• เสาร์ 12 กันยายน 2569 เวลา 11:15 น.

บสย. พลิกค้ำประกันเป็นทุน

BREAKING NEWS INVESTMENT

(รุก Micro–Nano เชื่อม Non-Bank–Virtual Bank เติมสภาพคล่อง SME ดันเม็ดเงินหมุนเศรษฐกิจ 4 เท่า)

“ดร.สิทธิกร” เปิดยุทธศาสตร์ บสย. รับมือคุณภาพหนี้ SME ที่ยังเปราะบาง เร่งขยายโอกาสเข้าถึงทุนให้พ่อค้าแม่ค้าและอาชีพอิสระ ตั้งเป้าค้ำประกันปี 2569 วงเงิน 70,000 ล้านบาท พร้อมมาตรการแก้หนี้ Haircut สูงสุด 50% ปูทางลูกหนี้กลับมาลงทุนและเริ่มต้นธุรกิจอีกครั้ง

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ปัญหาหลักของผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้อยู่เพียงกำลังซื้อที่ชะลอตัวหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การเข้าถึงเงินทุนในระบบ โดยเฉพาะ กลุ่ม Micro SME ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน

ช่องว่างดังกล่าวทำให้บทบาทของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มีความสำคัญมากกว่า องค์กรค้ำประกันสินเชื่อ เพราะกำลังกลายเป็น กลไกเชื่อมต่อระหว่างผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน Non-Bank และระบบสินเชื่อดิจิทัลแห่งอนาคต

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า…ภารกิจสำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2569 คือการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมุ่งช่วยผู้ประกอบการรายเล็กให้เข้าสู่แหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น ควบคู่กับการดูแลคุณภาพหนี้และสร้างโอกาสให้ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

หนี้เปราะ แต่ยังไม่ถึงทางตัน :

ปัจจุบัน บสย.มีพอร์ตค้ำประกันสินเชื่อสะสมเกือบ 500,000 ล้านบาท จึงสามารถมองเห็นทิศทางคุณภาพสินเชื่อ SME ในหลายระดับ ตั้งแต่ Micro SME ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง

ดร.สิทธิกร ระบุว่า…ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สัดส่วนสินเชื่อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ Special Mention: SM รวมกับยอดที่ บสย.ต้องรับภาระจากการค้ำประกัน หรือ Non-Performing Guarantee: NPG เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 17–18% และไม่เกิน 20% แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2567–2568 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ใกล้ 30% จากผลกระทบต่อเนื่องทั้งความขัดแย้งทางการค้า มาตรการภาษีระหว่างประเทศ วิกฤตพลังงาน ต้นทุนการดำเนินงาน และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรง

ครึ่งแรกของปี 2569 สัดส่วนดังกล่าวอยู่ประมาณ 27–28% และเริ่มทรงตัว สะท้อนว่า…การปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน รวมถึง มาตรการแก้หนี้และกระตุ้นสินเชื่อของภาครัฐ เริ่มช่วยประคองผู้ประกอบการบางกลุ่มไม่ให้ไหลลงไปเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น

ภาพดังกล่าวจึงเป็นทั้ง สัญญาณเตือนและโอกาสด้านการลงทุน เพราะธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังมีรายได้และมีความสามารถประกอบกิจการ เพียงแต่ขาดสภาพคล่องและหลักประกันในการขอสินเชื่อ หากมีเครื่องมือค้ำประกันเข้ามาเติมเต็ม ธุรกิจเหล่านี้ยังสามารถฟื้นตัวและสร้างรายได้ต่อไปได้

ค้ำ 100 สร้างเศรษฐกิจ 400 :

จุดเด่น! ของ ระบบค้ำประกันสินเชื่อ คือ…การใช้เงินภาครัฐและกลไกแบ่งความเสี่ยงเพื่อดึงเงินของสถาบันการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง

ดร.สิทธิกร อธิบายว่า…โดยเฉลี่ยการค้ำประกันของ บสย.ทุก 100 บาท สามารถก่อให้เกิดสินเชื่อประมาณ 150 บาท หรือราว 1.5 เท่าของวงเงินค้ำประกัน เมื่อเงินก้อนใหม่ถูกนำไปซื้อสินค้า วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องประมาณ 4 เท่า

ดังนั้น การค้ำประกันสินเชื่อจึงไม่ใช่เพียงการช่วยผู้ประกอบการรายหนึ่งให้กู้เงินได้ แต่เป็นการกระจายเม็ดเงินไปยังผู้ผลิตสินค้า คู่ค้า แรงงาน ระบบขนส่ง และชุมชนโดยรอบ

ข้อมูลผลดำเนินงาน 8 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่า บสย.อนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรวม 60,960 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยผู้ประกอบการ SME มากกว่า 116,000 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบ 57,806 ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 64,269 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 251,232 ล้านบาท

ขณะที่ เป้าหมายค้ำประกันสินเชื่อทั้งปีอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท โดยทิศทางในช่วงปลายปีจะไม่ได้พิจารณาเพียงมูลค่าวงเงิน แต่จะให้น้ำหนักกับ “จำนวนผู้ประกอบการ” ที่ได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบการเงินมากขึ้น

รายเล็ก คือเป้าหมายใหญ่ :

กลุ่มเป้าหมายสำคัญต่อจากนี้ คือ Micro SME และ Nano SME ซึ่งมีวงเงินค้ำประกันเฉลี่ยประมาณ 90,000–150,000 บาทต่อราย ขณะที่ SME ขนาดเล็กและขนาดกลางมีวงเงินเฉลี่ยประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อราย

แม้วงเงินของผู้ประกอบการรายย่อยแต่ละรายจะไม่สูง แต่เมื่อกระจายไปยังผู้ประกอบการจำนวนมาก จะช่วยเสริมสภาพคล่องในระดับฐานรากและลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับ พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เงินทุนระดับหลักหมื่นบาทสามารถนำไปซื้อวัตถุดิบ เพิ่มสินค้า ซ่อมแซมอุปกรณ์ หรือรักษากระแสเงินสดในช่วงยอดขายชะลอตัวได้ บสย.จึงพร้อมเข้าไปเติมส่วนที่ผู้กู้ขาด หากสถาบันการเงินประเมินแล้วว่าธุรกิจยังมีความสามารถชำระหนี้ แต่ไม่มีหลักประกันเพียงพอ

แนวทางนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับโครงการส่งเสริมอาชีพและแฟรนไชส์รายย่อย ทำให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถใช้สินเชื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิทธิแฟรนไชส์ โดยมี ระบบค้ำประกันลดความเสี่ยงให้แก่สถาบันการเงิน

เปิดประตู Non-Bank :

อีกก้าวสำคัญ นั่นก็คือ…การขยายบทบาทของ บสย.ไปสู่การค้ำประกันสินเชื่อที่ปล่อยโดยผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank หลังมีการปรับหลักเกณฑ์ให้สามารถดำเนินการได้ และธนาคารแห่งประเทศไทยนำผู้ให้บริการกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่การกำกับดูแลมากขึ้น

ดร.สิทธิกร มองว่า…การมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจนช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านธรรมาภิบาลสินเชื่อ และเปิดทางให้ บสย.สามารถช่วยผู้ประกอบการที่เข้าไม่ถึงธนาคารพาณิชย์ได้กว้างขึ้น

จากการประเมินเบื้องต้น มี Non-Bank ประมาณ 17–18 รายที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ บสย. และคาดว่าอาจมีประมาณ 7–8 รายพร้อมพัฒนาความร่วมมือในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ความร่วมมือนี้ อาจไม่ได้สร้างวงเงินสินเชื่อก้อนใหญ่ในทันที เพราะสินเชื่อส่วนใหญ่มีวงเงินเพียงหลักหมื่นบาทต่อราย แต่จะช่วยผู้ประกอบการได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอาชีพอิสระ ร้านค้า และแรงงานแพลตฟอร์มที่มีรายได้แต่ไม่มีเอกสารทางการเงินในรูปแบบที่ธนาคารพาณิชย์คุ้นเคย

Virtual Bank เปลี่ยนเกมทุนรายย่อย :

การเกิดขึ้นของ Virtual Bank จะเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ในตลาดสินเชื่อ และสร้างการแข่งขันในการเข้าถึงกลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเพียงพอ (Underserved Segment) โดย ระบบธนาคารดิจิทัลสามารถนำข้อมูลการรับ–จ่ายเงิน และพฤติกรรมทางธุรกิจมาช่วยประเมินความสามารถชำระหนี้ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งไม่มีสลิปเงินเดือนหรืองบการเงินเต็มรูปแบบ มีโอกาสได้รับสินเชื่อมากขึ้น

เมื่อ เชื่อมเทคโนโลยีของ Virtual Bank เข้ากับระบบค้ำประกันของ บสย. จะช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ให้สินเชื่อ ขณะเดียวกันก็ลดโอกาสที่พ่อค้าแม่ค้าและอาชีพอิสระจะต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทาย ที่อาจจะมีตามมา ก็คือ…การแยกสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพออกจากสินเชื่อเพื่อการบริโภค เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระมักใช้ทรัพย์สินชิ้นเดียวกันทั้งในธุรกิจและชีวิตประจำวัน เช่น รถจักรยานยนต์ที่ใช้รับส่งสินค้าและใช้ในครอบครัว ผู้ให้สินเชื่อและผู้ค้ำประกันจึงต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับรายได้จริงและไม่สร้างภาระหนี้เกินความสามารถ

Haircut เปิดทางเริ่มใหม่ :

นอกจากการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อใหม่แล้ว บสย.ยังเร่งแก้ปัญหาลูกหนี้ที่สถาบันการเงินเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โดยเปิดมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน เช่น ดอกเบี้ย 0% การนำเงินที่ชำระไปตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย และการลดภาระหนี้หรือ Haircut สูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท

มาตรการดังกล่าวมุ่งช่วยลูกหนี้ที่มีความตั้งใจแก้ไขหนี้และธุรกิจยังมีโอกาสเดินหน้าต่อ เพราะเมื่อสามารถปิดบัญชีหรือปรับสถานะหนี้ได้ ผู้ประกอบการจะมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อและเริ่มต้นลงทุนใหม่อีกครั้ง

ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่า มีลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” สะสม 4,239 ราย คิดเป็นวงเงิน 2,610 ล้านบาท ขณะที่โครงการปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ปี 2563 มีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการผ่อนชำระรวม 28,563 ราย โดยมียอดหนี้คงเหลือประมาณ 18,743 ล้านบาท

ทั้งนี้ ดร.สิทธิกร ย้ำว่า…มาตรการแก้หนี้จะได้ผลกับผู้ประกอบการที่ยอมรับปัญหา พร้อมเจรจา และยังมีกระแสเงินสดบางส่วน หากลูกหนี้เข้ามาหารือตั้งแต่ต้น โอกาสรักษาธุรกิจและลดความเสียหายจะสูงกว่าการปล่อยให้หนี้สะสมจนไม่สามารถแก้ไขได้

บัญชีดี มีทุนต่อ :

อุปสรรคของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่ใช่ไม่มีรายได้ แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันรายได้ เพราะไม่ได้จัดทำบัญชีรับ–จ่าย และยังนิยมใช้เงินสดเนื่องจากกังวลเรื่องภาษี

พร้อมกันนี้ ดร.สิทธิกร แนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มจากบัญชีอย่างง่าย และรับ–จ่ายเงินผ่าน QR Code เพื่อสร้างประวัติทางการเงิน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารหรือผู้ให้สินเชื่อวิเคราะห์รายได้ กระแสเงินสด และความสามารถชำระหนี้ได้รวดเร็วขึ้น

การหลีกเลี่ยงระบบเพราะกลัวภาษีอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสขยายกิจการในระยะยาว ตรงกันข้าม หากเริ่มต้นทำบัญชีและวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง ผู้ประกอบการจะมีข้อมูลสำหรับบริหารธุรกิจ ขอสินเชื่อ และดึงพันธมิตรหรือผู้ลงทุนเข้ามาสนับสนุนได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการตรวจสุขภาพทางการเงิน นัดหมายที่ปรึกษา หรือ “หมอหนี้” ได้ฟรีผ่านศูนย์ บสย. F.A. Center และช่องทาง LINE ของ บสย. รวมถึง ขอคำแนะนำในการเตรียมเอกสารสินเชื่อและการจัดทำบัญชีเบื้องต้น

จากคนค้ำ สู่ประตูลงทุน :

ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลและมาตรการด้านสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บสย.กำหนดทิศทางองค์กรผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ SME การยกระดับศักยภาพด้านข้อมูล เทคโนโลยี และบุคลากร ตลอดจนการเชื่อมเข้าสู่ระบบนิเวศทางการเงินใหม่

หัวใจสำคัญ! ไม่ใช่…การผลักให้ผู้ประกอบการกู้เงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น แต่คือ…การพาผู้ที่มีศักยภาพและมีความสามารถชำระคืนให้เข้าถึงเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยถูกผลักออกไปสู่หนี้นอกระบบ

เมื่อการค้ำประกันสามารถเชื่อมธนาคาร Non-Bank และ Virtual Bank เข้าด้วยกัน บทบาทของ บสย.จึงกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้รับความเสี่ยงแทน” ไปสู่ “ประตูการลงทุน” สำหรับธุรกิจฐานราก

หากกลไกนี้ เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย เม็ดเงินค้ำประกัน 70,000 ล้านบาท จะไม่ได้จบลงเพียงตัวเลขสินเชื่อ แต่จะเปลี่ยนเป็น…เงินทุนหมุนเวียน การจ้างงาน รายได้ของชุมชน และโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กกลับมายืนได้อีกครั้งในระบบเศรษฐกิจไทย!!!.