• เสาร์ 12 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

ล้วงลึก ‘วงจร’ รางวัลจับผิด! กรมศุลฯ?

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

(‘อธิบดีฯพันธ์ทอง’ เปิดเบื้องหลังตัดส่วนแบ่งผู้บริหาร ก่อนรื้อ กม.ปิดช่องอำนาจทับผลประโยชน์!)

หลังจาก “ยุทธศาสตร์ออนไลน์” เคยรายงานการยกเลิกเงินรางวัลผู้บริหารกรมศุลกากร ล่าสุด “อธิบดีฯพันธ์ทอง” เปิดรายละเอียดจากบทสัมภาษณ์พิเศษ ยอมรับตนเคยได้รับประโยชน์จากระบบเดิม พร้อมชี้จุดเสี่ยง เมื่อผู้สั่งคดี–กลั่นกรอง–พิจารณาอุทธรณ์ อาจมีส่วนแบ่งรออยู่ปลายทาง

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 “ยุทธศาสตร์ออนไลน์” เคยนำเสนอข่าวที่ กรมศุลกากรประกาศยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของผู้บริหารทุกตำแหน่ง เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อทบทวนการจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานศุลกากรทุกระดับ

แต่เบื้องหลังประกาศปฏิรูปครั้งนั้น ยังมีคำถามสำคัญว่า…เหตุใด? นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร จึงตัดสินใจยกเลิกผลประโยชน์ที่ตนเองและผู้บริหารระดับสูงเคยได้รับ ระบบเดิมเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงอย่างไร? และเหตุใดการออกระเบียบใหม่จึงยังไม่เพียงพอที่จะรื้อระบบเงินรางวัลทั้งหมด?

คำตอบปรากฏชัดขึ้น! จากการให้สัมภาษณ์พิเศษครั้งล่าสุด เมื่อ อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับตรงไปตรงมาว่า… ตนเองเคยได้รับเงินรางวัลตามระบบเดิม และผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะอธิบดี คือกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากคดีศุลกากรทั่วประเทศ

การตัดสิทธิครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการออกคำสั่งให้คนอื่นเสียประโยชน์ แต่เป็นการตัดผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจลงนามและผู้บริหารองค์กรออกจากระบบด้วย

ข่าวเดิมบอก “อะไร” ข่าวใหม่ตอบ “ทำไม” :

ข่าวเดิม ได้อธิบายสาระของระเบียบอย่างชัดเจนแล้วว่า…กรมศุลกากรยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของผู้บริหาร ตั้งแต่อธิบดี ที่ปรึกษา รองอธิบดี ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงาน จนถึง นายด่านศุลกากร ขณะที่ บทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ ได้เปิดให้เห็น “เหตุผลในใจ” ของผู้ผลักดันมาตรการ รวมถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างเดิม

นายพันธ์ทอง ชี้ว่า…ผู้บริหารกรมศุลกากรบางตำแหน่งไม่ได้มีหน้าที่เพียงกำกับเจ้าหน้าที่ แต่ยังมีอำนาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่พิจารณาสั่งคดี กลั่นกรองความเห็น ไปจนถึงพิจารณาอุทธรณ์ในคดีศุลกากร

เมื่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยสามารถได้รับส่วนแบ่งจากผลของคดี คำถามเรื่องความเป็นกลางจึงเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้การรับเงินนั้นจะเป็นสิทธิตามกฎหมายและยังไม่มีหลักฐานว่าผู้รับใช้อำนาจโดยทุจริตก็ตาม

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การพิสูจน์ว่า…ใครเคยโกง แต่คือ…การออกแบบระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจมีส่วนได้เสียกับคำตัดสินของตนเองตั้งแต่ต้น

“เราเป็นคนพิจารณาคดี” :

ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ นายพันธ์ทอง อธิบายสาระสำคัญว่า…เจ้าหน้าที่ระดับบริหารเป็นทั้งผู้สั่งจับ ผู้พิจารณาคดี และผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอุทธรณ์ หากผู้บริหารยังสามารถได้รับเงินจากผลของคดีนั้น ก็ต้องตั้งคำถามว่า…จะไม่มีแรงจูงใจแทรกเข้ามาในกระบวนการตัดสินใจเลยหรือไม่???

คำถามนี้ไม่ได้กล่าวหาว่า…ผู้บริหารจะต้องเลือกวินิจฉัยให้ผู้ประกอบการมีความผิดเพื่อแลกกับเงินรางวัล แต่สะท้อน หลักพื้นฐานของการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ว่า…ผู้ตัดสินไม่ควรมีผลตอบแทนทางการเงินผูกอยู่กับผลของคำตัดสิน

เพราะต่อให้ผู้พิจารณาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับเงินรางวัลก็ยังทำให้ผู้ถูกกล่าวหาและสังคมตั้งข้อสงสัยได้อยู่ดี

สำหรับ หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจค้น จับกุม ประเมินอากร เปรียบเทียบปรับ และพิจารณาข้อโต้แย้ง การปล่อยให้ผู้มีอำนาจได้รับส่วนแบ่งจากคดี จึงไม่ใช่เพียงปัญหาภาพลักษณ์ แต่เป็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทั้งระบบ

ยอมรับเคยได้ประโยชน์ :

ประเด็นใหม่ที่มีน้ำหนักจากบทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ ก็คือ นายพันธ์ทองไม่ได้ปฏิเสธ ว่า…ตนเองเคยได้รับเงินรางวัลในอดีต

เมื่อถูกถามถึงจำนวนเงินที่ผู้บริหารระดับอธิบดีเคยได้รับ อธิบดีกรมศุลกากรไม่ได้ยืนยันตัวเลขเฉพาะ แต่ยอมรับว่า…ผู้บริหารได้รับกันเป็นจำนวนมาก และตนเองก็เคยได้รับเงินในระบบดังกล่าวเช่นกัน

คำยอมรับนี้ มีความสำคัญ เพราะทำให้การแก้ไขระเบียบไม่ใช่การกล่าวโทษคนรุ่นก่อนจากผู้ที่อยู่นอกระบบ แต่เป็นการวิพากษ์โครงสร้างเดิมจากผู้ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งและเคยได้รับประโยชน์จากโครงสร้างนั้น

ในฐานะ…อธิบดี นายพันธ์ทอ งยังอยู่ในตำแหน่งที่ อาจได้รับส่วนแบ่งจากแฟ้มคดีทั่วประเทศ การผลักดันยกเลิกสิทธิจึงกระทบผลประโยชน์ของตนเองโดยตรง

เขาอธิบายในทำนองว่า…หากมองจากประโยชน์ส่วนตัว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะยกเลิกระบบซึ่งช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่เมื่อดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กร ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดผู้ใช้อำนาจในคดีจึงสมควรได้รับเงินจากผลของคดีนั้น

ไม่ใช่แค่ประกาศ “ไม่รับ” :

รายละเอียดอีกประการที่ต้องแยกให้ชัด! นั่นคือ…นายพันธ์ทองไม่ได้เลือกใช้วิธีประกาศเฉพาะตัวว่า จะไม่ขอรับเงินรางวัลในส่วนของตนเอง

เพราะการไม่รับเงินเป็นรายบุคคลอาจยุติลงเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร และไม่ได้แก้โครงสร้างที่เปิดสิทธิไว้ให้ผู้มีอำนาจคนอื่น

แนวทางที่กรมศุลกากรเลือกใช้จึงเป็นการแก้ไขระเบียบ ตัดสิทธิผู้บริหารเป็นรายตำแหน่ง เพื่อไม่ให้การรับหรือไม่รับเงินขึ้นอยู่กับความสมัครใจหรือจริยธรรมส่วนบุคคล

ผู้ถูกตัดสิทธิ ประกอบด้วย…อธิบดีกรมศุลกากร, ที่ปรึกษาของกรม, รองอธิบดี, ผู้อำนวยการกอง, ผู้อำนวยการสำนักงาน และนายด่านศุลกากร นั่นเพราะ…บุคคลเหล่านี้บางตำแหน่งมีอำนาจพิจารณาสั่งคดี กลั่นกรองความเห็น หรือพิจารณาอุทธรณ์ จึงต้องถูกแยกออกจากกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากผลของคดี

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้อนุมัติร่างระเบียบฉบับแก้ไข โดยกรมศุลกากรระบุว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันที่ประกาศ

ปิด “ปีศาจ” ในการตัดสินใจ :

ถ้อยคำหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของอธิบดีอย่างชัดเจน คือ การตั้งคำถามที่ว่า…หากผู้บริหารได้รับเงินเมื่อวินิจฉัยว่าผู้ประกอบการมีความผิด จะไม่มี “Devil” หรือแรงกระตุ้นด้านมืดเกิดขึ้นในความคิดของผู้มีอำนาจบ้างหรือ

ถ้อยคำดังกล่าวอาจฟังรุนแรง! แต่ชี้ตรงไปยังหลักการสำคัญของการป้องกันการทุจริต นั่นคือ…มนุษย์ไม่ควรถูกวางไว้ในระบบที่ผลประโยชน์ส่วนตัวเดินไปในทิศทางเดียวกับการใช้อำนาจลงโทษผู้อื่น

หากการชี้ว่า…ผู้ประกอบการผิดทำให้ผู้พิจารณามีรายได้เพิ่มขึ้น ระบบย่อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตีความเข้มงวด การประเมินอากรหรือค่าปรับในระดับสูง หรือการไม่เปิดพื้นที่ให้ข้อโต้แย้งของผู้ประกอบการได้รับการพิจารณาอย่างเต็มที่

ไม่ได้หมายความว่า…เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในทุกคดี แต่เพียงระบบเปิดโอกาสให้เกิดขึ้น ก็เพียงพอแล้วที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องเร่งปิดช่องโหว่

การป้องกันอาชญากรรมในองค์กรรัฐจึงไม่ควรรอให้จับเจ้าหน้าที่ทุจริตได้ก่อน แต่ต้องลดทั้ง “แรงจูงใจ” และ “โอกาส” ที่จะนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ

กฎหมายเก่าในโลกใหม่ :

นายพันธ์ทอง ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า…แนวคิดเรื่องเงินสินบนและเงินรางวัลศุลกากรมีรากฐานมาเป็นเวลายาวนานประมาณหนึ่งศตวรรษ นับย้อนกลับไปถึงกฎหมายในช่วง พ.ศ. 2469

ในยุคที่ระบบราชการ เทคโนโลยีการตรวจสอบ เงินเดือน และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่แตกต่างจากปัจจุบัน เงินรางวัลอาจถูกมองเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนแจ้งเบาะแสและให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามการกระทำผิด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกได้พัฒนาระบบข่าวกรอง ฐานข้อมูล การตรวจสอบเส้นทางสินค้า เครื่องเอกซเรย์ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงขึ้นมาแทนที่การพึ่งพารางวัลทางการเงินในหลายด้าน

คำถามจึงอยู่ที่ว่า…ระบบซึ่งออกแบบมานานนับร้อยปียังสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันหรือไม่?

ยิ่งประเทศไทยต้องการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลภาครัฐและการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน โครงสร้างดังกล่าวก็ยิ่งต้องได้รับการทบทวน

ระเบียบใหม่ไปได้ครึ่งทาง :

แม้กรมศุลกากรจะแก้ไขระเบียบและตัดสิทธิผู้บริหารได้แล้ว แต่ อธิบดีกรมศุลกากร ก็ยอมรับว่า…การดำเนินการในระดับระเบียบยังไม่สามารถยกเลิกระบบเงินรางวัลทั้งหมดได้

เหตุผลคือ..การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลมีฐานอำนาจอยู่ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 การจะรื้อระบบสำหรับพนักงานศุลกากรทุกระดับจึงต้องแก้ไขกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นด้วยคำสั่งหรือระเบียบภายในเพียงอย่างเดียว

กรมศุลกากรจึงเลือกดำเนินการ 2 ช่วง

ช่วงแรก ใช้อำนาจที่มีอยู่ปรับระเบียบและตัดผู้บริหารซึ่งมีอำนาจเกี่ยวข้องกับคดีออกจากกลุ่มผู้รับเงิน

ช่วงต่อไป ศึกษาและเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ เพื่อทบทวนหรือยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานศุลกากรทุกระดับตามเป้าหมายที่ประกาศไว้

ดังนั้น การตัดสิทธิผู้บริหารจึงยังไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นการปิดช่องความเสี่ยงเร่งด่วนระหว่างรอการแก้ไขโครงสร้างทางกฎหมาย

รางวัลต้องถึงคนทำงานจริง :

ระหว่างที่ยังไม่สามารถยกเลิกระบบทั้งหมด กรมศุลกากรได้ปรับนิยามผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลให้ชัดเจนขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่…ผู้จับกุมและผู้ตรวจพบความผิด, ผู้ร่วมจับกุม และ ผู้ช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน

แนวทางดังกล่าวต้องการให้เงินรางวัลสะท้อนการมีส่วนร่วมและผลการปฏิบัติงานจริง มากกว่าการได้รับส่วนแบ่งตามตำแหน่งหรือสายการบังคับบัญชา

แต่การ จัดกลุ่มใหม่ ยังต้องเผชิญโจทย์ด้านการตรวจสอบว่า…ใครเป็นผู้จับกุมจริง? ใครมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด? และมีการใส่ชื่อบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติงานอยู่ในบัญชีผู้รับเงินหรือไม่?

หากไม่มีหลักฐานบันทึกบทบาทของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน การตัดสิทธิผู้บริหารอาจปิดช่องหนึ่งได้ แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการแบ่งผลประโยชน์ผ่านรายชื่อผู้ร่วมงานหรือผู้ช่วยเหลือได้ ดังนั้น กรมศุลกากรจึงจำเป็นต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์ วิธีคำนวณ และระบบตรวจสอบรายชื่อผู้รับเงินควบคู่กันไป!

จับมาก ได้มาก? :

ประเด็นที่ต้องถกเถียงต่อ นั่นก็คือ…เจ้าหน้าที่รัฐควรได้รับผลตอบแทนจากยอดจับกุมหรือมูลค่าคดีหรือไม่?

ฝ่ายสนับสนุน อาจเห็นว่า…เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องเผชิญความเสี่ยง ทำงานกับเครือข่ายลักลอบข้ามชาติ และใช้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบสินค้าที่มีความซับซ้อน เงินรางวัลจึงเป็นแรงจูงใจให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปราม

แต่อีกด้านหนึ่ง การจับกุม ตรวจสอบ และเรียกเก็บอากรเป็นหน้าที่ตามปกติของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้รับเงินเดือนและสวัสดิการจากงบประมาณแผ่นดินอยู่แล้ว

หากรายได้เพิ่มเติมผูกกับจำนวนคดี มูลค่าของกลาง หรือเงินอากรที่เรียกเก็บได้ ระบบก็อาจผลักให้เป้าหมายของการทำงานเปลี่ยนจากการทำให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ไปเป็นการค้นหาความผิดและเพิ่มมูลค่าของคดี

คำถามนี้ จึงไม่ได้มีคำตอบเพียงว่าจะ “จ่าย” หรือ “ไม่จ่าย” แต่ต้องพิจารณาว่า…จะออกแบบค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่อย่างไร ให้มีกำลังใจทำงานโดยไม่สร้างแรงจูงใจที่ขัดกับความเป็นธรรม

จากรายได้ สู่…ความเชื่อมั่น :

อธิบดีกรมศุลกากร มองว่า…การตัดสินใจครั้งนี้ ต้องประเมินผลประโยชน์ขององค์กรให้กว้างกว่าเงิน!!!

แม้ผู้บริหารจะสูญเสียรายได้จากเงินรางวัล แต่สิ่งที่กรมศุลกากรได้รับกลับมาคือความเชื่อมั่นจากประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติว่า การพิจารณาคดีไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ใช้อำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

ความเชื่อมั่นดังกล่าว มีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะ…ผู้ประกอบการต่างชาติไม่ได้พิจารณาเพียงอัตราภาษีหรือความสะดวกรวดเร็วของพิธีการศุลกากร แต่ยังประเมินความแน่นอน ความเป็นธรรม และความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐด้วย

เมื่อผู้บริหารไม่มีส่วนแบ่งรออยู่ปลายทาง การจับกุมหรือเปรียบเทียบปรับย่อมถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวน้อยลง

นี่คือ…การเปลี่ยน “สินทรัพย์” ขององค์กรจากเงินรางวัล ไปสู่ความน่าเชื่อถือในสายตาสังคมไทยและสังคมโลก!!!

เปิดบัญชีพิสูจน์การปฏิรูป :

อย่างไรก็ตาม การประกาศยกเลิกสิทธิยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าช่องโหว่ทั้งหมดถูกปิดแล้ว กรมศุลกากรควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ได้แก่…

ระเบียบใหม่มีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่วันใด?

ในอดีตมีการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลรวมปีละเท่าใด?

ผู้บริหารแต่ละระดับเคยได้รับส่วนแบ่งรวมเป็นเงินเท่าใด?

หลังตัดสิทธิแล้ว เงินส่วนเดิมถูกจัดสรรไปที่ใด?

ใครเป็นผู้ตรวจสอบรายชื่อและผลงานของผู้มีสิทธิรับรางวัล?

มีการตรวจสอบย้อนหลังกรณีใส่ชื่อผู้ไม่มีส่วนร่วมอย่างไร?

การแก้พระราชบัญญัติศุลกากรจะเข้าสู่กระบวนการเมื่อใด?

หากยกเลิกเงินรางวัลทั้งหมด จะมีระบบค่าตอบแทนหรือสวัสดิการใดรองรับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ คำตอบเหล่านี้จะทำให้สังคมไทย แยกออกว่า…การปฏิรูปครั้งนี้เป็นเพียงการตัดสิทธิในเอกสาร หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบแรงจูงใจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง!!??

ตัดเงินออกจากคำตัดสิน :

การเปิดเผยของ นายพันธ์ทอง ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นหลักฐานว่า…ผู้บริหารกรมศุลกากรคนใดเคยกระทำผิด และไม่ควรถูกนำไปใช้กล่าวหาเหมารวมโดยปราศจากพยานหลักฐาน แต่คำยอมรับว่า…ผู้บริหารซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีเคยได้รับส่วนแบ่งจากคดี ก็เพียงพอจะยืนยันว่า…ระบบเดิมมีความเสี่ยงและไม่ควรดำรงอยู่ต่อไปโดยอาศัยเพียงความซื่อสัตย์ของแต่ละบุคคล!!!

เพราะ ระบบที่ดี! ต้องไม่บังคับให้ผู้ประกอบการ เชื่อได้ว่า…ผู้มีอำนาจจะควบคุมแรงจูงใจของตนเองได้ แต่ต้องออกแบบไม่ให้ผู้ใช้อำนาจได้รับประโยชน์จากคำสั่งของตนตั้งแต่แรก

ข่าวเดิมคือ…การประกาศตัดสิทธิผู้บริหาร แต่สาระใหม่จากบทสัมภาษณ์พิเศษคือ…การเปิดให้เห็นว่า…เหตุใดผู้ที่เคยได้รับประโยชน์จากระบบจึงยอมรื้อระบบนั้นด้วยตนเอง และเหตุใดการปฏิรูปยังต้องเดินหน้าต่อไปถึงการแก้กฎหมาย

นั่นเพราะ…การป้องกันอาชญากรรมในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้เริ่มต้นจากการรอจับคนทุจริต หากต้องเริ่มจากการตัดเงินออกจากอำนาจ และปิดช่องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปอยู่ในคำตัดสินตั้งแต่ต้นทาง!!!.