(สศค.ชี้! ‘ส่งออก – การบริโภค’ มีแรงส่ง! แต่ท่องเที่ยวและลงทุนยังมีปัญหา จับตา! แผนรัฐ…กระจายรายได้สู่ฐานราก)
ข้อมูลเศรษฐกิจ สศค. 3 ชุดสะท้อนแรงฟื้นจากส่งออก การซื้อสินค้าคงทน และความคาดหวังต่อเศรษฐกิจภูมิภาค แต่รายได้ท่องเที่ยว การก่อสร้าง และรายได้สะสมของเกษตรกรบางพื้นที่ยังอ่อน โจทย์เชิงกลยุทธ์จึงอยู่ที่การเปลี่ยนตัวเลขเติบโตให้เป็นรายได้ที่กระจายถึงครัวเรือนและธุรกิจรายเล็ก
อ่านให้ตรงเดือน :
ท่ามกลางข่าวมาตรการช่วยเหลือประชาชนและสถานการณ์น้ำท่วม รายงานเศรษฐกิจ ของ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่มีออกมาเมื่อวานนี้ (30ก.ย.2569) อาจได้รับความสนใจน้อยลง แต่ข้อมูลทั้ง 3 ชุดยังมีคุณค่าในการประเมิน ว่า…เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งจากด้านใด? และ ส่วนไหนยังต้องประคองกันต่อไป?
รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประเทศและภูมิภาค เป็นข้อมูลของ เดือนสิงหาคม 2569 จึงไม่ใช่หลักฐานอธิบายผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน ส่วน ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกันยายน เป็นการสำรวจ…ความคาดหวังต่อระยะ 6 เดือนข้างหน้า ไม่ใช่รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อ เหตุการณ์น้ำท่วมอยู่ในช่วง 4–5 วันสุดท้ายของเดือนกันยายน และ เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดช่วงเก็บแบบสำรวจ ดังนั้น จึงยังไม่อาจสรุป ว่า…ดัชนีดังกล่าวสะท้อนผลกระทบจากเหตุการณ์ครบถ้วน การอ่านข้อมูลให้ตรงช่วงเวลาจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ก่อนนำไปประเมินนโยบาย

ส่งออกนำทัพ :
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะ “โฆษก สศค.” เปิดเผยว่า… เศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการบริโภคสินค้าคงทนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวต่างชาติยังชะลอตัว
แรงส่งที่เด่นที่สุด! คือ มูลค่าส่งออก 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 แม้ตัดน้ำมัน สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัยออก การส่งออกยังเติบโต 19.5%
สินค้าที่เติบโตสูง ได้แก่ โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผลไม้ ยางพารา กุ้ง และอาหารสัตว์เลี้ยงยังขยายตัว แต่รถยนต์และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รวมถึงเครื่องดื่มกลับลดลง
ภาพนี้สะท้อนว่า…ภาคส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่โอกาสไม่ได้กระจายเท่ากันทุกอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องอ่านตลาดของตนเองให้ลึกกว่าตัวเลขส่งออกรวม โดยเฉพาะ ความเสี่ยงจากมาตรการการค้าและต้นทุนพลังงานที่ สศค. ระบุให้เฝ้าติดตาม
กำลังซื้อขยับ :
ด้านการบริโภค รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น 37.4% และ รถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น 20.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล
รายได้เกษตรกรที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 14.0% ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ 53.2 จาก 51.8 ในเดือนกรกฎาคม เป็นสัญญาณบวกต่อการใช้จ่ายและบรรยากาศเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าคงทนที่เพิ่มขึ้น ยังไม่เพียงพอให้สรุปว่า…ทุกครัวเรือนมีฐานะดีขึ้นพร้อมกัน เพราะตัวเลขชุดนี้ไม่ได้แจกแจงภาระหนี้ เงินเหลือหลังค่าใช้จ่าย หรือความสามารถในการใช้จ่ายของแต่ละกลุ่มรายได้
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ประเด็นที่ต้องตามต่อจึงอยู่ที่…แรงซื้อดังกล่าวจะต่อเนื่องเพียงใด? และ จะส่งผ่านไปถึงร้านค้า ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการรายเล็กได้มากน้อยแค่ไหน?
ลงทุนต่างจังหวะ :
การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณดีขึ้นจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งตัวเลขเบื้องต้นเพิ่มขึ้น 33.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การลงทุนด้านก่อสร้างยังอ่อน สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ลดลง 1.5%
ขณะที่ ผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.4% ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมกลับลดลงเล็กน้อยจาก 90.0 มาอยู่ที่ 89.7 สะท้อนว่า…การผลิตที่ขยายตัวกับความมั่นใจของผู้ประกอบการสามารถเคลื่อนไหวต่างทิศทางกันได้
โจทย์ของรัฐบาลจึงมีทั้งการรักษาแรงลงทุนที่กำลังเกิดขึ้น และลดอุปสรรคในส่วนที่ยังอ่อน ผ่านความชัดเจนของนโยบาย การเข้าถึงเงินทุน และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้การลงทุนสร้างงานและรายได้ต่อเนื่อง
ท่องเที่ยวยังเหนื่อย :
จุดเปราะบางสำคัญ! คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนสิงหาคมมีจำนวน 2.52 ล้านคน ลดลง 2.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล
แม้ จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ข้อมูลรายภูมิภาคชี้ว่า…รายได้ท่องเที่ยวยังฟื้นไม่พร้อมกัน ภาคกลางและภาคเหนือมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้น 4.1% และ 3.4% ตามลำดับ ขณะที่ ภาคตะวันออกและภาคใต้ลดลง 2.5% และ 2.0%
กรณี กทม. – ปริมณฑลน่าจับตาเป็นพิเศษ! เพราะ…จำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้น 0.8% แต่รายได้ลดลง 1.3% แสดงว่า…จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับประกันว่ารายรับของธุรกิจจะเพิ่มตาม
การขับเคลื่อนท่องเที่ยว จึงควรติดตามทั้ง…จำนวนผู้เดินทางและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง! รวมถึง การกระจายรายรับไปยังที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และกิจการท้องถิ่น ซึ่งเป็น…ตัวเชื่อมการท่องเที่ยวเข้ากับเศรษฐกิจฐานราก!

ฟื้นคนละพื้นที่ :
รายงานภูมิภาคช่วยให้เห็นความแตกต่างชัดขึ้น? ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องชี้การบริโภค เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออก 15.4% อีสาน 11.0% และ กทม.–ปริมณฑล 9.5% แต่ภาคตะวันตกกลับลดลง 8.3%
แม้ รายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ แต่ข้อมูลสะสมตั้งแต่ต้นปีในสไลด์ สศค. ระบุว่า…อีสานยังลดลง 4.6% ภาคเหนือลดลง 3.8% และภาคตะวันตกลดลง 6.3%
ตัวเลขเดือนล่าสุดที่ดีขึ้น! จึงต้องอ่านควบคู่กับรายได้สะสม เพราะ…ครัวเรือนที่ผ่านช่วงรายได้อ่อนแออาจยังต้องใช้เงินที่เพิ่มขึ้นชำระภาระเดิม ก่อนกลับมาใช้จ่ายหรือลงทุนได้เต็มที่!!!
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ คือ การช่วยเหลือควรพิจารณาทั้งพื้นที่และประเภทกิจการ ธุรกิจท่องเที่ยวที่รายได้ลดลง เกษตรกรที่รายได้สะสมยังอ่อน และกิจการที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ย่อมต้องการเครื่องมือแตกต่างกัน
หวังดี ต้องมีผล :
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะ “โฆษกกระทรวงการคลัง” เปิดเผย ผลดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคเดือนกันยายน จากข้อมูลสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า…แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยเฉพาะภาคตะวันออกและอีสาน
ภาคตะวันออก มีค่าดัชนี 76.4 อีสาน 73.5 และ ภาคเหนือ 72.9 ส่วน กทม. – ปริมณฑล อยู่ที่ 62.1 ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มภูมิภาคที่รายงาน ขณะที่ EEC มีค่าดัชนี 76.7
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ภาคตะวันออกมีความเชื่อมั่นอนาคตเด่น ทั้งที่รายได้ท่องเที่ยวเดือนสิงหาคมยังลดลง ความคาดหวังในระยะข้างหน้าจึงต้องรอผลจริงมายืนยัน ผ่านยอดขาย รายได้ การจ้างงาน และการลงทุน
ค่าดัชนีเหล่านี้ เป็นระดับความเชื่อมั่น ไม่ใช่อัตราเติบโตของเศรษฐกิจ และไม่ควรนำค่าดัชนีของ กทม. – ปริมณฑลไปอธิบายว่าเป็นผลจากน้ำท่วมโดยไม่มีข้อมูลช่วงสำรวจรองรับ
กระตุ้นให้ถึงมือ :
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า…ข้อมูลทั้ง 3 ชุดวางโจทย์ร่วมกันชัดเจน นั่นก็คือ รักษาแรงส่งของเศรษฐกิจ พร้อมทำให้รายได้กระจายถึงกลุ่มที่ยังฟื้นช้า!!!
มาตรการช่วยจ่ายและสวัสดิการ ควรประเมินต่อว่า…เงินไปถึงประชาชนตรงเวลาเพียงใด? เกิดการซื้อขายจริงแค่ไหน? และร้านค้ารายเล็กได้รับประโยชน์อย่างไร?
ส่วนการดูแลธุรกิจต้องพิจารณาความสามารถในการเปิดดำเนินการ การรักษางาน และเงินทุนหมุนเวียนควบคู่กัน
สำหรับ สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายกันยายน ควรวางไว้เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ต้องติดตามในรายงานรอบถัดไป!!??
การฟื้นสถานที่ อุปกรณ์ และความสามารถในการประกอบอาชีพจะมีความสำคัญต่อกิจการที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังไม่อาจใช้ตัวเลขเดือนสิงหาคมวัดผลดังกล่าว หรือยืนยันผลของมาตรการที่เริ่มเดือนตุลาคมได้
วัดที่รายได้จริง :
รายงาน สศค. รอบ นี้จึงมีความหมายมากกว่าข่าวตัวเลขประจำเดือน เพราะเปิดให้เห็นทั้งแรงส่งจากส่งออก การบริโภคและการผลิต ตลอดจนจุดอ่อนด้านท่องเที่ยว ก่อสร้าง และรายได้สะสมของบางพื้นที่
สำหรับรัฐบาล ความสำเร็จ ควรสะท้อนผ่าน…รายได้ที่กระจายกว้างขึ้น ธุรกิจที่ดำเนินงานได้ต่อเนื่อง และการจ้างงานที่มั่นคง ส่วนผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลรายพื้นที่และรายอุตสาหกรรมประกอบการวางแผน มากกว่ายึดภาพรวมประเทศเพียงตัวเดียว

ตัวเลขที่ฟื้นจะมีความหมายเต็มที่ เมื่อครัวเรือนมีเงินเหลือ ร้านค้ามีรายรับ และคนทำงานมีรายได้ต่อเนื่อง!!??.

