• ศุกร์ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 17:23 น.

‘คลัง’ ปักธงยกระดับ SMEs สู่ตลาดโลก

BREAKING NEWS STRATEGIES

(EXIM BANK เปิดเกม ‘สร้างผู้ส่งออกรายใหม่’ ดันแฟรนไชส์ไทยโกอินเตอร์)

นายใหญ่ค่าย EXIM BANK รับโจทย์ใหญ่ ย้ำ! ไม่ใช่แค่ดัน “ยอดส่งออก” แต่ต้องเพิ่มจำนวน “ผู้ส่งออกไทย” หลังพบ SMEs กว่า 3 ล้านราย ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่ถึง 1% พร้อมรับแนวทางกระทรวงการคลัง พลิกบทบาทสู่ Export Co-pilot เติมทั้ง “ทุน – ความรู้ – ทักษะ” พร้อมเชื่อมเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ เปิดทาง SMEs สู่ตลาดโลก ชู “แฟรนไชส์ไทย” เป็นหนึ่งใน “โมเดลนำร่อง” เตรียม เปิดสินเชื่อสูงสุด 2 แสนบาท ควบคู่บ่มเพาะ–ทดลองตลาด ก่อน “ติดปีก” ธุรกิจไทยโกอินเตอร์

โจทย์ของภาคส่งออกไทยในวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่คำถามเพียงแค่ว่า “ปีนี้ส่งออกจะโตเท่าไร?” แต่ “ไฮไลท์สำคัญ” กว่า คือ…ประเทศไทยจะทำอย่างไร? เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำนวนมหาศาลสามารถก้าวจากการค้าขายในประเทศ ข้ามเส้นไปเป็น “ผู้ส่งออก” และ ยืนอยู่ในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ตัวเลขสะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน นั่นเพราะ…ประเทศไทยมี SMEs มากกว่า 3 ล้านราย แต่จำนวน SMEs ที่เป็นผู้ส่งออกยังอยู่เพียงราว 23,000 ราย หรือมีไม่ถึง 1% ของ SMEs ทั้งประเทศ

ข้อมูล EXIM BANK ล่าสุดที่เผยแพร่ในปี 2569 ระบุ SMEs ไทย 3.28 ล้านราย มีผู้ส่งออก SMEs 23,646 รายเท่านั้น ขณะที่เอกสารประกอบการสัมภาษณ์พิเศษ นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า…จำนวนผู้ส่งออก SMEs “แทบจะไม่ขยับ” และเฉลี่ยอยู่ราว 23,000 รายมาโดยตลอด

และนี่…จึงเป็นที่มาของการขยับโจทย์จาก “เพิ่มยอดส่งออก” ไปสู่ “เพิ่ม SMEs ส่งออก”

คลังวางโจทย์ – EXIM รับไม้ต่อ :

ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับ แนวนโยบายของกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ต้องการให้กลไกภาครัฐและสถาบันการเงินเฉพาะกิจช่วยเพิ่มศักยภาพ SMEs ทั้งด้านการเข้าถึงเงินทุน การปรับตัว และความสามารถในการแข่งขัน

โดยเมื่อต้นปี 2569 ดร.เอกนิติ พร้อม ผู้บริหารกระทรวงการคลัง และEXIM BANK ได้หารือถึงแ นวทางสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ทั้งการขยายตลาด การเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ และการบริหารความเสี่ยงด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ภายใต้บทบาท “Export Co-pilot” ของ EXIM BANK  

ทิศทางดังกล่าวเห็นเป็นรูปธรรมอีกครั้ง! เมื่อเดือนมีนาคม 2569 กระทรวงการคลัง เป็นเวทีให้ สสว. SME D Bank และ EXIM BANK จับมือกันสนับสนุนสินเชื่อต้นทุนต่ำแก่ SMEs ภายใต้กรอบวงเงินรวม 1,200 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายทั้งการ เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน เสริมสภาพคล่อง และสนับสนุนการปรับธุรกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว  

สำหรับ EXIM BANK ทิศทางปี 2569 นายชลัช จึงกำหนดเรื่อง SME Export Grooming – ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่สากล เป็น หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ตั้งแต่…พัฒนาความรู้และศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายผู้ส่งออกกับพันธมิตรและภาครัฐ ไปจนถึง การทำหน้าที่ Trading Agent เพื่อเปิดโอกาส SMEs เข้าสู่ตลาดต่างประเทศ  

เป้าหมายใหม่ “สร้างคนส่งออก” :

เอ็มดี. EXIM BANK สะท้อนภาพนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ด้วยว่า…หากมองเพียงตัวเลขมูลค่าการส่งออกอาจยังไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ เพราะสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ก็คือ จำนวน SMEs ที่ส่งออกจริงแทบไม่เพิ่มขึ้น อยู่ประมาณ 22,000–23,000 ราย จากฐาน SMEs หลายล้านราย หรือไม่ถึง 1%

นั่นหมายความว่า…ประเทศไทยยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่มีสินค้า มีธุรกิจ หรือมีศักยภาพ แต่ยังไม่สามารถข้ามจากตลาดภายในประเทศไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

“โจทย์ใหญ่” ของ EXIM BANK จึงไม่ควรจบอยู่ที่การปล่อยสินเชื่อให้กับ “คนที่ส่งออกอยู่แล้ว” แต่ต้องเข้าไปช่วยสร้าง “ผู้ส่งออกรายใหม่” ให้เกิดขึ้นด้วย

แนวคิดนี้ สอดคล้องกับการ ปรับบทบาทของ EXIM BANK ในปี 2569 จากสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เติมเงินทุน ไปสู่ Export Co-pilot ที่เดินเคียงข้างผู้ประกอบการ ตั้งแต่…ให้คำปรึกษา เติมองค์ความรู้ เสริมสภาพคล่อง เชื่อมตลาด ไปจนถึงช่วยบริหารความเสี่ยงในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ  

เงินอย่างเดียวไม่พอ :

สิ่งที่ เอ็มดี. EXIM BANK มองว่าเป็นข้อจำกัดของ SMEs ไทยจึงไม่ใช่เรื่อง “เงิน” เพียงอย่างเดียว

จากการทำงานกับ…ผู้ประกอบการ พบ “ช่องว่างสำคัญ” ตั้งแต่ ทักษะการเจรจาต่อรอง (Negotiation Skill) การสร้างนวัตกรรม การคิดต้นทุนอย่างครบถ้วน ไปจนถึง ความเข้าใจเรื่องมาตรฐานและกติกาการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งนี้เมื่อ ผู้ประกอบการรายเล็ก ต้องเข้าไปเจรจากับ…ผู้ซื้อหรือคู่ค้ารายใหญ่ในต่างประเทศ หากไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง หรือไม่มีอำนาจและทักษะในการต่อรอง แม้จะขายสินค้าได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า…จะสามารถสร้างกำไรและอยู่ในตลาดนั้นได้ในระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น การออกไปต่างประเทศ ไม่ได้มีเพียงเรื่องคุณภาพหรือรสชาติสินค้า แต่ยังมีเรื่อง…ใบอนุญาต การตั้งร้าน สัญญา เครื่องหมายการค้า มาตรฐานสุขอนามัย ระบบวัตถุดิบ และ Supply Chain ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อม

นี่คือ…เหตุผลที่แนวทางของ EXIM BANK เริ่มเปลี่ยนจาก “ให้เงินแล้วจบ” เป็น “ให้เงินพร้อมบ่มเพาะ”

แฟรนไชส์ไทย…ประตูบานใหม่ :

นายชลัช ย้ำว่า…หนึ่งในโมเดลที่ EXIM BANK เชื่อมั่นว่าจะสามารถใช้สร้างผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ นั่นก็คือ…“ธุรกิจแฟรนไชส์!!!”

ข้อมูลที่ เอ็มดี. EXIM BANK หยิบมาวิเคราะห์ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ชี้ว่า…ประเทศไทยมีแฟรนไชส์กว่า 600 แบรนด์ แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังแข่งขันอยู่ในตลาดภายในประเทศ เมื่อธุรกิจใดได้รับความนิยม ผู้เล่นจำนวนมากก็เข้ามาในตลาดเดียวกันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นชานมไข่มุก หมาล่า สุกี้ หรือธุรกิจอาหารรูปแบบต่าง ๆ

ผลตามมาก็คือ…เมื่อตลาดเกิดการแข่งขันสูง วงจรของธุรกิจบางประเภทสั้นลง ท้ายที่สุด! ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งต้องออกจากตลาด

คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า…หากแบรนด์ไทยสามารถสร้างระบบแฟรนไชส์ได้แล้ว ทำไมต้องจำกัดตลาดไว้เพียงผู้บริโภคในประเทศไทย?

แทนที่จะแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดกันเอง โอกาสอีกด้าน คือ…การพาธุรกิจที่มีศักยภาพออกไปหาผู้บริโภคในต่างประเทศ และเปลี่ยนเจ้าของธุรกิจรายเล็กให้กลายเป็น Export SMEs

ภาพที่ EXIM BANK วางไว้ จึงไม่ใช่เพียง “ขายสินค้าออกไปต่างประเทศ” แต่คือ…การส่งออกโมเดลธุรกิจ แบรนด์ และบริการของไทยออกไปพร้อมกัน

2 แสนบาท…จุดเริ่มต้น :

เครื่องมือหนึ่งที่ถูกนำเข้ามาเติมในโมเดลนี้ ก็คือ “สินเชื่อเพื่อยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์”

ผลิตภัณฑ์การเงินที่ EXIM BANK เตรียมจะนำเสนอเป็น…วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 200,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 4.99% โดย กลุ่มเป้าหมายตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์เป็นลูกค้านิติบุคคล ที่เป็น…ผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ (Franchisor) และ ใช้ผู้บริหารหลัก หรือนิติบุคคลค้ำประกัน ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด

แต่ “2 แสนบาท” ไม่ใช่ปลายทางของเรื่องนี้ :

เอ็มดี. EXIM BANK อธิบายแนวคิดว่า…เงินก้อนแรกมีหน้าที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ “เริ่มต้น” และ “พิสูจน์ธุรกิจ” ขณะที่ผู้ประกอบการเอง ก็ต้องมีส่วนร่วมลงทุน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อธุรกิจ ไม่ใช่อาศัยเงินของธนาคารทั้งหมด

จากนั้น สิ่งสำคัญกว่า? ก็คือ…Training และ Incubation

ผู้ประกอบการที่คิดจะออกสู่ต่างประเทศ จะต้องได้รับการเตรียมความพร้อม ตั้งแต่…การบริหารแฟรนไชส์ การเจรจาต่อรอง กฎระเบียบ ใบอนุญาต การจัดการร้าน วัตถุดิบ Supply Chain ตลอดจนศึกษาว่าตลาดเป้าหมายต้องการอะไร ก่อนจะตัดสินใจนำเงินก้อนใหญ่เข้าไปลงทุน

จึงอาจกล่าวได้ว่า…เงิน 200,000 บาท ทำหน้าที่เสมือน“ทุนตั้งต้น” ขณะที่สิ่งที่ EXIM BANK ต้องการเติมให้มากกว่านั้น นั่นก็คือ…“ทุนทางปัญญา”

บ่มเพาะก่อนพาออกโลกกว้าง :

หัวใจของโมเดลนี้ จึงอยู่ที่การ…ไม่รีบส่ง SME ออกต่างประเทศทันที!!??

ผู้ประกอบการเป้าหมาย  จะต้องผ่าน…กระบวนการทดสอบสินค้า ระบบบริหาร และโมเดลธุรกิจในตลาดจริงก่อน เมื่อพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจเดินได้ จึงเข้าสู่กระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับต่างประเทศ

ตรงนี้เอง! ที่บทบาท Export Co-pilot เริ่มมีความหมายมากกว่าคำว่า “ธนาคาร”

EXIM BANK สามารถทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายต่างประเทศเข้าด้วยกัน

ขณะที่ การเปิดตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ “ข้ามหน่วยงาน” ทั้งจาก…กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง รวมถึงกลไกสำคัญอย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ เครือข่ายในต่างประเทศ โดยเฉพาะ ทูตพาณิชย์!!!

โดยมี พื้นที่เป้าหมาย! เป็น “ตลาดหลัก” ที่เน้นความใกล้ประเทศ เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางและประกอบธุรกิจ คือ จีน CMLV มาเลเซีย บรูไน ติมอร์เลสเต เป็นต้น        

เป้าหมายความร่วมมือ ก็คือ…ช่วยลดข้อจำกัดของ SME รายเล็กที่ไม่สามารถเดินทางไปศึกษาตลาด เจรจาพื้นที่ ทำความเข้าใจกฎระเบียบ หรือสร้างเครือข่ายในต่างประเทศได้ด้วยตัวเองทั้งหมด

การทดลองตลาดจึงมีความสำคัญ? เพราะแทนที่ผู้ประกอบการจะลงทุน “เปิดร้านเต็มรูปแบบ” ตั้งแต่วันแรก ทว่า ไอเดียแก้ปัญหานี้ของ นายชลัช คือ…ผู้ประกอบการสามารถเริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น Kiosk หรือรูปแบบ Street Food เพื่อทดสอบว่า…

สินค้าไทยขายได้จริงหรือไม่?

ผู้บริโภคตอบรับอย่างไร?

ราคาเหมาะสมหรือไม่?

และ ระบบหลังบ้านรองรับได้เพียงใด? ก่อนขยายการลงทุนในระดับต่อไป…

แนวคิดนี้ สอดคล้องกับ…ภาพยุทธศาสตร์ที่ EXIM BANK ใช้สื่อสารเรื่องแฟรนไชส์ไทย ตั้งแต่…

GROW – ยกระดับธุรกิจ, EXPAND – ขยายสาขา/โมเดล, SUPPORT – บริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจ ก่อนเข้าสู่ GO GLOBAL – พาแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

จาก “ปล่อยกู้” สู่ “สร้างผู้ประกอบการ” :

หากโมเดลนี้ เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย สิ่งที่ต้องจับตา! จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า…EXIM BANK จะปล่อยสินเชื่อแฟรนไชส์ได้กี่ราย? หรือ มียอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นเท่าไร?

แต่ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ…จะมี SMEs ไทยกี่รายที่ถูกยกระดับจนสามารถออกไปขายสินค้า บริการ หรือโมเดลธุรกิจในต่างประเทศได้จริง และอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน!!??

เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การ…ไม่มี SMEs แต่อยู่ที่ SMEs จำนวนมากยังไปไม่ถึงตลาดโลก

ในวันที่ประเทศไทยมี SMEs มากกว่า 3 ล้านราย แต่มีผู้ส่งออกไม่ถึง 1% การเพิ่มผู้ส่งออกรายใหม่จึงเป็นพื้นที่ที่ยังมีโอกาสอีกมหาศาล และเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการเพิ่มตัวเลขส่งออกในระยะสั้น

นั่นทำให้บทบาทของ EXIM BANK ภายใต้ทิศทางกระทรวงการคลัง กำลังขยับจากคำถาม ที่ว่า…“SME ต้องการเงินเท่าไร” ไปสู่คำถามใหม่ที่ใหญ่กว่า นั่นคือ..

“ต้องเติมอะไรบ้าง? เพื่อทำให้ SME ไทยหนึ่งราย กลายเป็นผู้ส่งออกได้จริง! และยั่งยืน!!??”

และหาก “แฟรนไชส์ไทย” สามารถถูกใช้เป็นหนึ่งในสนามทดลอง ตั้งแต่…เติมทุน บ่มเพาะ ทดสอบตลาด เชื่อมเครือข่ายภาครัฐ ก่อนพาออกสู่ต่างประเทศได้สำเร็จ

เงินกู้ก้อนแรก 200,000 บาท จาก EXIM BANK ก็อาจมีความหมายมากกว่า…สินเชื่อรายย่อย???

นั่นเพราะ…ปลายทางของมันไม่ใช่เพียง “สร้างร้านเพิ่มอีกหนึ่งร้าน” แต่คือ…การทดลองสร้าง “ผู้ส่งออกไทยเพิ่มอีกหนึ่งราย” ให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน!!!.