ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินน้ำท่วมปี 2569 กระทบผลผลิตข้าวนาปี เสี่ยงเสียหาย 1.2 หมื่นล้านบาท พื้นที่ปลูกข้าวเสียหายราว 1.5 ล้านไร่ เตือนฝนระลอกใหม่และน้ำเหนือซ้ำเติมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา คาดราคาข้าวอาจปรับสูงขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงวันที่ 25 กันยายน – 14 ตุลาคม 2569 อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีคิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือ 0.06% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยคาดว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวจะได้รับความเสียหายราว 1.5 ล้านไร่ คิดเป็น 2.5% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศ และประมาณ 19% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ฝนหนัก 26 จังหวัด กระทบแหล่งปลูกข้าวสำคัญ:
สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลังเกิดฝนตกต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ชั่วโมง ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมบางพื้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 4 เท่า
พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา บางปะกง และแม่กลอง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวสำคัญ เผชิญฝนตกหนักถึงขั้นวิกฤต โดยจังหวัดระยองมีปริมาณฝนสะสม 289 มิลลิเมตร ฉะเชิงเทรา 270 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 238 มิลลิเมตร ขณะที่พระนครศรีอยุธยาและพิษณุโลกมีปริมาณฝนสะสม 150 มิลลิเมตร
ผลกระทบเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรกำลังทยอยเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ทำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มต่ำมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะแปลงนาที่ข้าวยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทัน
จับตาน้ำเหนือ–ฝนระลอกใหม่ ซ้ำเติมพื้นที่เกษตร:
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนให้ติดตามความเสี่ยงจากฝนตกหนักระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 11–14 ตุลาคม ประกอบกับมวลน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ 11 จังหวัดภาคกลางเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40–70 เซนติเมตร
จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นหรือท่วมขังต่อเนื่อง อาจทำให้ความเสียหายต่อผลผลิตข้าวสูงกว่าที่ประเมินไว้
ผลผลิตเสี่ยงลด ดันราคาข้าวเพิ่ม 18%:
ความเสียหายที่กระจุกตัวในพื้นที่ปลูกข้าวภาคกลางอาจส่งผลให้ราคาข้าวปรับสูงขึ้นประมาณ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 61% และได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยกว่าภาคกลาง ซึ่งมีสัดส่วนพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 14% ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระดับความเสียหายยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาน้ำท่วมขังและความสูงของน้ำในแต่ละพื้นที่ โดยพื้นที่ที่น้ำลดเร็วอาจได้รับผลกระทบจำกัด ขณะที่พื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งน้ำท่วมต่อเนื่องยังเผชิญความเสี่ยงต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกร
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยต่อสภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำและประเมินความเสียหายอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและบริหารผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวในตลาด
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Infographic ประเมินผลกระทบน้ำท่วมปี 2569).

