‘พูนพงษ์’ มอบนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่ ยึด 3 มิติ ‘คน งาน องค์กร’ ชูระบบคุณธรรม โปร่งใส ไร้เส้นสาย พร้อมเร่งปราบนอมินีและสินค้าผิดกฎหมาย เดินหน้าสู่ Digital Ministry ลดขั้นตอนราชการ หนุน SMEs ขยายตลาดส่งออก ดูแลค่าครองชีพและสินค้าเกษตร ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงฯ ทูตพาณิชย์ ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า “นับจากนี้เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์พร้อมก้าวสู่มิติใหม่อย่างเป็นทางการ โดยจะเน้นสร้างความสมดุล 3 ส่วน ประกอบด้วย คน งาน และองค์กร ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ล้วนมีความสำคัญและเป็นปัจจัยหลักที่จะนำพาให้ ‘พาณิชย์ก้าวสู่กระทรวงแห่งความเป็นเลิศ’ เป็นที่พึ่งให้ภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนอย่างสมดุลในทุกมิติ
ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “การสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างนโยบาย 3 ส่วน ‘คน งาน และองค์กร’ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภารกิจกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่มีความท้าทายรออยู่รอบด้าน ทั้งในระดับท้องถิ่นในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาที่แตกต่างกัน ฉะนั้น หากทั้ง 3 ส่วน มีความสมดุล เชื่อมั่นว่ากระทรวงพาณิชย์จะพร้อมรับมือกับทุกภารกิจได้ด้วยความมั่นใจ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด คือ ประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศชาติ
ส่วนที่ 1 คน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกระดับล้วนมีความสำคัญและเป็นฟันเฟืองที่จะทำให้ภารกิจของกระทรวงฯ ประสบความสำเร็จ ซึ่งคุณค่าของบุคลากรจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ผลสัมฤทธิ์ของงาน และความซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้นเป้าหมายของคนในมิติกระทรวงพาณิชย์ คือ ‘ต้องแข่งกันทำงาน’ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องแข่งกันทำงาน แต่ต้องถ่ายทอดถึงระดับปฏิบัติการเพื่อให้บุคลากรทุกระดับมีแรงขับนำพาภารกิจกระทรวงให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่ได้กำหนดไว้ โดยจะเน้นจัดสรรคนให้ตรงตามมิติของงาน เนื่องจากเรามีข้าราชการทั้งกระทรวงเพียง 3,916 คน ดังนั้น บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างงานใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อวางรากฐานสู่อนาคตที่เข้มแข็ง

ในขณะที่ความเติบโตในอาชีพราชการ จะใช้หลักความยุติธรรม ความเสมอภาค และความมีศักยภาพเป็น ‘กติกา’ เพื่อรักษาและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทุ่มเทให้งานราชการอย่างแท้จริง พร้อมสร้างบรรทัดฐานการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งด้วยความโปร่งใสตามความสามารถมาตรฐานการทำงาน และผลงานที่ผ่านมา โดยปราศจากระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย ซึ่งเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจผู้ที่ตั้งใจทำงาน ฉะนั้น ข้าราชการและบุคลากรของกระทรวงพาณิชย์ทุกคนต้องใช้ศักยภาพที่มีอยู่และความตั้งใจทำงานมาเป็นบันได เพื่อก้าวสู่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ เปลี่ยนแรงกายที่จะใช้วิ่งเต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นพลังกาย/พลังใจตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถในฐานะปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้การสนับสนุนข้าราชการและบุคลากรที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เพื่อรักษาคนเก่งและคนดีไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และพร้อมเสริมสร้างให้กระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการและบุคลากรที่มีศักยภาพและมีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติราชการเห็นประโยชน์ของประเทศและองค์กรเป็นหลัก เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแล และสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริง ก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโตด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ
ส่วนที่ 2 งาน ภารกิจหรืองานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ต้องสอดรับกับบริบทการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว ประกอบด้วย

1. สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน เน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรเพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค
2. ดูแลระดับราคาสินค้าเกษตร พาณิชย์จังหวัดในฐานะที่เป็นตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ในส่วนภูมิภาคต้องรอบรู้เศรษฐกิจเป็นอย่างดี ต้องรู้ลึก รู้จริง สำหรับข้อมูลในพื้นที่ พร้อมทั้งต้องจัดทำแผนสอดรับทุกสถานการณ์รวมถึงฤดูกาลสินค้าเกษตร ที่จะออกสู่ตลาดทั้งในระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยต้องทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ เพื่อป้องกันสินค้าเกษตรล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ เพื่อวางแผนร่วมกันในการสื่อสารกับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อกำหนดประเภทและปริมาณการเพาะปลูกสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อความต้องการ ของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ราคาที่ดีและมีผลกำไรในระยะยาว แม้เรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่จะไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของหน่วยงานปลายน้ำอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็ตาม
3. ดูแลค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม โดยการใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชน
สูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 2 มาตรการหลัก (1) ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น (2) ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ‘ไทยช่วยไทยลดภาระ ลดค่าครองชีพ’
4. สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง *การขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและ e-Commerce โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานภายนอก ดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึกตามศักยภาพของ SME ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดและศักยภาพเพื่อให้ตอบโจทย์และเพิ่มขีดความสามารถให้ SME ไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้ สนับสนุนให้รายเล็กเติบโตเป็นรายกลาง และรายกลางเป็นรายใหญ่ ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเน้นที่การส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าควบคู่กับการเพิ่มจำนวนรายการ
5. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ทูตพาณิชย์ที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ต้องเร่ง ‘รักษาตลาดเดิม และรุกตลาดใหม่’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทยและสินค้าไทย โดยนำข้อมูลเชิงลึกทั้งด้านการค้า การลงทุนของตลาดต่างประเทศมาชี้เป้าให้ผู้ประกอบการไทย เพื่อบอกว่าตลาดโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน และมีมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนให้ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ จะเน้นการสร้างมูลค่าสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน
6. เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA และกรอบความตกลงทางการค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เพื่อไม่ให้สินค้าและบริการไทยเสียเปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกด้วยข้อมูลเชิงลึกและสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อชี้ช่องการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME นำแต้มต่อทางการค้าไปใช้ขยายตลาดส่งออกได้อย่างเกิดผลสัมฤทธิ์จริง ติดตามและประเมินผลการใช้สิทธิและเร่งแก้ไขอุปสรรคอย่างใกล้ชิด ตลอดจนขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตได้อย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม
7. ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนสีเทาหรือสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย ผ่านกลไกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เน้น 2 กลยุทธ์หลัก (1) การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด (2) การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น
8. ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับให้เป็นกระทรวงดิจิทัล (Digital Ministry) ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการ ซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยี อันจะส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่
9. แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนรวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะเน้นที่การปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนไป บางเรื่องอาจเหมาะสมในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือปรับปรุงของเดิม เนื่องจากไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อการลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลกได้
เน้นย้ำ!! พาณิชย์ยุคใหม่ต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่น เน้นปรับการทำงานให้สอดรับกับปริมาณและทิศทางงานจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานมีความรวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์สูงสุด เช่น หากเกิดภัยธรรมชาติ ต้องรู้ว่าวันแรกจะต้องทำอะไร
ส่วนที่ 3 องค์กร กระทรวงพาณิชญ์พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรภาครัฐที่มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น และมีบุคลากรที่พร้อมทุ่มเทเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเริ่มต้นจากวัฒนธรรมองค์กร ค่านิยมร่วม และการพัฒนาบุคลากรอย่างมีแบบแผน เน้นประสานพลังการทำงานแบบบูรณาการ ที่พร้อมเพิ่มผลิตภาพให้กระทรวงพาณิชย์ เปิดกว้างและเชื่อมโยงหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันสร้างความเจริญให้ประเทศ โดยยึด ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ เบื้องต้นได้วางกรอบการพัฒนากระทรวงพาณิชย์ในหลากหลายมิติ เช่น
มิติการเปลี่ยนผ่าน โดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในการให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนในลักษณะ End-to-End Process เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใสลดการเผชิญหน้าระหว่างข้าราชการและภาคธุรกิจ/ประชาชน หลีกเลี่ยงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์สร้างความโปร่งใสให้องค์กร ช่วยภาคธุรกิจและประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเดินทางและลดการใช้กระดาษนอกจากนี้ จะเน้นการบริหารงานด้วยข้อมูล (Data Driven) ช่วยในการวิเคราะห์/ตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาด้านต่างๆ เช่น การใช้ข้อมูลด้านการตลาดและฤดูกาลเพื่อคาดการณ์ผลผลิตภาคการเกษตรกร เพื่อให้สามารถจัดเตรียมตลาดทั้งในและต่างประเทศรองรับสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
มิติการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติราชการให้มีความคล่องตัว เช่น ลดขั้นตอนการอนุมัติ/อนุญาติให้คล่องตัวมากขึ้น ใช้ระบบดิจิทัลมาพิจารณาอนุมัติ/อนุญาติเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมถึง การยกเลิกคำสั่งและระเบียบปฏิบัติที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อกการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน
มิติการพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภาครัฐยุคใหม่ โดยการเสริมสมรรถนะด้านการบริการ เพิ่มการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมการบริการ การวิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มทักษะความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อให้เกิดความหลากหลาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมขององค์กร บุคลากรพร้อมทุ่มเทเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
มิติด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการให้บริการภาครัฐ สร้างการมีส่วนร่วมทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เช่น การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานและการใช้เงินงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนเชิญภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการโครงการต่างๆ ของกระทรวง เพื่อสร้างความโปร่งใส
ในขณะเดียวกัน จะมุ่งยกระดับและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และภารกิจจริง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจและการค้าปัจจุบัน ทั้งการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างเต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับงบประมาณ ปี 2570 ทั้งกระทรวงเพียง 8,525.3310 ล้านบาท รวมทั้งการปรับปรุงระดับตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และปรับหน่วยงานภายในเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แต่ละกรมทำงานได้อย่างคล่องตัว และขับเคลื่อนเป้าหมายในภาพรวมของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เช่น การปรับพื้นที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศให้เหมาะสมกับตลาด ควรเพิ่มหรือลดพื้นที่ใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของทัพหน้าทางเศรษฐกิจการทำงานเชิงรุก และการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐด้วยกันภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ ไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังเพียงหน่วยงานเดียว ต้องบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้า และเปิดประตูโอกาสใหม่ๆให้ภาคการค้าไทย”.

