• พฤหัสบดี 1 ตุลาคม 2569 เวลา 08:37 น.

‘เส้นเงิน’ = จุดตาย! ชั้นศาล ปม ‘ฮั้ว สว.’

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘จรัญ’ เชื่อศาลฎีกาเรียกตรวจ – เส้นเงินที่ กกต.ไม่รับ จะไปถึงศาลได้อย่างไร?)

อดีตศาลรัฐธรรมนูญ “จรัญ” เชื่อ! ศาลฎีกาจะเรียกตรวจเส้นเงินคดีฮั้ว สว. หลัง “สิทธิโชติ” เผยมติ กกต. 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานเพิ่มเติมจาก DSI เปิดคำถามถึงความครบถ้วนของสำนวน เหตุผลที่ไม่รับข้อมูล และโอกาสสาวถึงต้นทางเงิน 

เวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 จุดประเด็นร้อนขึ้นอีกครั้ง เมื่อ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แสดงความเชื่อว่า ศาลฎีกาจะเรียกตรวจสอบหลักฐานเส้นทางการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการคลี่คลายข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

ขณะที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผย “ข้อจำกัด” ในการนำหลักฐานเพิ่มเติมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าสู่การพิจารณาของ กกต.

คำถามจึงขยับจาก “ใครถูกส่งดำเนินคดี?” ไปสู่ “ศาลจะได้เห็นหลักฐานมากเพียงใด?” เพราะหาก “ข้อกล่าวหา” เป็นเรื่อง…การจัดตั้งเครือข่าย การตรวจเฉพาะผู้สมัครหรือผู้รับเงินปลายทาง!!! ย่อมให้คำตอบต่างจากการตรวจสอบ ที่ว่า…

ใครเป็นผู้จัดหาเงิน? ใครกระจายเงิน? และ เงินถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด?

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้น ว่า…ความเชื่อของนายจรัญยังไม่ใช่คำสั่งศาล โดย “ยังไม่พบ”เอกสารทางการ ยืนยันว่า…ศาลฎีกาเรียกหลักฐานเส้นเงินชุดที่เป็นประเด็นแล้ว

เงินชี้เครือข่าย :

น้ำหนักของคำพูดนายจรัญ…อยู่ที่การให้ความสำคัญกับหลักฐาน ซึ่งช่วย “ตรวจสอบ” คำให้การของบุคคล ทั้ง…ข้อมูลการเงินและข้อความสื่อสาร ซึ่งเขามองว่า…หลักฐานเหล่านี้สามารถใช้ประกอบการค้นหาความจริงเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้องในระดับที่กว้างกว่าผู้สมัครแต่ละคน

พร้อมกันนี้ นายจรัญยังได้เสนออีกแนวทางให้เดินเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบปัญหาของระบบการเลือก สว.  

ในมุมวิเคราะห์ของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…เส้นเงินมีความสำคัญ! อย่างมาก เนื่องจากสิ่งนี้ อาจทำให้เห็น ความสัมพันธ์ที่คำให้การเพียงอย่างเดียวอธิบายได้ไม่ครบ เช่น เงินมาจากบัญชีใด ผ่านบุคคลกี่ทอด และ เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการติดต่อ นัดหมาย หรือ กิจกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวกับการเลือก สว.

แต่การพบ ธุรกรรมระหว่างบุคคล อาจยังไม่เพียงพอให้สรุปว่าเป็นการ “ฮั้ว” ยังจะต้อง ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของเงินและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง ก่อนนำไปเทียบกับพยานหลักฐานอื่น

ดังนั้น “จุดชี้ขาด” ของเคสท์นี้ จึงอยู่ที่การเชื่อมโยงธุรกรรมเข้ากับพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาอย่างมีเหตุผล!!!

มติปิดทางสอบ? :

ข้อมูลที่ทำให้ประเด็นนี้ มีน้ำหนักขึ้น!!?? คือ…คำเปิดเผยของ นายสิทธิโชติ ที่ว่า…DSI มีหนังสือแจ้งมายัง กกต. ว่า…ในสำนวนคดีฟอกเงินมีทั้งภาพถ่าย เส้นทางการเงิน และข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหาประมาณ 8 คน

แต่ปรากฏในเวลาต่อมาว่า..ที่ประชุม กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา

โดย นายสิทธิโชต เป็น…หนึ่งในฝ่ายที่เห็นว่าควรรับไว้!!!  

ประเด็นนี้ ไม่ควรถูก “ย่อความ” จนเหลือเพียงแค่ว่า…“กกต.ไม่ดูเส้นเงิน” เพราะคำเปิดเผยดังกล่าวกล่าวถึงหลักฐานเพิ่มเติมชุดหนึ่ง

ทว่า สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อไป ก็คือ…ข้อมูลชุดนั้นมีอะไรบ้าง? ซ้ำกับหลักฐานเดิมหรือไม่? และ เหตุผลใดทำให้เสียงข้างมากเห็นว่าไม่ควรรับมาพิจารณา?

หากยังไม่มีรายละเอียดของมติและเอกสารประกอบ คนไทยก็ย่อมมีสิทธิที่จะคิดต่อได้ว่า…

การไม่รับข้อมูลเป็นการ “ใช้ดุลพินิจ” บนเหตุผลที่ดีเพียงพอแค่ไหน?

และ คงจะหยุดคิด! ต่อไปไม่ได้ว่า…ต้นทาง “ความเชื่อมโยง” ของการตรวจสอบครั้งนี้ มันอาจเกี่ยวข้องอะไร? หรือไม่? กับ “เสียงข้างมาก” ที่มีมติไม่รับข้อมูลดังกล่าว

สาวถึงต้นเงิน :

ก่อน เวทีราชบัณฑิตยสภา นายสิทธิโชติ เคยอธิบายเหตุผลของเสียงข้างน้อย โดย “ยกตัวอย่าง” กรณี การโอนเงินเป็นหลักแสนไปทางภาคใต้ และตั้งคำถามว่า…ผู้โอนรับเงินมาจากใคร? เพื่อให้สามารถตรวจสอบต่อไปได้ แต่ติดข้อจำกัดจากมติไม่ให้สืบเส้นเงินต่อ  

คำถามว่า “ผู้จ่ายรับเงินมาจากใคร?” เป็น…หัวใจของการตรวจสอบเครือข่าย เพราะ “ผู้โอนเงิน” ที่ปรากฏในธุรกรรมอาจเป็น “เจ้าของเงิน” หรืออาจทำหน้าที่ “ส่งต่อเงิน” ของบุคคลอื่น ก็ได้

ทั้ง 2 กรณี…ต้องพิสูจน์จากหลักฐาน ไม่สามารถเลือกเชื่อกรณีใดล่วงหน้า

นายสิทธิโชติ ยังแยกไว้ว่า…ข้อมูลเรื่องการรับเงินสดที่ชั้น 4 ของที่ทำการพรรคเป็นคำกล่าวอ้างจากพยาน ซึ่งไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์

ประเด็นนี้ จึงยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว และไม่ควรถูกใช้กระโดดไปสู่ข้อสรุปว่าบุคคลหรือพรรคใดเป็นต้นทางเงิน  

ความคมของข่าวข้างต้น จึงควรอยู่ที่…การตามหาหลักฐานให้ถึงที่สุด! พร้อม รักษาระยะห่างระหว่างข้อกล่าวหา คำให้การ และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบยืนยันได้

ต้องฟังทั้ง 2 ด้าน :

อีกด้านหนึ่ง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เคยแถลงเอาไว้เมื่อวันที่ 14 กันยายน ว่า…การพิจารณาคดีใช้หลักฐานทุกด้าน ทั้งนิติวิทยาศาสตร์ เส้นเงิน การติดต่อสื่อสาร และพยานแวดล้อม โดย กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องรวม 77 ราย ซึ่งมี สว.ปัจจุบัน 26 รายรวมอยู่ด้วย  

คำชี้แจงของประธาน กกต. กับข้อทักท้วงของนายสิทธิโชติ ทำให้ต้องตรวจสอบรายละเอียดมากกว่าตัดสินจากถ้อยคำกว้าง ๆ เพราะการพิจารณาเส้นเงินบางส่วน กับการไม่รับหลักฐานเพิ่มเติมอีกชุดหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นในสำนวนเดียวกันได้

คำถามที่ กกต. ควรตอบให้ชัด! จึงเป็นเรื่อง…ขอบเขตของหลักฐานที่ใช้ เหตุผลที่ไม่รับข้อมูลเพิ่มเติม และผลต่อการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องแต่ละราย

ความชัดเจนเหล่านี้ จะช่วยให้สังคมไทยประเมินกระบวนการได้ดีกว่าการโต้กันว่า…ใครเชื่อหรือไม่เชื่อองค์กรอิสระ

3 ปมถึงศาล :

จากข้อเสนอของนายจรัญ ประเด็นที่ต้องติดตามต่อมี 3 เรื่อง? ซึ่งล้วนต้องการเอกสารยืนยัน!

หนึ่ง – หลักฐานอยู่ที่ไหน?…ข้อมูลการเงิน ภาพถ่าย และข้อมูลโทรศัพท์ที่ DSI แจ้งถึง กกต. ถูกนำเข้าสำนวนส่วนใดแล้วบ้าง? และ มีเพียงหนังสือแจ้ง หรือมีเอกสารรายละเอียดแนบอยู่ด้วย และข้อมูลใดจะอยู่ในสำนวนที่ส่งศาล?

สอง – เหตุใดไม่รับ?…มติ 4 ต่อ 3 ครอบคลุมข้อมูลชุดใด? มีเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างไร? และเหตุผลนั้นตอบข้อทักท้วงของเสียงข้างน้อยได้มากเพียงใด?

สาม – ศาลเรียกแล้วหรือยัง?…ต้องตรวจสอบจากคำสั่งหรือเอกสารของศาล พร้อมเลขคดี วันที่ และขอบเขตหลักฐานที่เรียก การกล่าวว่า “ศาลจะเรียก” ตามความเห็นของอดีตตุลาการ กับการรายงานว่า “ศาลเรียกแล้ว” มีสถานะต่างกันอย่างสำคัญ

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…ทั้ง 3 เรื่องจะเป็นฐานให้ประเมินได้ว่า เส้นเงินที่เป็นข้อถกเถียงมีโอกาสเข้าสู่การตรวจสอบในชั้นศาลอย่างไร โดยไม่คาดเดาข้ามขั้นตอนที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน

แยก 2 เส้นทาง :

ข้อเสนอของนายจรัญ มีทั้งความเชื่อที่ว่า…ศาลฎีกาจะตรวจสอบเส้นเงิน และ แนวทางให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับระบบการเลือก สว.

2 ประเด็นนี้ จึงต้องรายงานแยกกัน ไม่ควรรวมเป็นภาพว่า…มีศาลใดรับเรื่องทั้งหมดแล้ว  

เช่นเดียวกัน! การพบหลักฐานเพิ่มเติม ก็ไม่ควรถูกตีความทันที ว่า…จะทำให้บุคคลที่ไม่ได้ถูกส่งดำเนินคดีถูกลงโทษ หรือทำให้ สว.ทั้งสภาสิ้นสุดลง ผลเช่นนั้นต้องผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องและการวินิจฉัยบนข้อเท็จจริงของแต่ละประเด็น

การรักษาความแม่นยำตรงนี้ จะทำให้บทวิเคราะห์มีน้ำหนัก เพราะสามารถตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบได้เต็มที่ โดยไม่อ้างผลทางคดีที่ยังไม่เกิดขึ้น!!!

เดิมพันความเชื่อมั่น :

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองว่า…เดิมพันทางการเมืองของคดีฮั้ว สว. อยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อการได้มาของผู้ใช้อำนาจ และความสามารถของระบบตรวจสอบในการเปิดเผยความจริงให้ครบถ้วน

หากมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบต้นทางเงินและความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้องได้ เหตุผลในการรับหรือไม่รับหลักฐานนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมไทยควรรับรู้!!??

 ขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสอธิบายธุรกรรมและโต้แย้งความเชื่อมโยงด้วยหลักฐานของตนเอง

“เส้นเงิน” จึงอาจเป็น…จุดชี้ขาด! เมื่อมัน “เชื่อม”! กับการติดต่อ การจัดตั้ง และการลงคะแนนได้อย่างน่าเชื่อถือ หรืออาจช่วยหักล้างข้อกล่าวหา

หากตรวจสอบแล้วพบว่า…ธุรกรรมมีเหตุผลอื่นรองรับ

คำถามที่ต้องตามต่อจากเวทีราชบัณฑิตยสภา จึงชัดเจนว่า…หลักฐานที่ถูกกล่าวถึงจะเข้าสู่การตรวจสอบอย่างครบถ้วนหรือไม่? และกระบวนการนั้นจะให้คำตอบที่สังคมตรวจสอบได้เพียงใด?

นี่คือ…จุดที่คดี “ฮั้ว สว.” จะพิสูจน์! ทั้งข้อกล่าวหาและความน่าเชื่อถือขององค์กรที่รับผิดชอบ!!!.