• เสาร์ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ทะยาน 2 โจทย์ใหญ่ ‘เอกนิติ’

BREAKING NEWS STRATEGIES

(จาก IMF – APEC สู่เศรษฐกิจยุคใหม่ วัดความสำเร็จที่การลงทุนจริงและรายได้คนไทย)

จากเจ้าภาพ IMF – World Bank สู่เวที APEC และแผนเดินหน้าที่ดาวอส จับตา! “เอกนิติ” เชื่อมโจทย์เศรษฐกิจไทยเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลก ชู Second Take-off พลิกความเชื่อมั่นเป็นโอกาสลงทุน ท่ามกลาง “สงครามการค้า – หนี้ –  AI และพลังงานสะอาด” เผย! บทพิสูจน์สำคัญ โฟกัสการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ประชาชน

จากเวทีโลกสู่โจทย์เศรษฐกิจไทย :

ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในงาน CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569

มีนัยสำคัญมากกว่า…การนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจประจำปี นั่นเพราะเป็นการ “เชื่อม” บทเรียนจากเวทีเศรษฐกิจโลกเข้ากับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย พร้อมเสนอ แนวคิด “ผลักดัน” เศรษฐกิจไทยสู่การทะยานขึ้นครั้งที่ 2 หรือ Second Take-off

ภายหลังประเทศไทยเป็น เจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ดร.เอกนิติ ยังเข้าร่วมประชุม เวทีรัฐมนตรีคลังเอเปคที่ฮ่องกง (20–21 ตุลาคม) และ มีแผนต่อยอดการหารือในเวทีดาวอส ระหว่างวันที่ 9–23 มกราคม 2569 ที่เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

แต่ละเวที! สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน ทั้ง…เสถียรภาพการเงินโลก วินัยการคลัง การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สิ่งที่น่าจับตา จึงไม่ใช่จำนวนเวทีระหว่างประเทศที่รัฐมนตรีคลังเข้าร่วม แต่เป็นความสามารถในการนำความรู้ เครือข่าย และโอกาสเหล่านั้นกลับมาเชื่อมกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย

5 คลื่นโลก เขย่าเศรษฐกิจไทย :

ดร.เอกนิติ ชี้จากเวที CEO ECONMASS Awards 2026 ให้เห็น…ความเสี่ยงสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง ความจำเป็นในการรักษาวินัยการคลัง การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ส่งผลต่อกันเป็นลูกโซ่…???

สงครามการค้า อาจกระทบการส่งออกและการลงทุน ต้นทุนเงินทุนสูง เพิ่มภาระให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่ เทคโนโลยี AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ก็อาจทำให้แรงงานที่ขาดทักษะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในเวลาเดียวกัน ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มต้นทุนการผลิตและภาระงบประมาณภาครัฐ

สำหรับ ประเทศไทย ความเสี่ยงเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญเมื่อเศรษฐกิจยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน และข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถแข่งขัน

การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากประเทศไม่สามารถเพิ่มศักยภาพการเติบโตระยะยาวไปพร้อมกัน

Second Take-off ต้องมากกว่าความเชื่อมั่น :

การที่ประเทศไทยได้รับความสนใจจากการเป็น เจ้าภาพ IMF–World Bank ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น โดย ดร.เอกนิติ เปรียบเทียบกับการเป็นเจ้าภาพในปี 2534 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ความเชื่อมั่น ไม่ได้แปลว่า…จะเกิดการลงทุนโดยอัตโนมัติ

นักลงทุนยังต้องพิจารณาต้นทุนพลังงาน ความพร้อมของแรงงาน ระบบกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน ความต่อเนื่องของนโยบาย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การทะยานขึ้นครั้งที่ 2 ของเศรษฐกิจไทย จะเกิดขึ้นได้จริง! ก็ต่อเมื่อ…สามารถเปลี่ยนความสนใจจากต่างประเทศให้กลายเป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และรายได้ภายในประเทศ

โจทย์นี้แตกต่างจากการเติบโตในอดีตที่อาศัยแรงงานต้นทุนต่ำ การส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

เศรษฐกิจไทยในอนาคต จำเป็นต้อง…แข่งขันด้วยผลิตภาพ เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น

Second Take-off จึงเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นจากเวทีระหว่างประเทศ

ช่วยคนตัวเล็ก ต้องสร้างความสามารถ :

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากปาฐกถา ก็คือ…แนวคิดช่วยเหลือประชาชนแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือ Targeted Policy ควบคู่กับการนำ AI มาเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย

แนวคิดนี้ สะท้อนความพยายามเปลี่ยนจากมาตรการบรรเทาภาระระยะสั้น ไปสู่การสร้างความสามารถในการหารายได้ระยะยาว

ตัวอย่างเช่น การนำ Small AI มาช่วยร้านค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสินค้า และวางแผนธุรกิจ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างข้อมูลประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังมีข้อจำกัด ทั้งต้นทุนการเข้าถึง ความรู้ด้านดิจิทัล คุณภาพข้อมูล และความพร้อมของผู้ประกอบการ

หากไม่มีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เทคโนโลยีอาจเพิ่มความได้เปรียบให้ธุรกิจที่มีความพร้อมอยู่แล้ว มากกว่าจะช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ

ภาครัฐและสถาบันการเงิน จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับเงินทุน ความรู้ และโอกาสทางตลาด

โดยเฉพาะ ธนาคารของรัฐและกลไกค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกัน เข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี การเพิ่มสินเชื่อต้องมาพร้อมการประเมินความสามารถชำระหนี้ ไม่เช่นนั้นนโยบายส่งเสริมรายได้อาจกลับกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้ในระยะยาว

พลังงานสะอาด เปลี่ยนต้นทุนเป็นโอกาส :

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ…การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดย รัฐบาลเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟ และอาจสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน

แนวทางที่นำเสนอ ครอบคลุมการสนับสนุนเงินทุนผ่านสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึง การพัฒนาระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากออกแบบมาตรการได้เหมาะสม การผลิตไฟฟ้าใช้เองอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

แต่ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ขึ้นอยู่กับต้นทุนติดตั้ง เงื่อนไขสินเชื่อ อัตรารับซื้อไฟฟ้า และความพร้อมของระบบจำหน่ายไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าครัวเรือนรายได้น้อยซึ่งไม่มีเงินลงทุนเริ่มต้น จะสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากน้อยเพียงใด

การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะมีความหมายทางเศรษฐกิจมากขึ้น หากไม่ได้จำกัดประโยชน์อยู่เฉพาะผู้ที่มีกำลังลงทุน แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนวงกว้างเข้าถึงการลดต้นทุนพลังงานได้จริง

ทุนมนุษย์ ฐานเศรษฐกิจใหม่ :

การลงทุนจากต่างประเทศจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อแรงงานไทยมีทักษะรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง

แนวคิด Skill Bridge ที่ ดร.เอกนิติกล่าวถึง จึงมีความสำคัญ เพราะมุ่งเชื่อมสถาบันการศึกษากับความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจ

โจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรม แต่ต้องทำให้ทักษะที่พัฒนาแล้วสามารถนำไปใช้ในการทำงานจริง และนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น

การยกระดับทักษะแรงงานยังต้องครอบคลุมแรงงานที่อยู่ในระบบการผลิตเดิม ไม่ใช่เฉพาะแรงงานรุ่นใหม่หรือผู้ที่มีการศึกษาสูง

หากทำได้ การลงทุนด้านบุคลากรจะเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพและกระจายประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

วิสัยทัศน์ต้องมีระบบขับเคลื่อน :

สิ่งที่น่าสนใจจากปาฐกถาครั้งนี้ คือความพยายามเชื่อมปัญหาเศรษฐกิจโลกเข้ากับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ

แต่โจทย์สำคัญอีกด้านหนึ่งคือความสามารถของกลไกภายในประเทศ

การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง หน่วยงานด้านอุตสาหกรรม พลังงาน การศึกษา การลงทุน สถาบันการเงิน และภาคเอกชน

หากแต่ละหน่วยงานดำเนินนโยบายแยกส่วน หรือมีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ไม่สอดคล้องกัน โอกาสทางเศรษฐกิจอาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ได้ตามที่คาดหวัง

สิ่งที่จำเป็น จึงไม่ใช่เพียงการประกาศยุทธศาสตร์ แต่ต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบแต่ละภารกิจ กรอบเวลาดำเนินงาน เป้าหมายร่วม และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่จำนวนการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงรายได้ของประชาชน

ที่สำคัญคือ…ความต่อเนื่องของนโยบาย เพราะการยกระดับผลิตภาพ การพัฒนาคน และการปรับโครงสร้างพลังงานล้วนต้องใช้เวลานานกว่าวาระทางการเมืองระยะสั้น

การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นผลลัพธ์

วัดผลที่ประชาชน ไม่ใช่เวทีโลก :

บทเรียนจากการเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank และการเข้าร่วมเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ชัดเจนขึ้น แต่ความสำเร็จของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศ

ทั้งการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ผลิตภาพที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยที่แข่งขันได้ แรงงานที่มีรายได้ดีขึ้น และครัวเรือนที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม

การรักษาวินัยการคลังต้องดำเนินควบคู่กับการลงทุนเพื่ออนาคต ขณะที่การช่วยเหลือประชาชนต้องไม่หยุดอยู่เพียงการบรรเทาความเดือดร้อน แต่ต้องเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

Second Take-off จึงไม่ใช่เพียงคำประกาศความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาทะยานอีกครั้ง แต่เป็นโจทย์ว่าประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมกับการเติบโตนั้นได้อย่างไร

หากประเทศไทยเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากเวทีโลกให้เป็นการลงทุนจริง เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภาพ และเปลี่ยนนโยบายให้เป็นรายได้ประชาชนได้สำเร็จ การทะยานขึ้นครั้งที่ 2 ก็จะมีความหมายมากกว่าการเติบโตของตัวเลข GDP

เพราะปลายทางของการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในสายตาโลก แต่ต้องทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย!!!.