• ศุกร์ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 12:05 น.

พระปิยมหาราช ปฏิรูปไทย!

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เลิกทาส! ปลดพันธนาการ ‘หนี้-เหลื่อมล้ำ’ – ร.๕ สร้างรากฐานชาติ สู่อนาคตมั่นคงของคนไทย)

115 ปี…วันปิยมหาราช รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง…รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงปฏิรูปสยาม วางรากฐาน “รัฐสมัยใหม่” และ “ยกระดับ” ชีวิตประชาชน ย้อนบทเรียนเลิกทาส ปฏิรูปราชการ การศึกษา เศรษฐกิจและการต่างประเทศ เทียบโจทย์ไทยยุควิกฤติ…หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และสังคมสูงวัย ถึงเวลาสานต่อ “คุณค่า” การปฏิรูป สร้างรัฐประสิทธิภาพ เศรษฐกิจเป็นธรรม และคุณภาพชีวิตมั่นคงยั่งยืนเพื่อคนไทยทุกชนชั้น

ปิยมหาราช: รากฐานการเปลี่ยนแปลง

วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปิยมหาราช” วันที่ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช” อันหมายถึง…พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

พระองค์เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2411 และเสด็จสวรรคตวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมระยะเวลาครองราชย์กว่า 42 ปี

ตลอดรัชสมัย…สยามต้องเผชิญแรงกดดันจากการขยายอำนาจของชาติตะวันตก ขณะที่ โครงสร้างการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ พระองค์จึงทรงดำเนินพระราชกรณียกิจปฏิรูปประเทศ ทั้ง…การเลิกทาส การบริหารราชการแผ่นดิน การศึกษา การแพทย์ การคมนาคม การคลัง และการต่างประเทศ

การปฏิรูปเหล่านี้ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการ “เปลี่ยนผ่าน” สยาม…สู่รัฐสมัยใหม่ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

115 ปี…หลังการเสด็จสวรรคต “วันปิยมหาราช” จึงมิใช่เพียง…วันแห่งการรำลึก แต่เป็นโอกาสสำคัญที่สังคมไทยจะนำบทเรียนประวัติศาสตร์มาทบทวนแนวทางแก้ปัญหาและสร้างอนาคตของประเทศ

เลิกทาส: คืนอิสรภาพให้ชีวิต

พระราชกรณียกิจสำคัญ ประการหนึ่ง นั่นคือ…การเลิกทาส ซึ่งดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการปรับเปลี่ยนกฎหมายและโครงสร้างสังคมต่อเนื่องหลายทศวรรษ จนมีพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 หรือ พ.ศ. 2448

การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น สะท้อนหลักคิดสำคัญของการปฏิรูป กล่าวคือ…การกำหนดเป้าหมายชัดเจน วางมาตรการรองรับ และลดผลกระทบต่อสังคมระหว่างเปลี่ยนผ่าน

แม้ประเทศไทยปัจจุบัน ไม่มีระบบทาสตามกฎหมาย เช่นในอดีต แต่…ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและโอกาส โดยเฉพาะ ภาระหนี้ครัวเรือน รายได้ไม่เพียงพอ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร

หนี้สิน! มิใช่สถานะทาส แต่หนี้ที่เกินกำลังชำระ สามารถ “จำกัด” ทางเลือกของชีวิต ทำให้…ครอบครัวขาดโอกาสลงทุนประกอบอาชีพ ส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ หรือสร้างหลักประกันในอนาคต

การปลดพันธนาการทางเศรษฐกิจยุคใหม่ จึงต้องทำมากกว่า…การพักหนี้หรือเติมเงินระยะสั้น แต่ต้องสร้างรายได้ เพิ่มทักษะอาชีพ ปรับโครงสร้างหนี้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

หนี้ครัวเรือน: ตัวเลขลด ภาระยังหนัก

ข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ระบุว่า…หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 16.43 ล้านล้านบาท หรือ 85.2% ของ GDP

แม้สัดส่วนหนี้ลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า…ความสามารถชำระหนี้ของประชาชนฟื้นตัวแล้ว

SCB EIC วิเคราะห์ว่า…การลดลงของสัดส่วนหนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ รายได้ครัวเรือนยังฟื้นตัวช้า สะท้อนปัญหาที่ต้องแก้ทั้งด้านรายได้และโครงสร้างหนี้ควบคู่กัน

การปฏิรูป! จึงควรเชื่อมบทบาท ธปท. ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ พร้อม…เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าถึงเงินทุนอย่างรับผิดชอบ

หัวใจสำคัญ! นั่นคือ…เปลี่ยนจากการช่วยให้ประชาชนอยู่กับหนี้ ไปสู่การสร้างความสามารถในการชำระหนี้และสร้างอนาคตโดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมตลอดเวลา

ปฏิรูปรัฐ: ลดอำนาจ เพิ่มบริการ

ในรัชสมัยของ ในหลวงรัชกาลที่ 5 การปฏิรูประบบราชการ การจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม และระบบมณฑลเทศาภิบาล มีบทบาทสำคัญในการสร้างเอกภาพการบริหารและความเข้มแข็งของสยาม

แต่ “โจทย์ใหญ่” ของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน…เปลี่ยนไป!!??

จากการ “รวมศูนย์” เพื่อสร้างรัฐสมัยใหม่ สู่…การพัฒนารัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองความต้องการของประชาชน

การกระจายอำนาจ และงบประมาณสู่ท้องถิ่น ลดขั้นตอนราชการ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงบริการ และเปิดให้ประชาชนตรวจสอบการใช้งบประมาณ คือ…แนวทางที่สามารถสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม!

รัฐที่เข้มแข็ง! ไม่ใช่รัฐที่มีกฎระเบียบมากที่สุด? แต่คือ…รัฐที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม!!!

การศึกษา: สร้างคนให้มีอนาคต

การส่งเสริมการศึกษาสมัยใหม่ในรัชกาลที่ 5 ถือเป็น…ส่วนสำคัญของการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับระบบบริหารประเทศและความก้าวหน้าทางวิทยาการ

ปัจจุบันประเทศไทย…ต้องเผชิญการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ขณะที่ คุณภาพการศึกษายังแตกต่างกันตามฐานะครอบครัวและพื้นที่

การปฏิรูปการศึกษา! จึงต้อง…เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เปิดโอกาสให้เด็กทุกพื้นที่เข้าถึงการเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน ส่งเสริมอาชีวศึกษา ทักษะดิจิทัล และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดยเฉพาะ “แรงงานวัยทำงาน” ที่จะต้องได้รับโอกาสเพิ่มทักษะเพื่อปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

เพราะความมั่นคงของประเทศในอนาคต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ…ทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และคุณภาพของประชาชน

เศรษฐกิจ: เติบโตต้องทั่วถึง

ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาไปมาก แต่ยังเผชิญความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทรัพย์สิน และโอกาสทางเศรษฐกิจ

การเติบโตของ GDP จึงไม่เพียงพอที่จะสะท้อนความก้าวหน้าของประเทศ หากประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และไม่สามารถสร้างหลักประกันให้ครอบครัว

ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย จึงต้อง…ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพเกษตรกรรม การพัฒนา SMEs การสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่น

ภาครัฐควรสร้าง “ระบบ” การแข่งขันที่เป็นธรรม ลดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจ ขณะที่ ภาคเอกชนต้องร่วมลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานและสร้างงานที่มีคุณภาพ

เป้าหมายสำคัญ! จึงไม่ใช่แค่เพียง…ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ต้องทำให้…ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินออม และมีโอกาสยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง!

สุขภาพดี: มั่นคงตลอดชีวิต

สำหรับ การก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชและการพัฒนาการแพทย์สมัยใหม่ในรัชกาลที่ 5 เป็น…รากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลาง…ภาระโรคเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และความจำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

การปฏิรูประบบสาธารณสุข! จึงต้องให้ความสำคัญกับ…การป้องกันโรค การดูแลสุขภาพระดับชุมชน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพบริการ

ควบคู่กับการพัฒนาระบบบำนาญ การออมเพื่อเกษียณ และสวัสดิการแรงงานนอกระบบ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง

ความมั่นคงของชีวิตต้องไม่สิ้นสุด! เมื่อหมดวัยทำงาน แต่ควร…ครอบคลุมตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ

เอกราชยุคใหม่: พึ่งพาตนเองให้ได้

ในอดีต สยามยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก การปฏิรูปประเทศและการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบมีส่วนสำคัญต่อการรักษาเอกราช แม้ต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนภายใต้แรงกดดันของยุคอาณานิคม

ปัจจุบัน ความมั่นคงของประเทศ ไม่ได้จำกัดเฉพาะดินแดน แต่ครอบคลุมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน อาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ และความสามารถในการแข่งขัน

ประเทศไทยจึงต้อง “ลดความเสี่ยง” จากการพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไปในบางด้าน พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรของตนเอง กระจายตลาดส่งออก และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างสมดุล

การพึ่งพาตนเองในโลกยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ แต่หมายถึง…การมีศักยภาพเพียงพอที่จะร่วมมือและแข่งขันกับนานาชาติ โดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมั่นคง

ทุกชนชั้น: ต้องก้าวไปด้วยกัน

การปฏิรูปประเทศไม่อาจสำเร็จได้ด้วยรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกกลุ่ม

ผู้กำหนดนโยบายและข้าราชการต้องสร้างระบบบริหารที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อประชาชน

ภาคธุรกิจและผู้มีทุนต้องร่วมสร้างงาน พัฒนาคน ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย และดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ชนชั้นกลางและแรงงาน ต้องได้รับโอกาสเพิ่มทักษะ สร้างรายได้ และมีหลักประกันทางสังคม ขณะที่ เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ต้องเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และเงินทุนอย่างเหมาะสม

“คนรุ่นใหม่” ต้องมีพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและร่วมกำหนดอนาคต ส่วน ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางต้องได้รับการดูแลให้ดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

การพัฒนาที่เป็นธรรม! จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีฐานะเท่ากัน แต่ต้องสร้างระบบที่ทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพ โดยไม่ถูกปิดกั้นด้วยชาติกำเนิด ฐานะ หรือพื้นที่อยู่อาศัย

ปฏิรูปจริง: ต้องเห็นผลในชีวิต

บทเรียนสำคัญ! จากการปฏิรูปสยาม เมื่อกว่าร้อยปีก่อน นั่นคือ…การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องมีเป้าหมายชัดเจน ดำเนินการต่อเนื่อง และมีกลไกรองรับผลกระทบ

ประเทศไทยจึงควรกำหนด “แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูป” ที่ตรวจสอบผลลัพธ์ได้ใน 3 ระยะ…

ระยะเร่งด่วน 1–2 ปี ด้วยการ…เร่งลดภาระหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง เพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ แก้ปัญหาต้นทุนการประกอบอาชีพ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ระยะกลาง 3–5 ปี…ยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มผลิตภาพเกษตรกรรม สนับสนุน SMEs และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น

ระยะยาว 5–10 ปี…สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และสิ่งแวดล้อม

ทุกระยะ! ต้องมี…ตัวชี้วัด งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ และระบบประเมินผลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้การปฏิรูปเกิดความต่อเนื่อง แม้รัฐบาลหรือผู้บริหารเปลี่ยนแปลง

115 ปี “ปิยมหาราช”: สานรากฐาน สร้างอนาคต

“วันปิยมหาราช” ในปี 2569 นี้ จึงมี…ความหมายมากกว่าการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญของการปฏิรูปสยาม

หากในอดีต ภารกิจสำคัญคือการเลิกทาส ปฏิรูประบบบริหารประเทศ พัฒนาคน และรักษาเอกราช

วันนี้ภารกิจสำคัญของประเทศไทย ก็คือ…การลดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ แก้ความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และพัฒนาระบบที่ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นก้าวหน้าไปด้วยกัน

การสืบสานคุณค่าจากประวัติศาสตร์! จึงไม่ใช่แค่การ นำ “รูปแบบ” การบริหารในอดีตกลับมาใช้ทั้งหมด แต่เป็น…การนำบทเรียนเรื่องการปรับตัว การพัฒนาคน และการสร้างความเข้มแข็งของประเทศ มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน

เพราะประเทศที่มั่นคงอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตหรือรัฐมีอำนาจเข้มแข็ง แต่ต้องเป็นประเทศที่ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ มีความรู้ มีสุขภาพดี เข้าถึงความยุติธรรม และสามารถสร้างอนาคตของตนเองได้

“115 ปี” แห่งการรำลึก “วันปิยมหาราช” จึงควรเป็น “โอกาส” ร่วมกันทบทวนว่า…คนไทยจะส่งต่อประเทศแบบใด…ให้กับคนรุ่นต่อไป???

จากการเลิกทาส…เพื่อคืนอิสรภาพในอดีต สู่การปลดพันธนาการหนี้ และความเหลื่อมล้ำในปัจจุบัน เพื่อให้ความก้าวหน้าของประเทศ…กลายเป็นความมั่นคงในชีวิตของคนไทยทุกชนชั้น…อย่างยั่งยืน!!!.