPI ในทางการเมือง ที่ระบุว่า…หากผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็อาจมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลนั้น

มองในชั้นต้น ประเด็นข้างต้น อาจถูกแปลความได้ว่า…เป็นเพียงมาตรการบริหารจัดการภายในพรรคการเมือง

แต่ในทางการเมือง ข่าวนี้อาจมีนัยสำคัญมากกว่านั้นมาก???

เพราะในช่วงเวลาที่ “รัฐบาลอนุทิน” กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายประเด็น! ทั้ง…ปัญหาเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจน ข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อโครงการและนโยบายต่าง ๆ

ดังนั้น การประกาศ “KPI 1 ปี” จึงไม่ใช่เพียงการวัดผลงานของบุคคล แต่เป็นการวัดความสามารถของกลไกรัฐบาลโดยรวม!!??

ความเสียหายของรัฐบาล ไม่เคยหยุดอยู่ที่กระทรวงเดียว :

ในทางปฏิบัติรัฐมนตรีแต่ละคน อาจสังกัดคนละพรรคการเมือง แต่ในสายตาของประชาชน ความสำเร็จหรือความล้มเหลวมักถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี

คนไทยจำนวนมากอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่า…กระทรวงใดอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคใด? แต่สิ่งที่พวกเขารับรู้ได้ ก็คือ…ภาพรวมของการบริหารประเทศเป็นอย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดความ “ผิดพลาด!” จากรัฐมนตรีคนหนึ่ง ผลกระทบทางการเมือง…ย่อมไม่จำกัดอยู่เพียงตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองต้นสังกัด

หากแต่ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลทั้งหมด!!!

นั่นทำให้คำว่า KPI” ในทางการเมือง มีความหมายมากกว่าตัวชี้วัดผลงานทั่วไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองสูงสุด นั่นก็คือ…ผู้นำรัฐบาล

อำนาจปลดไม่มีเต็มมือ แต่อำนาจกดดันมีอยู่จริง :

แม้ นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถ “ปลด” รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลได้โดยอิสระ เนื่องจากต้องคำนึงถึงข้อตกลงทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่า…จะไม่มีเครื่องมือในการกดดัน???

การติดตามผลการทำงาน การกำหนดเป้าหมาย การประเมินประสิทธิภาพ การเรียกชี้แจง หรือแม้แต่การส่งสัญญาณผ่านสื่อ

ข้างต้น…ล้วนเป็นกลไกทางการเมืองที่สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างไม่ต้องสงสัย!!??

ในหลายประเทศ การปรับคณะรัฐมนตรี มักไม่ได้เริ่มต้นจาก “คำสั่งปลดโดยตรง” แต่เริ่มต้นจาก…การประเมินผลงานและแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น! จน “พรรคต้นสังกัด” ต้องเป็น “ผู้ตัดสินใจ” เปลี่ยนตัวบุคคลเอง!!!

ดังนั้น แม้ KPI 1 ปี จะถูกประกาศใช้กับคนในพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลต่างกำลังจับตามองอยู่เช่นกัน

วงสวิงที่อาจขยายออกไป :

ประเด็นสำคัญ จึงไม่ใช่ว่า…จะมีใครถูกปรับออกจากตำแหน่งหรือไม่? แต่คือ “แรงเหวี่ยง” ของแนวคิดดังกล่าวจะขยายออกไปไกลเพียงใด???

หากการประเมินผลงานภายในพรรคประสบผลสำเร็จ และสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพรรคภูมิใจไทยได้ ก็เป็นไปได้ว่ามาตรฐานลักษณะเดียวกันนี้ อาจถูกผลักดันให้กลายเป็น “วัฒนธรรมการทำงาน” ของรัฐบาลทั้งคณะ!!!

หากเป็นเช่นนั้นจริง KPI จะไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้วัดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีทุกคน

เกมวัดใจ หรือบททดสอบผู้นำรัฐบาล? :

ท้ายที่สุด! กระแสข่าวนี้ ก็อาจไม่ได้สะท้อนเพียงความเข้มงวดของ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” แต่กำลังสะท้อนความพยายามของ “ผู้นำรัฐบาล” ในการสร้าง “มาตรฐานใหม่” ทางการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกวัน!

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า…KPI 1 ปี จะส่งผลต่อคนในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่? แต่คือ…แรงเหวี่ยงของ KPI ลูกนี้ จะหยุดอยู่แค่ภายในพรรค หรือจะขยายวงกว้างไปถึงรัฐมนตรีทุกคนในคณะรัฐมนตรีอนุทิน ตามไปด้วย???

และหากวันนั้นมาถึง นั่นอาจกลายเป็น “บททดสอบ” ครั้งสำคัญที่สุด! ของรัฐบาลชุดนี้.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password