• ศุกร์ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 01:53 น.

จับแก๊งคอลล์ อ้างเป็น ตร. – พัวพันคดีฟอกเงิน

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

DSI จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจ หลอกเหยื่อพัวพันคดีฟอกเงิน รายเดียวสูญเงินกว่า 7.5 ล้านบาท

วานนี้ (วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569) เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางสาวนาตยา (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี และ นางสาวสุดารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ได้ที่ อำเภอกบินทรบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยผู้ต้องหา มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่ถูกกลุ่มผู้กระทำความผิดนำไปใช้เป็นบัญชีสำหรับรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับขบวนการต่อไป

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีมีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนมายัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ถูกกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ โดยหลอกลวงว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และผู้เสียหายจำเป็นต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการโอนเงินในบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ส่งผลให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพ รวมเป็นเงินจำนวน 7,513,854 บาท

จากการสืบสวนสอบสวน กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการสุ่มโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหาย ก่อนส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการซึ่งแอบอ้างเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่รัฐผ่านวิดีโอคอล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและควบคุมการสื่อสารกับผู้เสียหายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้น หลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีที่จัดเตรียมไว้ เมื่อได้รับเงินแล้วจะมีการโอนต่อไปยังบัญชีอื่นหลายทอด ก่อนนำไปซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อปกปิดและซุกซ่อนเส้นทางการเงิน

ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับกรณีดังกล่าวเป็น คดีพิเศษที่ 6/2568 กรณี ผู้เสียหายถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงิน โดยอ้างว่า ผู้เสียหายพัวพันกับคดีฟอกเงิน  โดยการกระทำดังกล่าวมีความผิดฐาน ได้แก่ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม และข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา

ตลอดจนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ร่วมกันเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนเอง ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

คดีดังกล่าวถือเป็นอีกกรณีที่สะท้อนถึงรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชน และใช้เทคโนโลยีประกอบการหลอกลวงเพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงิน ก่อนนำเงินไปผ่านบัญชีหลายทอดและแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเตือนประชาชน ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่โทรศัพท์หรือให้โอนเงิน หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน และควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง.