• อาทิตย์ 6 กันยายน 2569 เวลา 17:57 น.

หุ้นไทยพลิกร่วงกว่า15จุด หลังศาลรธน.เชือด ‘เศรษฐา’ ภาคเอกชน ช็อกชะงักลงทุน

BREAKING NEWS HEADLINE NEWS INVESTMENT

หุ้นไทยพลิกร่วงกว่า 15 จุดหลังมีคำตัดสิน”เศรษฐา” พ้นนายกฯ “บล.เอเซีย พลัส” เชื่อจะเกิดสุญญากาศทางการเมือง แต่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ขณะ ภาคเอกชนช็อคชะงักการลงทุน
ความเคลื่อนไหวหุ้นไทยบ่ายวันนี้ (14 ส.ค.) หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดียื่นถอดถอน “เศรษฐา ทวีสิน” จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติในความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงกว่า 15 จุด ก่อนจะรีบาวน์ขึ้นมาเล็กน้อย

ล่าสุด ณ เวลา 15:41 น. SET อยู่ที่ 1,287.47 จุด -10.32 จุด หรือ ลบ 0.80% มูลค่าซื้อขาย 38,571.00

บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ระบุว่า กรณีนายกฯ ถูกถอดถอน รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่รักษาการนายกฯ แทน ส่วน ครม. สามารถรักษาการต่อได้ จนกว่าจะมีนายกฯ คนใหม่ซึ่งจะจัดให้มีการโหวตเลือกในสภาผู้แทนราษฎร์ภายใน 45-60 วัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าช่วงเวลาที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมือง ก็น่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ประเมินจากการจับมือของพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังเข้มแข็ง และก็ไม่น่าจะเห็นการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายที่สำคัญ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในมุมของภาคเอกชนได้สะท้อนให้เห็นภาพหลายแล้ว และคำวินิจฉัยถอดถอนนายกฯ ทำให้นักลงทุนต่างช็อกและชะงักการลงทุน

สำหรับปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า รวมถึงมีความท้าทายมากมายที่เกิดขึ้นในโลก และประเทศไทยก็ยังอยู่ในช่วงที่จะต้องรีบเร่งในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น สร้างการลงทุนใหม่ ๆ เชิญชวนนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

“ผมคิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงจังหวะที่สำคัญ และปัจจัยที่เป็นตัวที่พิจารณาสำหรับนักลงทุน ก็คือเรื่องของการเมือง เราต้องมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ หรือว่ามีความนิ่ง และต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาไม่มีความต่อเนื่องมานาน การเปลี่ยนขั้วพรรคการเมืองตลอดเวลาก็จะทำให้นโยบายที่รัฐบาลเคยขับเคลื่อนนั้นหยุดชะงักไป มันก็ขาดความต่อเนื่อง”

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่มีคดี ตลอดระยะเวลากว่า 80 วัน ทุกคนก็ชะลอการลงทุนอยู่แล้ว และรอดูกันอยู่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ทุกฝ่ายมีการมอนิเตอร์ ติดตามผล แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอุตสาหกรรมจะหยุดหมดเพราะก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ด้วย

ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศฝั่งอเมริกา ยุโรป อาจจะให้น้ำหนักในเรื่องนี้มาก เรียกว่าซีเรียสเลยก็ว่าได้ ทำให้มีนักธุรกิจหลายรายต้องการความชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีการสอบถามพูดคุยกับทาง ส.อ.ท อยู่ตลอดเวลา แต่ว่านักลงทุนทั้งโซนเอเชียเองอย่างนักลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย และอยู่ในประเทศมา 40 – 50 ปี ก็อาจจะเริ่มเรียนรู้ และสามารถปรับตัวได้

“ตลอดระยะเวลาในช่วงปี 1 ที่ผ่านมา ผมคิดว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลในชุดของนายเศรษฐา เพราะขึ้นมาเป็นรัฐบาลในช่วงที่เกิดความท้าทายของโลกมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้า เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ การที่ต้องเลือกข้าง การย้ายฐานการผลิตจำนวนมากที่ไม่เคยรุนแรงและเข้มข้นขนาดนี้มาก่อน และรวมถึงปัญหาสะสมของประเทศไทย ที่ลึกไปเชิงโครงสร้างมาตั้งนาน แต่ว่าท่านนายกก็สามารถเข้ามาทำงาน ปรับตัวและใช้เวลาไม่มาก 3-4 เดือน ก็เริ่มพอเข้าใจในหน้าที่และมีแนวทางแก้ปัญหาเรื่องต่าง ๆ ได้” นายเกรียงไกร กล่าว.