• เสาร์ 12 กันยายน 2569 เวลา 09:16 น.

ถามใจการเมือง…ภาษีปีที่ 9

BREAKING NEWS POLITICAL

(เมื่อกรมสรรพากร จับตา ‘บริษัทพ้น BOI’  – เปิดฐานลงทุน 6.25 แสนล้าน จับตา! กำไรจะกลับเข้าฐานภาษีแค่ไหน? กี่โมง?)

สิทธิส่งเสริมการลงทุนช่วยให้ธุรกิจตั้งหลัก แต่เมื่อครบช่วงยกเว้น กำไรต้องทยอยกลับเข้าสู่ฐานภาษี
อธิบดีกรมสรรพากรส่งสัญญาณจับตาเป็นพิเศษ ขณะที่โครงการอนุมัติปี 2560 มีมูลค่ารวมกว่า 625,080 ล้านบาท บทพิสูจน์จึงอยู่ที่รัฐจะเก็บภาษีจากทุนใหญ่ได้ครบถ้วนและเป็นธรรมเพียงใด???

ปีที่ภาษีกลับมา :

ท่ามกลาง ผลการจัดเก็บรายได้ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ กรมสรรพากรทำได้ 2,162,122 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 7.2% และสูงกว่าประมาณการสะสม 77,236 ล้านบาท มีคำตอบตอนหนึ่งของ นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งเปิดให้เห็น…ฐานรายได้อีกก้อนที่อาจมีความสำคัญต่อการจัดเก็บภาษีในระยะต่อไป

ฐานรายได้นั้น ไม่ได้มาจาก…ผู้ประกอบการรายใหม่ ผู้ค้าออนไลน์ หรือคนรุ่นใหม่ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง บริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และกำลังทยอยสิ้นสุดสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล!!??

อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ (11 กันยายน 2569) ว่า…สำหรับโครงการที่เพิ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน กรมยังไม่คาดหวังรายได้ภาษีในทันที เพราะกิจการยังอยู่ในช่วงลงทุนและได้รับสิทธิยกเว้น

แต่ในฐานะ ผู้ที่ทำงานด้านตรวจสอบมาโดยตรง สิ่งที่กรมให้ความสนใจ คือ…บริษัทหรือโครงการที่กำลังจะ “หมด BOI” ว่าจะสิ้นสุดสิทธิในปีใด???

สาระสำคัญของคำตอบข้างต้น ก็คือ ในช่วง 8 ปีแรกโครงการอาจยังไม่มีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามสิทธิที่ได้รับ แต่ตั้งแต่ปีที่ 9 เป็นต้นไปจะเป็นช่วงที่กรมสรรพากรต้องติดตามอย่างเข้มข้น เพราะกำไรจากกิจการที่พ้นสิทธิจะเริ่มกลับเข้าสู่กระบวนการเสียภาษี

ลงทุนไม่ใช่ภาษี :

ข้อมูล BOI ปี 2560 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นการลงทุนที่ควรติดตาม พบว่า…มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 1,227 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 625,080 ล้านบาท

ในจำนวนนี้ เป็น…โครงการของกิจการที่มีผู้ถือหุ้นไทยทั้งหมด 435 โครงการ มูลค่า 264,410 ล้านบาท กิจการต่างชาติทั้งหมด 478 โครงการ มูลค่า 111,230 ล้านบาท และกิจการร่วมทุนไทย–ต่างชาติ 314 โครงการ มูลค่า 249,440 ล้านบาท

เมื่อรวม โครงการต่างชาติทั้งหมดกับกิจการร่วมทุน จะมีมูลค่าประมาณ 360,670 ล้านบาท หรือ 57.7% ของมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด ส่วนกิจการไทยล้วนคิดเป็นประมาณ 42.3%

นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน ยังมีการออกบัตรส่งเสริมแล้ว 1,294 โครงการ มูลค่าลงทุนประมาณ 732,030 ล้านบาท ซึ่งเป็น อีกตัวเลขที่สะท้อนขนาดของฐานกิจการที่กำลังเข้าสู่กระบวนการลงทุนและใช้สิทธิส่งเสริม

อย่างไรก็ตาม เงินลงทุน 625,080 ล้านบาท หรือยอดออกบัตร 732,030 ล้านบาท ไม่ใช่จำนวนเงินที่กรมสรรพากรจะนำมาคำนวณภาษีโดยตรง เพราะภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บจาก “กำไรสุทธิ” ไม่ใช่เงินที่นำมาลงทุน

ตัวเลขดังกล่าว จึงใช้ได้เพียงเป็นภาพขนาดของโครงการรุ่นหนึ่ง ซึ่งอาจทยอยพ้นสิทธิในระยะต่อไป แต่ยังไม่ใช่ฐานภาษีหรือประมาณการรายได้ของรัฐ!

8 ปี – ไม่ได้นับวันอนุมัติ :

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด! นั่นก็คือ…การได้รับอนุมัติจาก BOI ในปี 2560 ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะครบสิทธิ 8 ปีในปี 2568 หรือ 2569 พร้อมกัน

ตามหลักเกณฑ์ BOI ระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเริ่มนับจากวันที่โครงการมีรายได้ครั้งแรก ไม่ใช่วันที่ยื่นคำขอ วันที่ได้รับอนุมัติ วันที่ออกบัตรส่งเสริม หรือวันที่เปิดดำเนินการเต็มโครงการ

ตัวอย่างเช่น โครงการหนึ่งอาจได้รับอนุมัติในปี 2560 ออกบัตรส่งเสริมในปี 2561 ใช้เวลาก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรอีก 2 ปี ก่อนเริ่มมีรายได้ในปี 2563 หากได้รับสิทธิยกเว้น 8 ปี โครงการดังกล่าวก็อาจเข้าสู่ปีที่ 9 ในช่วงปี 2571–2572 ไม่ใช่ปี 2569

ในทางกลับกัน โครงการที่กำลังครบ 8 ปีในปี 2569 อาจเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนปี 2560 แต่เริ่มมีรายได้ครั้งแรกในปี 2561

ดังนั้น ตัวเลขที่จำเป็นต่อการประเมินฐานภาษีจริง ไม่ใช่จำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติเมื่อ 8 ปีก่อน แต่คือ…จำนวนโครงการที่ “เริ่มมีรายได้” เมื่อ 8 ปีก่อน พร้อมวันสิ้นสุดสิทธิตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมแต่ละโครงการ

ไม่ใช่ทุกโครงการได้ 8 ปี :

คำว่า…“บริษัท BOI” ไม่ได้หมายความว่า…ทุกบริษัทได้รับยกเว้นภาษีเป็นเวลา 8 ปีเหมือนกันทั้งหมด เพราะระยะเวลาและวงเงินสิทธิขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ เทคโนโลยี พื้นที่ตั้ง เงื่อนไขการลงทุน และมาตรการส่งเสริมในช่วงเวลานั้น

บางโครงการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี บางโครงการ 5 ปี และบางโครงการ 8 ปี ขณะที่ กิจการบางประเภทอาจได้รับสิทธิเพิ่มเติม หรือลดหย่อนภาษี 50% ต่ออีกระยะหนึ่งหลังสิ้นสุดช่วงยกเว้น

การส่งเสริมของ BOI ยังให้สิทธิเป็น “รายโครงการ” ไม่ใช่รายบริษัท บริษัทเดียวจึงอาจมีบัตรส่งเสริมหลายใบ แต่ละใบเริ่มใช้สิทธิและหมดสิทธิไม่พร้อมกัน และอาจมีทั้งรายได้จากกิจการ BOI กับรายได้จากกิจการที่ไม่ได้รับส่งเสริม หรือ Non-BOI อยู่ในบริษัทเดียวกัน

นี่คือ…เหตุผลที่การจัดเก็บภาษีตั้งแต่ปีที่ 9 ไม่ได้เป็นเพียงการรอให้บริษัทหมดสิทธิแล้วชำระภาษี แต่เป็นงานตรวจสอบที่ต้องแยกให้ได้ว่า รายได้ กำไร ต้นทุน และค่าใช้จ่ายส่วนใดอยู่ในโครงการที่ยังได้รับยกเว้น และส่วนใดกลับเข้าสู่ฐานภาษีตามปกติแล้ว

ช่องว่างระหว่าง 2 ฐาน :

ความเสี่ยงสำคัญเกิดขึ้น! เมื่อ…บริษัทมีทั้งกิจการ BOI และ Non-BOI หรือมีบัตรส่งเสริมหลายโครงการ เพราะอาจมีการจัดสรรรายได้และต้นทุนระหว่างโครงการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนกำไรที่ต้องเสียภาษี

ประเด็นที่กรมสรรพากรต้องตรวจสอบ! จึงครอบคลุมตั้งแต่…การนำรายได้ของโครงการที่หมดสิทธิไปบันทึกในโครงการที่ยังได้รับยกเว้น การโยกต้นทุนระหว่างกิจการ การผลิตเกินกำลังที่กำหนดในบัตร การอ้างสิทธิกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่ตรงตามโครงการ ไปจนถึง ธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือและการกำหนดราคาโอน

รายได้ที่จะใช้ สิทธิยกเว้น! ต้องเกิดจาก…ผลิตภัณฑ์หรือบริการตามที่ระบุในบัตรส่งเสริม ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้รับอนุมัติ และอยู่ภายในกำลังผลิตตามเงื่อนไข

หากบริษัทมีรายได้จากกิจกรรมนอกเหนือจากที่ได้รับส่งเสริม รายได้ส่วนนั้น ย่อมไม่ควรถูกนำไปรวมกับฐานที่ได้รับยกเว้นภาษี

ความสามารถในการเชื่อมข้อมูลระหว่าง BOI กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร งบการเงิน ผู้สอบบัญชี และแบบแสดงรายการภาษี จึงเป็นหัวใจของการนำกำไรหลังพ้นสิทธิกลับเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วน

หมดสิทธิ – ยังไม่เต็มเม็ด :

แม้โครงการจะสิ้นสุดระยะยกเว้นภาษีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า…กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มจำนวนทันที เพราะกฎหมายเปิดทางให้กิจการนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในช่วงได้รับยกเว้นไปหักจากกำไรหลังสิ้นสุดสิทธิได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น! หากโครงการขาดทุนในช่วงปีที่ 1–3 และเริ่มมีกำไรหลังจากนั้น ผลขาดทุนดังกล่าวอาจยังถูกนำไปหักจากกำไรในช่วงหลังพ้นสิทธิ ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีในปีที่ 9 ลดลง

บางโครงการยังอาจมีสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ต่ออีก 5 ปี ตามมาตรการหรือเงื่อนไขพื้นที่ จึงไม่ควรตีความว่า…ทุกกิจการจะเปลี่ยนจากการยกเว้น 100% ไปเสียภาษีเต็มอัตราพร้อมกันในวันสิ้นสุดปีที่ 8

นอกจากนี้ หากกิจการขาดทุน ไม่มีผลประกอบการ หรือหยุดดำเนินโครงการ การหมดอายุสิทธิก็อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ภาษีแก่รัฐเลย

6 แสนล้าน – ภาษีเท่าไร? :

หากต้องการประเมินว่า…ฐานลงทุน 625,080 ล้านบาทจะสร้างภาษีได้เท่าใด? จำเป็นต้องทราบกำไรสุทธิของกิจการ ไม่ใช่ดูจากเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว

ในทางสมมุติ หากเงินลงทุนทั้งหมดสร้างผลตอบแทนก่อนภาษีเฉลี่ย 5% จะเกิดกำไรราว 31,254 ล้านบาท และหากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% รายได้รัฐอาจอยู่ประมาณ 6,251 ล้านบาทต่อปี

ถ้าผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 10% กำไรสมมุติจะอยู่ประมาณ 62,508 ล้านบาท และภาษีอาจอยู่ราว 12,502 ล้านบาท ส่วนกรณีผลตอบแทน 15% ภาษีตามสมมุติฐานอาจอยู่ประมาณ 18,752 ล้านบาท

แต่ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเพียง…ฉากทัศน์เพื่อให้เห็นลำดับขนาด ไม่ใช่ประมาณการรายได้จริง! เพราะมูลค่า 625,080 ล้านบาทรวมโครงการที่ได้รับสิทธิแตกต่างกัน บางโครงการอาจยังไม่เริ่มมีรายได้ บางโครงการหมดสิทธิไปแล้ว บางโครงการขาดทุน และบางโครงการอาจไม่ได้เกิดการลงทุนเต็มจำนวน

ก่อนจะประเมินรายได้ภาษีได้อย่างน่าเชื่อถือ จึงต้องตัดโครงการที่ไม่ได้รับสิทธิ 8 ปี โครงการที่ยังไม่ครบกำหนด โครงการที่มีขาดทุนสะสม และโครงการที่ได้รับสิทธิลดภาษีต่อออกจากฐานคำนวณเสียก่อน

ทุนใหญ่ – มาตรวัดความเป็นธรรม :

ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรประกาศเดินหน้าตรวจสอบผู้ประกอบการรายใหม่ ผู้ค้าออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ และคนรุ่นใหม่ที่มีรายได้แต่ยังไม่ได้ยื่นแบบ พร้อมขอให้ภาคธุรกิจแสดงรายได้และเสียภาษีตามความเป็นจริง

การติดตามบริษัทขนาดใหญ่ที่พ้นสิทธิ BOI จึงเป็นอีกด้านของหลักความเป็นธรรม เพราะระบบภาษีจะได้รับการยอมรับได้ยาก หากรัฐมองเห็นรายได้ของผู้ค้ารายเล็กจากแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันอย่างละเอียด แต่ไม่สามารถติดตามการจัดสรรกำไรและต้นทุนของกิจการขนาดใหญ่ที่มีบัตรส่งเสริมหลายโครงการได้

คำกล่าวของ อธิบดีกรมสรรพากร ที่ว่า…กรมสนใจบริษัทตั้งแต่ปีที่ 9 เป็นต้นไป จึงเป็นมากกว่าการมองหาแหล่งรายได้ใหม่ แต่เป็นคำมั่นโดยปริยายว่า การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีของกรมจะต้องครอบคลุมทั้งรายเล็กและทุนใหญ่

หากจัดเก็บจากกิจการพ้นสิทธิได้ครบถ้วน รัฐจะสามารถขยายรายได้โดยไม่ต้องพึ่งการขึ้นอัตราภาษีหรือเพิ่มภาระให้ผู้เสียภาษีกลุ่มเดิม ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาความเป็นธรรมระหว่างบริษัทที่ได้รับส่งเสริมกับธุรกิจที่เสียภาษีตามปกติมาตลอด

สิทธิแลกอะไร? :

BOI มีภารกิจดึงดูดการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อแลกกับการลงทุน การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น การประเมินนโยบาย BOI ไม่ควรถามเพียงว่า…รัฐยกเว้นภาษีไปเท่าใด? แต่ต้องถามด้วยว่า…ประเทศจะได้รับผลตอบแทนอะไรจากสิทธิที่มอบให้ไปแล้วบ้าง?

โครงการที่ได้รับส่งเสริมสร้างการลงทุนจริงครบตามที่เสนอหรือไม่? จ้างงานคนไทยกี่ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเท่าใด? ถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือพัฒนาบุคลากรเพียงใด? และยังดำเนินธุรกิจในประเทศไทยต่อหลังสิทธิภาษีหมดลงหรือไม่?

หากกิจการขยายการลงทุน จ้างงาน และสร้างฐานการผลิตระยะยาว สิทธิภาษีย่อมเป็นต้นทุนของรัฐที่อาจสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่หากโครงการย้ายฐาน ลดกิจการ หรือไม่เหลือกำไรให้จัดเก็บหลังหมดสิทธิ

คำถามเรื่องความคุ้มค่าจะกลับมาทันที???

เปิดตัวเลขที่ยังหาย :

แม้ข้อมูล BOI จะแสดงจำนวนโครงการ มูลค่าคำขอ ยอดอนุมัติ และยอดออกบัตรส่งเสริม แต่ข้อมูลสาธารณะยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ว่า…ในปี 2569–2571 มีโครงการที่กำลังหมดสิทธิยกเว้นภาษีจริงกี่โครงการ?

ข้อมูลที่ กรมสรรพากรและ BOI ควรเปิดเผยเพิ่มเติม ได้แก่…วันเริ่มมีรายได้และวันสิ้นสุดสิทธิของแต่ละกลุ่มโครงการ มูลค่าลงทุนที่เกิดขึ้นจริง กำไรสุทธิ วงเงินยกเว้นที่ใช้ไป สิทธิคงเหลือ ผลขาดทุนสะสม และรายได้ภาษีที่คาดว่าจะจัดเก็บได้หลังพ้นสิทธิ

และควรเปิดเผยด้วยว่า…กิจการที่กำลังหมดสิทธิแบ่งเป็นทุนไทย ต่างชาติ และร่วมทุนเท่าใด? อยู่ในอุตสาหกรรมใด? และมีโครงการจำนวนกี่รายที่ได้รับสิทธิลดภาษีต่อ?

หากไม่มีข้อมูลดังกล่าว ตัวเลขลงทุนหลายแสนล้านบาทจะทำหน้าที่ได้เพียงสร้างความตื่นตา แต่ยังไม่สามารถใช้ประเมินรายได้ของรัฐหรือความคุ้มค่าของนโยบายส่งเสริมการลงทุนได้อย่างแท้จริง!!!

ปีที่ 9 – บทพิสูจน์รัฐ :

เป้าหมายรายได้กรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ประมาณ 2.51 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2569 คาดว่า…จะจัดเก็บได้ใกล้ 2.5 ล้านล้านบาท การรักษาฐานรายได้ในปีหน้าจึงต้องอาศัยทั้งเศรษฐกิจ การขยายฐานผู้เสียภาษี และการนำกำไรที่พ้นช่วงยกเว้นกลับเข้าสู่ระบบ

โครงการ BOI รุ่นปี 2560 มูลค่า 625,080 ล้านบาท เป็นสัญญาณ ว่า…มีฐานการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งจะทยอยเดินทางถึงปลายช่วงสิทธิ แต่จะสร้างรายได้ภาษีให้รัฐเท่าใด ยังขึ้นอยู่กับวันเริ่มมีรายได้ ผลกำไร ขาดทุนสะสม และสิทธิเพิ่มเติมของแต่ละโครงการ

ความสำเร็จของกรมสรรพากร จึงไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้ค้าออนไลน์ที่ถูกนำเข้าสู่ระบบ แต่ต้องวัดจากความสามารถในการตรวจสอบกำไรของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อนด้วย

เพราะ ภาษีปีที่ 9 ไม่ใช่เพียงรายได้ก้อนใหม่ของรัฐ หากเป็นบทพิสูจน์ว่า…เมื่อสิทธิส่งเสริมสิ้นสุดลง ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนที่เคยได้รับการยกเว้น ให้กลับมาเป็นรายได้สาธารณะอย่างครบถ้วน โปร่งใส และเป็นธรรมได้จริงหรือไม่? อย่างไร?

ครบสิทธิ ต้องคืนภาษี :

ท้ายที่สุด! คำถามต้องย้อนกลับไปยัง…รัฐบาลและฝ่ายการเมือง ซึ่งกำหนดทิศทาง BOI ว่า…จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนอย่างมีเงื่อนไข หรือปล่อยให้การแข่งขันเอาใจนักลงทุนกลายเป็นการต่ออายุอภิสิทธิ์อย่างไม่รู้จบ!!??

การต้อนรับทุนไทยและทุนต่างชาติไม่ใช่ปัญหา หากโครงการเหล่านั้นลงทุนจริง สร้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีตามที่ให้คำมั่น

แต่เมื่อ ครบกำหนดยกเว้นภาษี กติกาต้องกลับมาเท่าเทียม กำไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องเข้าสู่ฐานภาษีของประเทศไทย

ปีที่ 9 วัดใจการเมือง :

นี่จึงไม่ใช่เพียงคำถามที่ว่า…รัฐบาลและฝ่ายการเมือง จะเลือกข้างไหน? ระหว่าง…“นักลงทุนต่างชาติ” หรือ “กรมสรรพากร”

แต่เป็น คำถาม “โดนใจ” ของสังคมไทย ที่ว่า…ฝ่ายการเมืองจะเลือกยืนข้างผลประโยชน์ของแผ่นดินหรือไม่? อย่างไร? แค่ไหน? และจะทำกี่โมง?

เพราะหาก…รัฐบาลเร่งนำรายย่อย ผู้ค้าออนไลน์ และคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบภาษี แต่กลับเปิดช่องให้กิจการขนาดใหญ่พ้นปีที่ 8 แล้วยังยืดเวลา หรือโยกกำไรออกจากฐานภาษี แล้วล่ะก็

คำว่า…“ความเป็นธรรม” ย่อมถูกตั้งคำถาม???

และ ภาษีปีที่ 9 จึงไม่ได้วัดเพียงฝีมือกรมสรรพากร หากเป็นบทพิสูจน์ใจฝ่ายการเมืองว่า…จะปิดฉากสิทธิพิเศษเมื่อถึงเวลา หรือเลือกเอาใจทุนเหนือรายได้แผ่นดิน!!!.