(จับตา ‘รัฐบาลอนุทิน’ หลังศึกไม่ไว้วางใจ? ชี้! ‘สมการอำนาจ’ ต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจและประชาชน)
ศึกซักฟอก “18 รมต.” ยังติดหล่มเจรจากรอบเวลา ท่ามกลางกระแส “ปรับ ครม. – รัฐบาลอนุทิน” ยังไม่จางหาย จับตา! หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจมีการจัด “สมดุลอำนาจใหม่?” ท่ามกลาง…โจทย์ใหญ่ที่คนไทยรอคำตอบ ทั้งปัญหา…ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และรายได้ ที่โตไม่ทันรายจ่าย!
ซักฟอกติดล็อก การเมืองรอจังหวะ :
ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ช่วงวันที่ 23–24 ตุลาคม 2569 กำลังสะท้อน 2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน นั่นคือ…การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และ กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้ว่า…นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะยืนยันว่า…
ยังไม่มีการปรับ ครม.!!!
แต่นั่น ไม่ได้ทำให้ ข้อสงสัย? เกี่ยวกับ…ความต่อเนื่องของ “ทีมบริหาร” และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล จางหายกันไป
การประชุม “วิป 3 ฝ่าย” เพื่อกำหนดกรอบ…อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 18 คน ยังไม่ได้ข้อยุติ หลัง ฝ่ายรัฐบาล เสนอให้อภิปราย 4 วัน ระหว่างวันที่ 26–29 ตุลาคม และลงมติวันที่ 30 ตุลาคม ขณะที่ ฝ่ายค้าน ต้องการเวลาอภิปราย 5 วัน พร้อมลงมติอีก 1 วัน ก่อนเกิดความเห็นต่างจนการเจรจาไม่สำเร็จ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ประธานวิปฝ่ายค้าน จากพรรคประชาชน ให้เหตุผลว่า…จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายและข้อมูลที่เตรียมไว้จำเป็นต้องได้รับเวลาอย่างเพียงพอ ส่วน ฝ่ายรัฐบาล โดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า…ได้เสนอเพิ่มเวลาและจัดสรรชั่วโมงให้ฝ่ายค้านแล้ว
ขณะที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเข้ามามีบทบาท ประสานให้ทั้ง 2 ฝ่ายหาข้อยุติร่วมกัน โดยยังไม่มีการกำหนดวันอภิปรายใหม่อย่างเป็นทางการ
ความขัดแย้งเรื่องจำนวนวัน จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการจัดตารางประชุม แต่ยังสะท้อน ความจำเป็นที่จะต้องสร้าง “สมดุล” ระหว่าง…สิทธิการตรวจสอบของฝ่ายค้าน กับ โอกาสชี้แจงของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนการลงมติ
หลังซักฟอก สมการ ครม. :
แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่เริ่มต้น แต่กระแสปรับ ครม. กลับเป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตา โดยเฉพาะข่าวความเป็นไปได้ที่ พรรคกล้าธรรม…จะเข้ามามีบทบาทในรัฐบาล และอาจนำไปสู่…การเปลี่ยนแปลงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อกระแสข่าวเปลี่ยนตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ โดยยืนยันว่า…เป็นบุคลากรหลักของรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า…หากต้องเปลี่ยนนางศุภจี ก็ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีด้วย!!!
คำยืนยันดังกล่าว สะท้อน…ความตั้งใจรักษาความต่อเนื่องของบุคลากรสำคัญในทีมเศรษฐกิจ แต่นั่น ก็ไม่ได้หมายความว่า…การปรับ ครม. ในส่วนอื่นจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น! นั่นเพราะยังต้องขึ้นอยู่กับ…
เงื่อนไขทางการเมือง
ผลการอภิปราย
และการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
หากมีการปรับ ครม. ภายหลังศึกซักฟอก จึงอาจเป็นจังหวะที่รัฐบาลทบทวนทั้งสมดุล ระหว่าง…พรรคร่วมและประสิทธิภาพการทำงานของรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการสลับโควตากระทรวง
ลูกเทพ–โลกลืม อยู่ในสมการ? :
อีกมิติหนึ่งของกระแสปรับ ครม. นั่นคือ…คำถามเกี่ยวกับรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลงาน ภาพลักษณ์ หรือบทบาทการบริหารงาน รวมถึง กลุ่มที่ถูกเรียกในทางการเมือง ว่าเป็น…
“ลูกเทพ” ซึ่งสะท้อนภาพของ “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ลูกหลานของเหล่าบรรดานักการเมืองคนดัง ที่ได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองเป็นพิเศษ
และ กลุ่มรัฐมนตรี “โลกลืม” ที่ไม่ค่อยปรากฏบทบาทต่อสาธารณะมากนัก
อย่างไรก็ตาม คำเรียกเหล่านี้ เป็นเพียงการจัดกลุ่มในเชิงวิพากษ์ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า…รัฐมนตรีคนใด? ขาดความสามารถหรือไม่มีผลงาน ดังนั้น การประเมินความเหมาะสมเพื่อการ “ปรับหรือไม่ปรับออก” จึงควรพิจารณาจาก…ภารกิจ ผลงานที่ตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นหลัก
หาก นายกรัฐมนตรี…ใช้โอกาส “ปรับ ครม.” เพื่อทบทวนบุคลากร เกิดขึ้นจริง! คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง…ใครจะหลุดจากตำแหน่ง? หรือใครจะเข้ามาแทนที่? แต่คือ…
การเปลี่ยนแปลงนั้น จะทำให้…การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร? มากกว่า!!!
เพราะการเปลี่ยนตัวบุคคล โดยไม่มีการปรับปรุงกลไกทำงาน อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจรอไม่ได้ การเมืองต้องเดิน :
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนราษฎร นั้น ประชาชนไทย ยังคงต้องเผชิญกับปัญหา…ภาระค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงาน หนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของรายได้
ขณะที่ ภาคธุรกิจ เอง ก็จะต้อง “รับมือ” กับ…การแข่งขันทางการค้า ต้นทุนทางการเงิน และความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ล่าสุด นายอนุทิน เปิดเผยว่า…การประชุม ครม. วันที่ 27 ตุลาคม จะพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้หารือกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ถึงแนวทาง…ปรับลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้ง E20 และ B20 เพื่อช่วยรักษาส่วนต่างราคาน้ำมัน สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน และลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่ข้อเสนอดังกล่าว ยังต้องผ่านการพิจารณาและกำหนดรายละเอียด จึงต้องติดตามว่า…มาตรการที่ออกมาจะช่วยลดต้นทุนประชาชนได้จริงเพียงใด? และกระทบรายได้ภาครัฐอย่างไร?
นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า…ไม่ว่าการเมืองจะอยู่ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือมีกระแส “ปรับ ครม.” ทว่า ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินหน้า…แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยังจะต้องดำเนินต่อเนื่อง ชนิด…หยุดนิ่งกันไม่ได้!!!
ทีมเศรษฐกิจต้องไม่สะดุด :
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้เสนอแนวคิด “Thailand’s Second Take-off” หรือ การทะยานขึ้นครั้งที่ 2 ของเศรษฐกิจไทย ในเวที CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (อ่านข่าวได้ที่… https://yutthasartonline.com/strategies/180822 ) โดย เชื่อมโอกาสจากเวทีเศรษฐกิจโลกเข้ากับการลงทุน เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
แนวทางดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง…กระทรวงการคลัง พาณิชย์ พลังงาน อุตสาหกรรม และหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นอย่างต่อเนื่อง
หากเกิดการ…ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี จึงต้องพิจารณาด้วยว่า…รัฐบาลยังจะรักษาความต่อเนื่องของนโยบายสำคัญอย่างไร???ทั้ง…มาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย การสนับสนุน SMEs การเข้าถึงสินเชื่อ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลดต้นทุนพลังงาน
ในทางกลับกัน หากการ “ปรับ ครม.” ช่วยลดอุปสรรคในการประสานงาน เพิ่มความชัดเจนของผู้รับผิดชอบ และทำให้นโยบายเกิดผลเร็วขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสปรับปรุงประสิทธิภาพฝ่ายบริหารได้เช่นกัน
ดังนั้น การประเมินผลการ “ปรับ ครม.” จึงควรดูที่…ความต่อเนื่องและผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย มากกว่าจำนวนรัฐมนตรีที่เปลี่ยนตำแหน่ง
วัดผลงาน ไม่ใช่วัดเก้าอี้ :
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็น…กลไกตรวจสอบความรับผิดชอบของรัฐบาล ขณะที่การ “ปรับ ครม.” ถือเป็น…อำนาจบริหารในการจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับภารกิจ
ทั้ง 2 เรื่องมีความเชื่อมโยงทางการเมือง แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน!!??
ผลการอภิปราย…อาจทำให้สาธารณชนเห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลงานและข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีชัดเจนขึ้น! ส่วนการ “ปรับ ครม.” หากเกิดขึ้นจริง! ก็เป็น…อีกกระบวนการหนึ่งที่ต้องพิจารณา ทั้งเหตุผลทางการเมืองและความเหมาะสมในการบริหารงาน
สำหรับประชาชน สิ่งที่สำคัญกว่า การเปลี่ยนรายชื่อรัฐมนตรี นั่นคือ…รัฐบาลจะสามารถทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนจำเป็นอยู่ในระดับที่รับมือได้ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ แก้ปัญหาหนี้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนได้เพียงใด?
การเมือง! จึงไม่ควรถูกแยกออกจากเศรษฐกิจ นั่นเพราะ…ความล่าช้าของการตัดสินใจ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย หรือความไม่ชัดเจนของผู้รับผิดชอบ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและชีวิตประชาชน
ปลายทางต้องเป็นประชาชน :
“ศึกซักฟอก” ครั้งนี้! ยังต้องรอข้อยุติเรื่องวันอภิปราย ส่วนการ “ปรับ ครม.” ยังคงเป็นความเป็นไปได้ที่ไม่มีประกาศยืนยัน แต่…ทั้ง 2 ประเด็นกำลังตั้งคำถามร่วมกันถึงคุณภาพการบริหารประเทศ
รัฐบาลต้องชี้แจงผลงานและข้อกล่าวหาผ่านกลไกรัฐสภา ขณะเดียวกันก็ต้อง รักษาความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยไม่ปล่อยให้…ความไม่แน่นอนทางการเมือง กลายเป็นอุปสรรคต่อภารกิจสำคัญ
เพราะไม่ว่า…จะ “ซักฟอกก่อน” หรือ “ปรับ ครม.” ในภายหลังก็ตามทว่า…สิ่งที่ ประชาชนไทย ต้องการเห็นไม่ใช่เพียง…ความเปลี่ยนแปลงของเก้าอี้รัฐมนตรี แต่คือ…ความเปลี่ยนแปลงของรายได้ ค่าครองชีพ และโอกาสในการดำรงชีวิต!
การเมืองอาจต้องใช้เวลาเจรจาและจัดสมดุลอำนาจ แต่…ปัญหาปากท้องประชาชนไม่สามารถหยุดรอได้!!??.

